เคล็ดมังกรอุทก เจริญ สิริวัฒนภักดี

มีนาคม 2546 ผมเคยระดมความคิดน้องๆในกองบรรณาธิการนิตยสาร Thaicoon เพื่อเขียน Tycoon สำคัญๆในเมืองไทยซึ่งผมคิดว่าคนเหล่านี้ได้กลายเป็นระดับมังกร(Turn Dragon) ไปแล้ว

เจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นหนึ่งใน 7 มังกร

เขาต่างจากมังกรนายกฯทักษิณ ซึ่งเปรียบเสมือนไฟร้อนแรง

และไม่เหมือนธนินท์ เจียรวนนท์ มังกรในมังกรซึ่งเปรียบเสมือนดินอันแข็งแกร่ง มั่นคงดั่งขุนเขา

เจริญ เสมือนน้ำที่เซาะไปตามซอกหลืบต่างๆ แม้อำนาจการทำลายล้างจะไม่รุนแรงเท่าไฟ แต่ถ้ามันกลายเป็นคลื่นสึนามิ ก็สามารถทำลายทุกสรรพสิ่งได้

กระนั้นเจริญคือมังกรที่อ่อนน้อมที่สุดในบรรดามังกรทั้งหลายทั้งปวง

ในความอ่อนน้อมนั้นแฝงพลังสร้างสรรค์และอำนาจแห่งการทำลายล้างในเวลาเดียวกัน

สุดแท้แต่ว่าเขาจะเผชิญหน้าผู้ใด

ซึ่งเจริญก็เป็นคนเช่นนั้น

หากผู้เผชิญหน้าคือศัตรู มันผู้นั้นจักต้องราบพณาสูร!!!

หากผู้เผชิญหน้าคือมิตร อุทกมังกรจะโอบอุ้มหนุนส่งถึงฝั่ง

อุทกมังกรก้าวถึงขั้นสุดยอดได้เพราะใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นฐานในการสร้างสายสัมพันธ์

จากนั้นแปลงคอนเน็คชั่นเป็นทุน ใช้ทุนขยายอาณาจักร สะสมเงินสดจากส่วนเกินทางเศรษฐกิจ

จากนั้นใช้เงินสดทำอะไรได้ตามใจมังกร(Dragon Desire)

วันนี้อุทกมังกรต้องเผชิญแรงเสียดแทนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต

การนำอาณาจักรน้ำเมาเข้าตลาดที่คิดว่าน่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบนั้นเป็นความคิดที่ผิดถนัดเพราะถูกต้านจากทั่วทุกสารทิศ ทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศทุกวัย

ศึกครั้งนี้ใหญ่ยิ่งนักเพราะต้องต่อกรกับมวลชน

ผมจะไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะสื่อทุกแขนงคงพูดถึงกับมาก อ่านซ้ำคงไม่เกิดประโยชน์โภชผลแต่อย่างใด

สู้เราค้นเคล็ดมังกรอุทกดูจะได้เรื่องได้ราวมากกว่า

Published in: on June 8, 2007 at 1:21 am Comments (13)

“คน”และ “จังหวะเวลา” ของธนินท์

ธนินท์ เจียรวนนท์ เชื่อว่า “คน” สำคัญที่สุด

จะระบบดีอย่างไร มี Software ดีอย่างไร มีอุปกรณ์ทันสมัยอย่างไร สุดท้ายก็คน พูดไปอย่างไรก็ตาม ถึงสุดท้ายก็ต้องมาลงเอยที่คน

ในประสบการณ์ของผม บางครั้งโชคดี เราได้คนดี แต่ก็คงจะไม่มีโอกาสทุกครั้ง

มีทางเดียวครับ เราต้องวางแผนสร้างคน

การสร้างคน การทำโครงการทุกบริษัท มักจะว่าปีนี้ผมจะลงทุนเท่าไหร่ ผมจะมียอดขายเท่าไหร่

