สามอาทิตย์ก่อน ผมไปดู “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”
ดูภาคแรกแล้วก็อยากรีบดูภาคสองต่อไป และอยากให้คนไทยทุกคนไปดูกันเป็น “ขวัญตา”
ผมก็เหมือนกับคนไทยที่เรียนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยังเด็กๆ
พวกเราร่ำเรียนเกี่ยวกับพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริย์ ผู้กอบกู้ชาติไทย หลังเสียกรุงฯครั้งที่ 1 แต่ไม่เคยชมภาพยนตร์บนแผ่นฟิล์มจริงๆ เมื่อได้ชมภาพยนตร์แล้วก็อยากจะเขียนถึงสักเล็กน้อย
ก่อนจะเขียน ขอเรียนก่อนว่าผมจะเขียนตามภาพยนตร์ที่ได้ดูภาคแรก ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด อีกทั้งจะเป็นการมองในด้านกลยุทธ์และการจัดการ
ภาคแรกที่เพิ่งชมไปนั้น สมเด็จพระนเรศวรยังทรงพระเยาว์ บทบาทจากตัวละครอื่นๆน่าสนใจ
บุเรงนอง
ตัวละครที่น่าสนใจอย่างมากๆก็คือ พระเจ้าบุเรงนอง เจ้าของฉายาผู้ชนะสิบทิศ
บุเรงนองเป็นตัวละครที่มีบทบาทมากในภาคแรก ในฐานะกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพม่า
ในภาพยนตร์ บทพูดของพระเจ้าบุเรงนองให้เกียรติกษัตริย์ผู้ตกเป็นเบี้ยล่าง ไม่ว่าจะเป็นพระมหาธรรมราชา พระมหินทราธิราช แสดงให้เห็นว่าพระองค์นั้นมีศิลปะการเจรจาสูงมาก เพราะไม่รุกฝ่ายตรงข้ามด้วยวาจา ขณะเดียวกันก็บีบคู่เจรจานิ่มๆโดยเฉพาะหลังจากชนะสงครามและต้องการเจ้านายระดับสูงไว้เป็นตัวประกัน
พระเจ้าบุเรงนองเป็นคนรักษาสัญญา เมื่อบอกว่าจะเลี้ยงดูพระนเรศวรในฐานะโอรส โดยให้มหาเถรคันฉ่องดูแลอย่างดียิ่ง
จากบทหนังนั้น พระเจ้าบุเรงนองเป็นคนมองการณ์ไกล นอกจากจะเป็นนักรบแล้วก็ยังเป็นนักปกครองอีกต่างหาก พระองค์มองว่าสมเด็จพระนเรศวรนั้นย่อมเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในวันหน้า การจะประหารพระองค์จะได้ไม่เท่าเสีย เพราะหากกระทำเช่นนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชาย่อมเอาใจออกห่างเป็นแน่ และอาจต้องเปิดศึกหลายด้าน
ดังนั้นการดูแลพระนเรศวรเปรียบประดุจโอรสย่อมเป็นการผูกใจพระองค์ในภายภาคหน้า เพราะพระเจ้าบุเรงนองเล็งเห็นแล้วว่า เมื่อสิ้นพระองค์แล้ว ยากที่จะรักษาราชอาณาจักรและเมืองขึ้นต่างๆเอาไว้ได้
พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าเมื่อสิ้นพระองค์แล้ว ราชโอรสก็คงไม่สามารถรักษาอาณาจักรเอาไว้ได้ เพราะรู้จักแต่การศึก แต่ไม่รู้จักปกครอง และพระองค์ยังดูเบามังสามเกียดอีกต่างหาก
การณ์ก็เป็นดังที่พระเจ้าบุเรงนองได้คาดการณ์ไว้
พระเจ้านันทบุเรงไม่มีฝีมือที่จะรักษาเมืองเอาไว้ได้ ต้องถูกพระเจ้าตองอูยึดอำนาจ
ส่วนมังสามเกียดซึ่งต่อมาเป็นพระมหาอุปราชาก็ปราชัยในยุทธหัตถี
สมเด็จพระมหาธรรมราชา
สมเด็จพระมหาธรรมราชา(พระชนกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) เป็นนักยุทธศาสตร์
เมื่อเมืองพิษณุโลกถูกทัพบุเรงนองล้อมโดยที่อยุธยาไม่ยกมาช่วยนั้น พระองค์ก็ต้องคำนวณอย่างรอบคอบว่า ขืนทำตัวเป็นไม้ใหญ่ต้านพายุแล้วไซร้ สุดท้ายก็จะต้องถูโค่นเป็นแน่แท้
ภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ พระมหาธรรมราชาต้องปรับตัวตามสถานการณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของนักยุทธศาสตร์ที่ต้องมีความยืดหยุ่นสูง ไม่ติดยึดกับยศถาบรรดาศักดิ์
พระมหาธรรมราชาอาจจะทรงเคืองอยุธยา แต่ทว่านั่นอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการยอมสวามิภักดิ์ การรักษาเมืองเอาไว้ เพื่อกอบกู้ในภายหลังดีกว่าปล่อยให้เมืองถูกทำลาย สู้ไปตัวเองก้ไม่รอด
แพ้ศึกแพ้สงครามเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่นักยุทธศาสตร์ที่ดี
พระมหาธรรมราชาทรงมองการณ์ไกลออกไปในภายภาคหน้าแล้วว่า กระทั่งกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่สามารถต้านทานพระเจ้าบุเรงนองได้
เมื่ออยุธยาเสียกรุงก็ต้องมีผู้คอยระวังรักษาเมือง ไม่ให้ถูกทำลายย่อยยับ
ซึ่งพระมหาธรรมราชาก็คงมองว่าตนเองเหมาะกับภารกิจนี้
ในอีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ตั้งความหวังไว้กับพระนเรศวร ที่จะกอบกู้ไทยให้พ้นจากความเป็นเมืองขึ้นของพม่า
การที่พระนเรศวรถูกส่งไปเป็นองค์ประกันที่พม่าตั้งแต่เล็กนั้น ในด้านหนึ่งไปเป็นตัวประกัน ทว่าอีกด้านหนึ่งก็เพื่อไป “รู้เขา รู้เรา” รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครา
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือการได้ “มหาเถรคันฉ่อง” เป็น “พระอาจารย์”
มหาเถรคันฉ่อง ในยุคสมัยใหม่นี้ต้องถือว่าเป็น Mentor
ใครก็ตาม ที่ไม่มี Mentor ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ
เพราะ Mentor คือผู้ที่รู้เราดี ตั้งแต่เรายังเยาว์ และพร้อมให้ความช่วยเหลือ โดยที่ไม่หวังผลตอบแทน
เรื่องมหาเถรคันฉ่อง
จะหาโอกาสเขียนต่อไป