ดังที่ทราบกันดีว่ากระแสโลภาภิวัตน์นั้นมีการวิวัฒน์อยู่ตลอดเวลา
ย้อนไปเมื่อ 500 ปีที่แล้ว มันเป็นกระแสโลกาภิวัตน์แบบ “รัฐภิวัตน์” (Globalization of Nation-States)
ถัดจากนั้นเข้าสู่ “บรรษัทภิวัตน์” (Globalization of Companies)
ปัจจุบันเทคโนโลยีสื่อสาร อินเตอร์เน็ต ทำให้โลกาภิวัตน์ปรับไปสู่ยุค“ปัจเจกภิวัตน์” (Globalization of People) เฉกเช่นปัจจุบัน
ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ เราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า โลกาภิวัตน์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
“รัฐภิวัตน์”เป็นเรื่องของ “ผู้ล่าอาณานิคม” กับประเทศที่เป็น “อาณานิคม” ดังนั้นโครงสร้างความสัมพันธ์จะเป็นลักษณะของ Core & Peripherals…ประเทศที่เป็นแกนกลาง และประเทศที่เป็นบริวาร
ขณะนั้นความสนใจสนใจของผู้ล่าอาณานิคมก็คือ การเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ เข้าถึงแหล่งตลาดเหมือนกับที่อังกฤษครอบครองพม่า ครอบครองอินเดีย ฯลฯ เพื่อที่จะเข้าถึงอุปสงค์และอุปทานในประเทศนั้นๆ (Access to Supply and Demand)
ต่อมายุคก็เปลี่ยนไปมันมาสู่ยุคของ “บรรษัทภิวัตน์” เป็นยุคที่มองในแง่ของ “บริษัทแม่” กับ “บริษัทลูก”
มองในแง่ “Home Country” กับ ”Host Country” เพราะฉะนั้นคอนเซ็ปต์ก็จะมามองเรื่องการเคลื่อนย้ายทุนขนาดใหญ่ เรื่องของการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศ (International Division of Labor)
ประเทศนี้ทำเรื่องวิจัยและพัฒนา ประเทศนี้ทำเรื่องผลิต ฯลฯ ทำในสิ่งที่ประเทศนั้นๆ มีข้อได้เปรียบ แล้วนำมาประกอบกันแล้วนำมาขายในตลาดต่างๆทั่วโลก
ยุคนี้เปลี่ยนอีกแล้ว เปลี่ยนมาสู่ยุค “ปัจเจกภิวัตน์” ขณะนี้เทคโนโลยีต่างๆ ทำให้คนสามารถสร้างความแตกต่างได้ ระหว่างคนที่ฉลาด (Smart) กับคนที่ฉลาดกว่า (Smarter) ฉะนั้นโลกในอนาคตนั้นเป็นโลกของเครือข่าย เป็นโลกของการทำงานร่วมกัน เหมือนกระทรวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทบวง กรม ก็จะต้องทำงานร่วมกันมากกว่านี้ รวมทั้งต้องทำงานร่วมกับเอกชนมากกว่านี้ ต้องไปทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นมากกว่านี้
ดังนั้นความสำคัญก็จะมาจากสองส่วน ส่วนแรกก็คือ “การติดต่อเชื่อมโยง” (Connectivity) ว่าเรามีคอนเนคชั่นกับคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหน
แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ “ปฏิสัมพันธ์ต่อกัน” (Interactivity) ว่ามีให้กับคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหน
ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อน “ปัจเจกภิวัตน์” จากนี้ไป