แต่ความจริงพวกเหล่านี้เป็นรอง เราต้องมีคนก่อน

เราจะทำอะไร เราต้องถามว่าเราจะทำธุรกิจอันนี้ เราต้องเตรียมคนพร้อมหรือยัง และต้องไม่ใช่คนเตรียมคนเดียว เก่งคนเดียว
ต้องเก่งทั้งทีม

มีทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน มีทั้งนักวิชาการ บริษัทยิ่งทำธุรกิจยิ่งกว้าง ยิ่งใหญ่ ทีมงานต้องยิ่งพร้อม ทีมงานที่ส่วนประกอบก็ต้องยิ่งมากขึ้น

ฉะนั้นในยุคสมัยนี้เขาเรียกว่ายุคข้อมูลสื่อสาร แต่ยังไงก็ตาม จะเป็นยุคอะไรก็ตามเราต้องวางแผนสร้างคน
และการสร้างคนเป็นการลงทุนที่สูงมาก แต่ทุกคนก็ไม่ค่อยไปสนใจ

“ถ้าเราสร้างคนใดคนหนึ่ง ตอนที่เขาไปเรียนปริญญาโท พ่อแม่อาจจะต้องส่งเงินให้ปีละถึง 2 ล้านบาท

แต่เวลาจบแล้วเข้ามาสมัครงานในบริษัท นอกจากเขาไม่ต้องส่งเงินมาให้บริษัท บริษัทเรายังต้องให้เงินเดือนเขา แล้วก็ต้องไปคิดนะครับ ส่งเขาไปดูงานตรงโน้น ฝึกงานตรงนี้จนกว่า 6 เดือน หรือบางท่านเลย 6 เดือน ยังไม่ได้ทำผลงานให้กับบริษัท แต่บางท่านเก่งมาก

ถ้าขืนอยู่ต่อให้กับบริษัทคงจะสร้างเงินให้กับบริษัทเป็นหมื่นล้านก็ได้ เป็นแสนล้านก็ได้

แต่เพราะผู้นำมีแต่สร้างคน เลยไม่ได้ไปดู และคนทำให้คนที่ Active คนที่มี Power สูง คนที่มีพลังสูงอยากจะรีบแสดงลาออกไป”

Published in: on June 4, 2007 at 1:43 am Comments (39)

การใช้คนของโจโฉ

caocao.jpg

โจโฉนั้นเป็นคนขี้ระแวงคน

โจโฉเอาแต่ความสามารถ

จุดเด่นในการใช้คนของโจโฉคือโจโฉเอาแต่ความสามารถ คือโจโฉในตอนนั้นกำลังจะขึ้นปกครองประเทศ โจโฉได้ประกาศฉบับหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า “คำสั่งแสวงหานักปราชญ์” เสนอแนวทางใช้คนที่เอาแต่ความสามารถ โดยบอกไว้ในประกาศนี้ว่า หากใช้แต่คนสุจริต ไฉนฉีเหวิน กง จะเป็นใหญ่ได้

ฉี เหวิน กง เป็นคนที่ในสมัยก่อนหน้านั้นที่เขาเป็นใหญ่ในแคว้นฉี ขอแต่ให้มีความสามารถเราได้ก็จักใช้

คำสั่งสองฉบับชี้ให้เห็นว่า “บัณฑิตที่มีความประพฤติดีใช่ว่าจักใช้ได้ ผู้ที่ใช้ได้ไม่แน่ว่าจะประพฤติดี”

พูดง่ายๆ ก็คือว่าโจโฉเอาคนเก่งอย่างเดียว ไม่เอาคุณธรรม
จะเห็นได้ว่าผู้ที่มีข้อบกพร่องไม่ควรทิ้งห่างคนใช้ ไม่ว่าจะต่ำช้าสักเพียงใด แม้กระทั่งคนที่ไร้เมตตาธรรม ไร้ความกตัญญู ขอแต่ให้มีฝีมือการปกครองและใช้ทหารเป็น ก็ต้องนำมาใช้

