ผู้นำต้องการอะไรจากลูกน้อง ตอน 1

เป็นที่เข้าใจกันว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “นาย” กับ “ลูกน้อง” นั้นสำคัญมาก

เพราะถ้าผู้นำกับลูกน้องสามารถทำงานร่วมกันได้ดี จะเกิดทีมเวิร์คที่แท้ หรือ Real Team แล้วบริษัทจะประสบความสำเร็จ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากหัวหน้าทีมกับลูกทีมไปด้วยกันไม่ได้ องค์กรก็จะเกิด “การเมืองภายในองค์กร” และองค์กรนั้นก็จะพังทลายในที่สุด

แต่จะทราบได้อย่างไรว่าเป็น “นาย” กับ “ลูกน้อง” นั้นดูตรงไหน?

วิธีหนึ่งก็คือต้องดูด้วยว่าใครคือคนที่เป็น “ลูกน้อง” (โดยตรง) ของเราส่วนใหญ่จะนึกถึงคนที่รายงานเราโดยตรง ถึงจะเรียกว่าเป็นลูกน้อง

แม้ว่าท่านจะเป็นเจ้าขององค์กร มีพนักงานบริษัทจำนวนมากในองค์กร แต่ทุกคนไม่ใช่ลูกน้องของท่านโดยตรง เพราะฉะนั้นลูกน้องโดยตรงคือ คนที่รายงานต่อเรา และเรามีหน้าที่บังคับบัญชาเขาได้โดยตรง

พนักงานองค์กรที่อายุ 40 ปีขึ้นไปนั้นหากไม่มีการพัฒนาตัวเองแล้วนั้น อาจจะถูกไล่ออกได้ เพราะว่าเป็นพนักงานที่อยู่ในองค์กรมานาน ทำงานมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เงินเดือนก็จะสูง เพราะฉะนั้นเงินเดือนที่สูงนั้นจะต้องมาด้วยความคาดหวังที่สูงตามไปด้วย

และคนวัยนี้ก็อาจจะต้องมีภาระต้องดูแลครอบครัว อาจจะต้องกลับบ้านเร็วเพื่อไปรับลูก และภรรยา ถึงเวลาต้องทำงานอยู่ดึกก็อาจจะไม่สามารถอยู่ได้

ความคิดใหม่ๆ ก็อาจจะไม่มี

เพราะถ้าเอาพนักงานใหม่ๆ เข้ามานั้น ก็จะมีต้นทุนเงินเดือนที่ไม่สูงเท่า และอาจะได้ผลงานที่เทียบเคียงคนเก่า
นั่นคือ เอาเด็กใหม่ๆ 3 คน ดีกว่าจ้างผู้อาวุโสในองค์กรที่ไม่พัฒนาคนเดียว

…นี่คือเทรนด์ของเมืองนอก และหลายองค์กรในเมืองไทยเริ่มทำ

นี่คือทัศนคติของคนที่เป็น นายจ้าง หรือ “เจ้านาย” ที่มีต่อลูกน้อง ว่าอะไรที่เขาไม่ต้องการจากลูกน้อง

แต่คำถามที่ ลูกน้อง ควรจะทราบไว้ก็คือ แล้วอะไรล่ะ คือสิ่งที่เจ้านายต้องการจากลูกน้อง?!?

ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับลูกน้องเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญพอๆ กับผลการทำงานด้วยซ้ำ สำหรับบางองค์กร
เพราะผลงานที่ดี และความสัมพันธ์ที่ดี จะเกื้อหนุนให้ ลูกน้อง สามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้

การวิเคราะห์คนนั้นสำคัญที่สุด และสำคัญยิ่งกว่าการวิเคราะห์ธุรกิจ เพราะธุรกิจนั้นขับเคลื่อนได้ด้วยคน
ผู้นำต้องการอะไรจากเรา

Published in: on November 5, 2007 at 5:10 pm Comments (11)

“คน” นั้นสำคัญที่สุด-ซิกเว่ เบรกเก้ ซีอีโอ DTAC

คน คน คน และก็คน

นั่นเป็นคำตอบสั้น ๆ

ในความเห็นของผม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตาม ความสำเร็จจะขึ้นกับความสามารถในการ “ดึงดูด” (Attract) “พัฒนา” (Develop) และ “รักษา” (Retain) คน

ในปี 2550 และในอนาคตต่อไปข้างหน้า มันไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี เรื่องเงินทุน …

แต่มันเป็นเรื่องของ “คน”

ยิ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใกล้ชิดผู้บริโภคมากอย่างมือถือด้วยแล้ว คนก็ยิ่งสำคัญขึ้นอีก

ผมคิดว่าคุณจะได้ยินบริษัทต่าง ๆ พูดถึงเรื่องคนกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่จะมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถทำได้ดีอย่างที่พูดไว้จริง ๆ

ถ้าปีที่แล้วคุณมาถามคำถามเดียวกันนี้

ผมก็จะตอบว่า “คน” เหมือนกัน

แต่ความสำคัญของคนนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จากปีนี้ ไปอีกหลายปี

สิ่งที่จะแยกแยะระหว่างบริษัทที่ดี (Good Company) กับบริษัทที่ยิ่งใหญ่ (Great Company) คือ ความสามารถในการดึงดูด พัฒนา และรักษาคน

ลองดูตัวอย่างที่คลาสสิคมากของ “สตาร์บัคส์” สิ

… พวกเขาไม่ได้แข่งขันที่ตัวผลิตภัณฑ์

… พวกเขาไม่ได้แข่งขันที่เทคโนโลยี

… ทว่าพวกเขาแข่งขันตรงที่วิธีการฝึกฝนพนักงาน ในการให้บริการ
ซีอีโอจะให้เวลามากขึ้น ในการรับสมัคร ฝึกฝนคนด้วยตัวเอง

ผมไม่อยากให้เรียกสิ่งที่ซีอีโอทำว่างานบริหารทรัพยากรมนุษย์ หรืองาน HR

เรียกว่า “การบริหารจัดการคน” (Managing People) ดีกว่า

ซึ่งคนนี่ล่ะจะเป็นตัวชี้ขาดในการแข่งขัน

ไม่ว่าจะปีนี้ หรือปีไหนก็ตามแต่

Published in: on April 4, 2007 at 8:49 pm Comments (3)