นี่คือวิธีใช้คนของโจโฉ

ดังนั้นถ้านายของท่านเอาคนแต่ความสามารถ ไม่ดูคุณธรรม ไม่ดูที่มาเลย นายท่านคือ “โจโฉ”

…แต่ว่าในตำนานสามก๊กนั้นไม่ได้หยิบยกคำสั่งแสวงหานักปราชญ์มาพูดเลย ได้แต่อาศัยพฤติการการใช้คนของโจโฉ เผยให้เห็นจุดเด่นของโจโฉที่ใช้คนโดยดูที่ความสามารถเป็นหลัก

เพราะว่าโจโฉใช้คนใช้คนโดยไม่คำนึงถึงชาติตระกูล และความประพฤติเลย จะเป็นใครก็ได้โดยไม่ต้องเป็นผู้รากมากดี ไม่ต้องจบ MBA ไม่ดูความประพฤติเลย แม้ว่าจะเป็นโจรป่ามาแต่ขอให้มีความสามารถ…ใช้ทั้งหมดเลย

คนที่มีความสามารถส่วนใหญ่จึงเข้ามานอบน้อม บุคลากรของโจโฉเลยมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบู๊ หรือฝ่ายบุ๋น

คนที่เป็นนักปรึกษาที่เด่นๆ ในหมู่นักปรึกษาของโจโฉนอกจากซุนฮกซึ่งเป็นนักยุทธศาสตร์คนหนึ่งแล้ว ยังมีกุยแก

ซึ่งกุยแกนั้นว่ากันว่าเป็นคนที่ฉลาด ยังไม่รู้เลยว่าเจอขงบ้งแล้วใครจะฉลาดกว่ากัน เพราะกุยแกตายไปเสียก่อน

กุยแก เป็นนักวางแผนชั้นเยี่ยมคนหนึ่ง เขาเสนอกลอุบายพิศดารให้แก่โจโฉเป็นอันมากตลอดมา

กลอุบายแต่ละอย่างก็ได้บรรลุผลทั้งสิ้น

Published in: on May 7, 2007 at 12:59 am Comments (27)

ผู้นำระดับห้า (Level 5 Leader): ส่วนผสมที่ลงตัวของความถ่อมตัวกับความมุ่งมั่น

Level 5 เป็นการศึกษาคุณลักษณะที่เป็นคู่กัน เช่น ความถ่อมตัวกับความมุ่งมั่น ความขี้อายกับหาญฮึก เพื่อทำความเข้าใจและเห็นภาพรวมลองพิจารณาตัวอย่างของ Abraham Lincoln ผู้ไม่ยอมปล่อยให้อัตราเบี่ยงเบนความทะเยอทะยานเพื่อสร้างประเทศที่ยิ่งใหญ่แบบยั่งยืน

Henry Adams นักเขียนชื่อดังเรียกเขาว่า บุคคลที่เงียบขรึม สงบ และขี้อาย มันอาจจะเกินไปถ้าจะเปรียบเทียบ ผู้นำระดับห้า ทั้ง 11 คน กับ Lincoln แต่พวกเขาแสดงความเหมือนของคุณลักษณะที่เป็นคู่กันในบางแง่

Colman M. Mockler ดำรงตำแหน่ง CEO ของ Gillette ตั้งแต่ปี 1975-1991 เผชิญความพยายามครอบงำกิจการถึง 3 ครั้ง เขาเป็นคนที่มีความสงบเสงี่ยม มีเมตตา สุภาพอ่อนโยนเข้าขั้นผู้ดีเลยทีเดียว ทั้งที่ช่วงบริหารงานเป็นยุคแห่งสงครามธุรกิจ ความพยายามเทกโอเวอร์ 2 ครั้งจาก Ronald Parelman และ 1 ครั้งจาก Coniston Parners ทว่า Mockler ไม่เคยสูญเสียความเงียบขรึม และความสุภาพ ในช่วงวิกฤตที่สุดของการดำเนินธุรกิจต่อไป ก่อนที่จะฝ่าฟันกับการครอบงำกิจการ เขาก็ยังคงรักษาความสงบในบริษัทได้เป็นปกติเฉกเช่นเคย

คนไม่น้อยเข้าใจว่าความถ่อมตัวที่เขาแสดงออกมาเป็นสัญลักษณ์ของ ความอ่อนแอภายใน ซึ่งไม่จริง

การห้ำหั่นกับนักเทกโอเวอร์ครั้งหนึ่ง Mockler และทีมผู้บริหารอาวุโสของบริษัทเรียกประชุมผู้ถือหุ้นหลายพันคนทีละคน เพื่อขอให้คนเหล่านั้นไม่ขายหุ้นออกไป ดูเหมือนว่าเขาไม่ยอมจำนน เขาเลือกที่จะต่อสู้เพื่อความยิ่งใหญ่ในอนาคตของ Gillette ทั้งที่เขาอาจจะได้เงินอีกหลายล้านเหรียญจากราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้น

ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นที่ยอมรับราคาเสนอซื้อที่สูงกว่าราคาตลาดถึง 44 % แล้วนำเงินที่ขายหุ้นกลับมาลงทุนในตลาดต่อไปอีก 10 ปี ผลตอบแทนที่เขาได้รับจะต่ำกว่าผู้ที่ยังคงถือหุ้นของ Gillette ซึ่งมี Mockler นั่งบริหารอยู่ถึง 64 % ถ้า Mockler ไม่สู้ต่อพวกเราคงไม่ได้ใช้มีดโกนหนวดที่มี sensor, Lady sensor หรือ Mach III และคนอีกหลายร้อยล้านในโลกคงจะต้องได้แผลจากการโกนหนวดทุกเช้าเป็นแน่

น่าเศร้าที่ Mockler ไม่มีโอกาสได้ภาคภูมิใจอย่างเต็มที่กับผลแห่งความพยายามของเขา ในเดือนมกราคม 1991 บริษัทได้รับนิตยสาร Forbes ฉบับล่วงหน้าก่อนวางแผง ซึ่งลงเรื่อง Mockler เป็นเรื่องปก และมีรูปเขายืนอยู่บนยอดสูง กำลังชูใบมีดใบใหญ่เหนือศีรษะ โพสท่าแสดงความยินดีในชัยชนะ เพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่เห็นว่าสาธารณชนรับรู้ถึง 16 ปี แห่งความอุตสาหะ และยากลำบาก ในห้องทำงานของเขา Mockler ล้มลงกับพื้นและสิ้นใจเนื่องจากหัวใจวายเฉียบพลัน

ถึงแม้ Mockler จะล่วงรู้ว่าเขาอาจจะต้องตายในห้องทำงาน เขาก็อาจไม่มาทำงาน

บุคลิกที่สงบเสงี่ยมของเขาบดบังความมุ่งมั่น และเสียสละที่จะทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด มิใช่เพราะสิ่งที่เขาอาจได้รับกลับมา แต่เพราะเขาไม่สามารถคิดถึงการทำสิ่งเหล่านั้นในหนทางอื่นได้ Mockler ไม่เคยยอมแพ้ปล่อยบริษัทให้ตกอยู่ในมือของผู้ที่อาจทำลายมัน ไม่ต่างจาก Lincoln ที่ไม่ยอมเสี่ยงที่จะสูญเสียโอกาสในการสร้างชาติที่ยิ่งใหญ่ให้ยืนยงสืบไป

Published in: on April 29, 2007 at 4:11 pm Comments (6)

ผู้นำระดับ 5 ชัยชนะของความอ่อนน้อมถ่อมตน และความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า

ผู้นำระดับ 5 (Level 5 Leadership)
ชัยชนะของความอ่อนน้อมถ่อมตน และความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
บทเรียนจาก Good to Great

ในปี 1971 Darwin E. Smith ถูกเสนอชื่อให้เป็น CEO ของ บริษัท Kimberly-Clark บริษัทผลิตกระดาษอนุรักษ์นิยมผลตอบแทนหุ้นในช่วง 20 ปีก่อนหน้าก็ต่ำกว่าตลาดรวมถึง 36 % Smith เป็นทนายความประจำบริษัท บุคลิกสุภาพ เงียบขรึม เขาไม่ค่อยแน่ใจว่าคณะกรรมการจะตัดสินใจถูกต้อง กรรมการบริษัทคนหนึ่งมองว่าเขาขาดคุณสมบัติบางอย่าง ทว่าในที่สุด Smith ก็ก้าวขึ้นเป็น CEO และดำรงตำแหน่งนี้นานถึง 20 ปี ภายใต้การบริหารของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าพิศวง และส่งผลให้บริษัทเป็นผู้นำในธุรกิจกระดาษชำระ (Consumer paper) ของโลก

Kimberly-Clark เอาชนะคู่แข่งอย่าง Scott และ Procter & Gamble ยิ่งไปกว่านั้นหุ้นของบริษัทยังให้ผลตอบแทนสะสมมากกว่าผลตอบแทนโดยรวมของตลาดถึง 4.1 เท่า ผลตอบแทนที่ว่านี้สูงกว่าหุ้นของบริษัทที่มีประวัติยาวนานน่าเลื่อมใสอย่าง Hewlett-Packard, 3M, Coca-Cola, รวมทั้ง GE

การฟื้นฟู Kimberly-Clark ของ Smith ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 20 การที่ผู้บริหารนำพาบริษัทที่แทบจะไม่มีอะไรดีให้กลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงได้

ทว่าน้อยคนนักจะรู้จักชื่อของ Darwin E. Smith กระทั่งนักศึกษาที่เรียนด้านประวัติศาสตร์ธุรกิจเองก็ตามบางที Smith อาจจะชอบที่ไม่มีคนรู้จัก แม้เขาจะเป็นตัวอย่างคลาสสิกมากของผู้นำระดับห้า (Level 5 Leader) ในฐานะคนๆ หนึ่ง ซึ่งผสมผสานความถ่อมตัวอย่างสุดขั้ว (extreme personal humility) กับความมุ่งมั่นในวิชาชีพอย่างแรงกล้า (intense professional will) เนื่องเพราะการศึกษาตลอด 5 ปี พบว่าผู้บริหารที่มีคุณสมบัติที่ขัดแย้งในลักษณะนี้เป็นตัวกระตุ้นที่พบเห็นไม่บ่อยนัก ในการพลิกโฉมบริษัทดีให้กลายเป็นบริษัทดีเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง

Level 5 ถือเป็นระดับสูงสุดของความสามารถผู้บริหาร ผู้นำตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงระดับสี่อาจจะสร้างความสำเร็จในระดับสูงได้ ทว่ายังไม่ดีพอ ที่จะยกระดับบริษัทธรรมดาๆ ให้เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าผู้นำระดับห้าจะไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียวที่จะพลิกโฉมบริษัท
แต่งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการพลิกโฉมของบริษัทจะไม่เกิดขึ้นหากปราศจากผู้นำระดับห้า

บุคลิกสุดหยั่งคาดของผู้นำระดับห้า

การค้นพบเกี่ยวกับผู้นำระดับห้า (Level 5 Leader) เป็นเรื่องที่ขัดแย้งต่อสัญชาตญาณจริงๆ แล้วเข้าขั้นฝืนความนึกคิด คนทั่วไปมักจะคาดเดาว่าการพลิกโฉมจากบริษัทชั้นดีไปสู่บริษัทชั้นเลิศนั้นต้องการผู้นำที่ยิ่งใหญ่ มากกว่าผู้นำที่ดูเป็นมนุษย์เดินดินจริงๆ หรือผู้นำที่มีบุคลิกภาพโดดเด่น เช่น Iacocca (Chrysler), Dunlap (Scott Paper), Welch (GE), และ Gault (Rubbermaid) ซึ่งมักทำตัวเป็นข่าวจนกลายเป็นคนดังที่ใครต่อใครรู้จักไปทั่ว

Smith ดูราวกับมาจากดาวอังคารเมื่อเปรียบเทียบกับ CEO เหล่านี้ ความเงียบขรึม ถ่อมตัว เคอะเขิน เป็นคุณสมบัติที่ทำให้เขาหลบเลี่ยงจากความสนใจของผู้คนเมื่อนักข่าวถามเกี่ยวกับสไตล์การบริหารของ Smith เขาปล่อยให้ทุกคนอยู่ในภาวะเงียบงันและอึดอัดอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนที่จะตอบว่า “บ้าระห่ำ (Eccentric)”

หากท่านมองว่า Smith เป็นคนอ่อนโยนและนุ่มนวลท่านกำลังเข้าใจผิดมหันต์ การไม่เสแสร้ง ประสานกับความเอาจริงเอาจัง อดทน มุ่งมั่นในชีวิต Smith เติบใหญ่ที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในอินเดียนา ส่งเสียตนเองเรียนภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา โดยทำงานช่วงกลางวันที่ International Harvester กิจวัตรประจำวันของเขาคือการไปเรียนช่วงค่ำและตื่นมาทำงานในวันรุ่งขึ้น วันหนึ่งเขาเสียนิ้วมือไประหว่างการทำงาน ในที่สุดเด็กชาวนาผู้ยากจนแต่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นก็สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมายที่ดีที่สุด เมื่อ Harvard law school ตอบรับเขาเข้าเป็นนักศึกษากฎหมาย

เขาแสดงให้เห็นความตั้งใจเด็ดเดี่ยวแบบเดิม เมื่อเข้ากุมบังเหียนในฐานะ CEO ของ Kimberly-Clark หลังจากดำรงตำแหน่ง CEO ได้ 2 เดือน แพทย์วินิจฉัยว่าเขาเป็นมะเร็งจมูก-คอ และจะมีชีวิตอยู่ไม่เกิน 1 ปี เขาแจ้งเรื่องนี้อย่างเป็นทางการแก่คณะกรรมการบริหารบริษัท แต่ก็สำทับว่าเขายังไม่มีแผนลาโลกในเร็ว ๆ นี้

เขาทำงานตามกำหนดอย่างที่ตั้งใจ ขณะเดียวกันก็ต้องเดินทางไปมาระหว่าง Wisconsin กับ Houston ทุกอาทิตย์เพื่อรับการรักษาด้วยรังสี Smith มีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 25 ปี มีวาระแห่งการเป็น CEO นานถึง 20 ปี

การแก้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของ Smith คือการสร้าง Kimberly-Clark ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาตัดสินใจขายโรงงาน ซึ่งเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของบริษัท หลังจากที่เข้ารับงานในบริษัท Smith และทีมงานลงความเห็นว่าธุรกิจดั้งเดิมของบริษัทคือการทำกระดาษเคลือบ (coated paper) ใกล้จะแย่ เศรษฐกิจไม่ดีคู่แข่งอ่อนแอ แต่ถ้า Kimberly-Clark เข้าสู่ความโชติช่วงของธุรกิจกระดาษชำระ เผชิญหน้ากับคู่แข่งระดับ World Class อย่าง P&G อาจจะผลักดันให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างงดงามหรือไม่ก็ย่อยยับไปเลย

ไม่ต่างจากนายพลที่เผาเรือเมื่อขึ้นฝั่งบนแผ่นดินของข้าศึก ปล่อยกองทหารไปยึดที่มั่นให้สำเร็จหรือไม่ก็ตายเสีย Smith ประกาศว่า Kimberly-Clark จะขายโรงงาน ไม่เว้นแม้แต่โรงงานที่ Kimberly ใน Wisconsin
การดำเนินการทั้งหมดเพื่อก้าวสู่ธุรกิจกระดาษชำระ มีการลงทุนในแบรนด์ เช่น Huggies diapers และ Kleenex tissue

นักข่าวเรียกการกระทำนี้ว่าเป็นก้าวย่างที่โง่เขลา นักวิเคราะห์ในตลาดหุ้น Wall Street ลดอันดับหุ้นของบริษัทลง แต่ Smith ไม่เคยหวั่นไหว 25 ปีหลังจากนั้น Kimberly-Clark เป็นเจ้าของ Scott paper และเอาชนะคู่แข่งอย่าง P&G โดยสินค้าในหมวดเดียวกัน 6 ใน 8 ชนิด ของ Kimberly-Clark มีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า P&G
เขาได้รับการยอมรับในผลงาน Smith กล่าวคำพูดสั้นๆ ง่ายๆ ในวันเกษียณว่า “ผมไม่เคยละความพยายามเพื่อให้งานอยู่ในมาตรฐานที่ดี”

Published in: on April 27, 2007 at 1:06 pm Comments (16)

เรียนรู้จากยอดคนสามก๊ก วิถีเล่าปี่

liubei.jpg

strong>เล่าปี่ไม่ใช่ตัวละครที่มีคนชอบในสามก๊กมากที่สุด

ทว่าใครก็ตามที่อยากจะสร้างตัว นอกจากจะศึกษาเถ้าแก่มหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็ควรเอาอย่างเล่าปี่

ตอนที่แล้วได้อารัมภบทถึงเล่าปี่ในด้านการบริหารและการจัดการมาแล้ว

ขอสรุปวิถีเล่าปี่ในเชิงกลยุทธ์และการจัดการสมัยใหม่ให้เห็นชัดๆ

1 Image คือทุกสิ่งทุกอย่าง

ดังได้กล่าวมาแล้วว่าเล่าปี่สร้างตัวจากไม่มีอะไร

ในยามกลียุค เกิดศึกสงครามทั่วแผ่นดินนั้น ใครก็สามารถสร้างตัวขึ้นเป็นใหญ่ได้ หากรู้จักสร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ

เล่าปี่คงไม่รู้หลักการตลาดในทางทฤษฎี ทว่าในภาคปฏิบัติแล้ว เขาคือปรมาจารย์

การตลาดที่เล่าปี่ใช้ก็คือการตลาดแบบปากต่อปาก หรือ Word of Mouth Marketing
ในยามสื่อทั้งหลายยังไม่เจริญ การใช้ปากคนพูดต่อๆไปนั้น จะได้ผลดีที่สุด

ถ้าจะให้คนพูดถึงตัวเองในแง่ดี ก็ต้องวางตัวและประพฤติปฏิบัติให้คนเห็นว่าเป็นคนดี

ยุคสามก๊กเป็นยุคที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ยากที่มวลชนจะฝากผีฝากไข้ไว้กับผู้ปกครองคนหนึ่งคนใดได้

เล่าปี่วางตัวเป็นคนมีคุณธรรม ไม่แย่งยึดเมืองจากคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสกุลเดียวกันอย่างไร้คุณธรรม ทั้งๆที่ในยุคนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมาย ต้องไม่คำนึงถึงวิธีการที่ใช้

การทำตัวมีคุณธรรม แม้จะทำให้ “ต้นทุน” การตั้งตัวสูงขึ้น แต่ทว่าในเชิงภาพลักษณ์แล้วได้เต็มๆ

ภาพลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์ผู้มีคุณธรรม จิตใจโอบอ้อมอารี เห็นแก่อาณาประชาราษฎร์
นี่เอง ทำให้ชนะใจมวลชน เมื่อจะทำการใหญ่ก็ง่ายกว่าคนอื่น

แต่ท้ายที่สุดเล่าปี่ก็คือนักการเมืองผู้หนึ่ง เช่นเดียวกับโจโฉ เพียงแต่เลือกเดินคนละสายเท่านั้น

เล่าปี่เลือกเดินสายพิราบ สมานฉันท์ สันติภาพ

เล่าปี่ไม่สามารถเดินสายเดียวกับโจโฉ เพราะอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ความสำเร็จของเล่าปี่ คือความสำเร็จของการตลาดภาพลักษณ์(Image Marketing)

ตัวตนจริงๆของเล่าปี่จะเป็นอย่างไรไม่มีใคร แต่เมื่อประชาชนมองว่าเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม

ภาพลักษณ์นี้ก็จะติดตัวเขาตลอดไป

2. มอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้ผู้มีสติปัญญาเหนือตน

ผู้ประกอบที่เริ่มตั้งตัวนั้น ต้องมีปณิธาน ต้องการตั้งตัวเป็นใหญ่

มีความฝัน ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัญญาและความสามารถ ตลอดจนกระทั่งบุคลากรเพียบพร้อมหรือไม่

จุดที่ทำให้ผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่ไปไม่ถึงไหนก็คือคนแวดล้อมนั้นล้วนแต่เป็นผู้ประจบสอพลอ ทำให้ไม่สามารถสานฝันจนถึงฝั่งได้

จุดอ่อนอีกประการก็คือ ไม่รู้จุดอ่อน จุดแข็งของตน

เล่าปี่รู้ตัวดีว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำคนอื่นๆแล้ว ตนนั้นเต็มไปด้วยจุดอ่อน มีจุดแข็งน้อยมาก

จุดแข็งเด่นๆของเล่าปี่มีเพียงสองประการเท่านั้น

นั่นคือภาพลักษณ์คนดีมีคุณธรรม และมีศิลปะในการครองใจคน

ทว่าหากจะตั้งต้นเป็นใหญ่ จุดแข็งทั้งสองประการไม่เพียง

ต้องมีสติปัญญาเหนือคน เพราะในยุคสามก๊ก ไม่ได้รบกันด้วยกำลัง ไม่เช่นนั้นลิโป้คงเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้ว

เมื่อเล่าปี่สำนึกว่าตนนั้นด้อยสติปัญญา ก็ไม่ฝืน พยายามหาผู้มีสติปัญญามาเป็นกุนซือ

เพราะรู้ว่าการมีสามทหารเอก กวนอู เตียวหุย จูล่ง ไม่เพียงพอกับการตั้งตัวเป็นใหญ่ เขายังขาดมันสมองใหญ่ในการกำหนดแผนรบและครองแผ่นดิน

เขาแตกต่างจากโจโฉที่ทั้งมีความสามารถในการรบและวางแผนการรบด้วยตัวเองได้

ขณะที่เล่าปี่ไม่มีในสิ่งที่โจโฉมี จึงต้องหาคนมากระทำการแทน

การเพียรพยายามไปเยือนกระท่อมหญ้าของขงเบ้งที่เขาโงลังกั๋งถึง 3 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับกุนซืออย่างสูง เพราะก่อนหน้าเขาเห็นว่าการรบอย่างมีแผน กับการรบอย่างไร้แผนนั้น ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร

เมื่อชีซีและสุมาเต็กโช ให้การยกย่องขงเบ้งอย่างสูง

เขาจึงเชื่อมั่นและให้ความสำคัญกับพญามังกรแห่งเขาโงลังกั๋งมากๆ ทั้งๆที่ขงเบ้งอายุเพียง 27 ปีและไม่มีประสบการณ์มาก่อน

ทว่าเล่าปี่ก็พร้อมมอบอำนาจให้ขงเบ้งเป็นซีอีโอ

ส่วนตนเองนั่งเก้าอี้ Chairman

ถ้าเขาใช้คนผิด ก็อาจล่มสลาย

ถ้าใช้คนถูก ก็เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

Published in: on March 26, 2007 at 5:02 pm Comments (17)
Tags: