หนังสือของวิกรม

tc-vigrom2.jpg

การใช้สื่อของวิกรมนั้น ผมไม่ได้พูดถึงประเด็นสำคัญ นั่นคือหนังสือประวัติชีวิตเล่มแรกของเขา หนังสือเล่มนั้นคือ “ผมจะเป็นคนดี”

ครั้งแรกที่ผมได้สัมภาษณ์วิกรมเมื่อประมาณกลางปี 2547 นั้น ผมไม่ได้เคยพบเขามาก่อน ความรู้เกี่ยวกับตัวเขาค่อนข้างน้อย ตอนนั้นเขายังไม่โด่งดังเป็นพลุแตกเฉกเช่นทุกวันนี้

เขาเพิ่งสึกไม่นาน หลังจากบวชอยู่กี่เดือนผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน

ก่อนวันที่สัมภาษณ์ ผมได้อ่านหนังสืออัตชีวประวัติฉบับแรกของเขาที่ชื่อ “ผมจะเป็นคนดี”

หนังสือเล่มนี้เป็น autobiography ที่แปลกที่สุดตั้งแต่เคยอ่านมา เพราะเปิดฉากมาก็เป็นบทที่ว่าด้ายเขาบึ่งรถกลับบ้านที่เมืองกาญจน์เพื่อเปิดศึกกับพ่อ ถึงขนาดเอาเป็นเอาตายทีเดียว

เรื่องราวแบบนี้ ฝรั่งเรียกว่า “โครงกระดูกในตู้” หมายความว่าเป็นเรื่องลับในครอบครัวที่เก็บเอาไว้ไม่เล่าให้ฟัง

ผมใช้คำว่า “เล่า” หมายถึงการพูดโดยผ่านปากให้บุคคลที่ 3 ฟัง ซึ่งขนาดเล่าก็ไม่ทำกันแล้ว อย่าว่าจะเขียนให้คนทั้งประเทศอ่าน

หนังสือเล่มนี้เกือบครึ่งเล่ม เขียนถึงความขัดแย้งและปมในใจที่เขามีต่อพ่อ ซึ่งผมคิดว่าน้อยคนจะกล้าเขียนออกมาแบบถึงกึ๋นขนาดนี้ เพราะในสังคมไทยจะถือกัน ทำให้ผมแปลกใจมากๆ เพราะวิกรม ในสายตาของผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์เอามากๆ ข่าวไม่ดีของเขาไม่ค่อยหลุดออกมา แล้วทำไม จู่ๆถึงได้เขียนหนังสือออกมาได้ เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้หลายคนเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซียนพีอาร์ทั้งหลายที่เอาคงร้องเสียงหลง

“ผมจะเป็นคนดี” สร้างปรากฏการณ์การเขียนประวัติชีวิตตนเอง ที่เอาความจริงมาตีแผ่ ไม่ใช่เขียนเอง เออเอง มีแต่ความดีทุกกระเบียดนิ้ว เพราะมนุษย์ทุกผู้นาม ไม่ดีใครดีหมดและชั่วหมดอยู่แล้ว

“ผมจะเป็นคนดี” ได้ Branding วิกรมว่าเขาเป็นผู้ประกอบการที่กล้าพูดความจริง เพราะขนาดเรื่องที่คนทั่วๆไปไม่กล้าพูดถึงมากที่สุด เขายังนำมาเปิดฉากหนังสือหน้าแรกของเขานั้น ทำให้ผู้อ่านต้องคิดว่าเขาเป็นคนเปิดเผย มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ คนที่เคยคุยกับเขา “นอกรอบ” จะรู้ดีว่าเขาเป็นคน “ตรงมาก”

ประวัติชีวิตเล่มแรกของเขาเรียบเรียงโดย ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนรางวัลซีไรท์ ซึ่งคุ้นเคยกับชีวิตเจ้าสัวไทยเป็นอย่างดี เพราะเขาคือผู้เขียนนิยายเรื่อง “ลอดลายมังกร” ซึ่งว่ากันว่าเป็นการนำเอาชีวิตของนายห้างเทียมกับนายห้างชินมาผสมกัน

ดังนั้นต้องถือว่าวิกรมพิถีพิถันและเลือกถูกคน

“ผมจะเป็นคนดี” เล่มแรกทำเป็นพ็อกเก็ตบุ้กส์ขนาดมาตรฐาน ขาย 200 กว่าบาท ขายดีมาก วิกรมกันไว้แจกหลายพันเล่ม แจกให้คนหนุ่มๆที่ผิดพลาดในชีวิตจนต้องติดคุกติดตะราง

“ผมอยากจะสร้างลายแทงชีวิตให้กับคนที่กำลังเดินอยู่ พวกหนุ่มๆ ทั้งหลาย อยากให้เซฟเวลา ในการที่พวกเขาต้องเดินให้มันเซฟ ลดต้นทุนชีวิต เมื่อลดต้นทุนชีวิตได้ สังคมก็จะเข้มแข็ง เพราะว่าไม่ไปเสียโดยใช่เหตุ

อันที่สอง ผมอยากให้ความผิดพลาดของเขาน้อย เพราะการที่เขาผิดพลาดยิ่งน้อย ปัญหาของสังคมก็ยิ่งต่ำ อันนั้นคือประเด็นที่ผมนั้นตอนเด็กๆ เราอยากจะได้ในสิ่งที่เรากำลังจะให้ เพราะตอนนั้นเราไม่มี ตอนที่ไม่มีเราโหยหา เราต้องการ เรารู้คุณค่าของมัน แต่เมื่อเรามี เราต้องมาผลิต เราต้องมาถ่ายทอด เราต้องมาส่งต่อ เพราะเราถือว่านี่คือหน้าที่”

“ผมจะเป็นคนดี” ฉบับสมบูรณ์ยังไม่พิมพ์ แต่ทยอยตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์และนิตยสารบางเล่ม

วิกรมวางแผนจะออกหนังสือปีละ 3 เล่ม ตอนนี้ออกได้ 4-5 เล่มได้แล้ว

เล่มสุดท้ายของเขาวางพล็อตเอาไว้แล้ว

“ ผมก็ตั้งชื่อเรื่องไว้แล้ว “เมื่อวันนั้นมาถึง” ผมจะเขียนต่อเมื่อผมนั่งอยู่บนเตียงแล้ว ผมจะหยิบปากกาเขียน ปากกาเล่มนั้นจะเขียนหมึกหยดสุดท้ายจะไปหยดจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย

ผมอยากจะบอกคนในโลกนี้ที่ยังหายใจอยู่ให้รู้ว่านี่คือวันของมัน และก่อนที่จะไปถึงวันของมันในช่วงนั้น ตาแก่คนหนึ่งจะเจออะไร มีความนึกคิดอะไรที่กำลังจะเดินไปข้างหน้า ผมรู้สึกอะไรตอนนั้น ผมมองเห็นอะไรตอนนั้น และคิดอะไรตอนนั้น
และอยากจะบอกอะไรตอนนั้น ผมจะบอกออกมาเป็นหนังสือเล่มนั้นให้หมดเลย เล่มสุดท้าย”

ปล.ขอไฟล์ฉบับเต็มเป็น PDF ได้ที่ข้างล่างครับ เขียนเกี่ยวกับคุณวิกรมให้แกชื่นใจหน่อยเถอะ

Published in: on December 13, 2007 at 2:00 am Comments (58)

วิกรม ใช้สื่ออย่างไร

tc-vigrom1.jpg

วิกรมเป็นคนที่รู้จักใช้สื่ออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี พ็อกเก็ตบุคส์ ฯลฯ

จริงๆก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้ประกอบการหลายคนก็ใช้สื่อเป็นเช่นกัน ยกตัวอย่าง โชค บูลกุล เดินสายพูดเป็นว่าเล่น นอกจากนี้ยังออกรายการทีวี วิทยุ เขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ออกพ็อกเก็ตบุกส์ และให้สัมภาษณ์นิตยสารต่างๆ ตาม Concept ที่เรียกว่าซีอีโอเป็น Chief PR นั่นเอง

Concept ออกจะบูมมากๆ อย่างไรก็ตาม มีซีอีโอเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล ที่เห็นและเป็นอยู่ก็มีตัน โออิชิ และซิกเว่ เบรกเก้ ที่ฮ๊อตสุดๆ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับวิกรมแล้ว ต้องถือว่างวิกรมเหนือกว่ามาก

คนที่ไม่ติดตาม หรือใครที่ตามห่างๆก็อาจจะสงสัยว่าวิกรมบูมได้อย่างไร เพราะคนซีอีโอที่สื่อตามติดนั้นส่วนใหญ่นั้นต้องอยู่ใน Consumer Product แต่วิกรมทำนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ Sexy แม้แต่น้อย ข่าวในวงการนี้ค่อนข้างจะเป็น Macro เสียเป็นส่วนใหญ่

นิคมอมตะน่ะไม่ Sexy หรอก แต่ตัววิกรมนี่สิน่าสนใจ

เขาเป็นคนเล่นกับสื่อเป็น ดังนั้นจึงรู้ดีว่าสื่อต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร

สื่อต้องการอะไรที่แตกต่าง มีสีสัน เพราะเมื่อลงไปแล้วคนอ่าน คนดูชอบ วิกรมจะเสนอในส่งนั้น ซึ่งเป็นสิ่งเขามี แต่คนอื่นไม่มี หรือมีแต่ไม่สามารถนำเสนอได้มันส์เท่าเขา

สื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุดที่เขาใช้ ก็คือสื่อวิทยุ

ก่อนหน้านั้น เขาจัดรายการวิทยุที่คลื่นๆหนึ่ง แต่ไม่มี Impact มากเท่าใดนัก จวบจนกระทั่งเขาจัดรายการ CEO Vision ที่คลื่นความคิด FM 96.5 ซึ่งมีวิชัย วรวนาวงศ์ เป็นพิธีกร

การได้จัดรายการต่อเนื่องทุกวันพุธ-ศุกร์ เวลา 09.00-10.00 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดี ในคลื่นดังนั้น ทำให้ชื่อของเขาติดตลาด เพราะสิ่งวิกรมพูดและตอบคำถามในรายการนั้น ไม่ได้พูดแต่ประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจอย่างเดียว แต่เป็นการพูดถึงความรู้ทั่วโลกผ่านชีวิตของผู้นำในวงการต่างๆนับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

เขาบอกว่าประเทศไทยถ้าจะไปรอดได้คนไทยต้องมีความรู้ ดังนั้นเขาจึงพยายามใช้สื่อเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้คนไทย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่เขาทำ เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการพีอาร์องค์กรตัวเอง สุดท้ายคนจะไม่ฟัง ซึ่งวิกรมเข้าใจจุดนี้ดี

เขาจึงวางตำแหน่งเป็น “ผู้ให้ความรู้” ก้าวข้ามความเป็นเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอมตะไปแล้ว

เขา outsource ทีมงานข้างนอกทำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะพูดทุกวัน จากนั้นเขาจะเป็นผู้พูดออกอากาศ และงานของเขาหนึ่งชิ้นจะถ่ายทอดออกไปตามสื่อต่างๆ ในรูปแบบคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น มติชน กรุงเทพธุรกิจและโพสต์ทูเดย์ จากนั้นก็ไปรวมเล่มตีพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุกส์ เช่น มองซีอีโอ ,มองโลกอย่างวิกรม

ในด้านรายการวิทยุนั้นก็มีการอัดเป็นซีดีเป็นตอนๆ ไว้จำหน่ายและจ่ายแจก

และถ้าจำไม่ผิด ก็น่าจะมีหนังเกี่ยวกับประวัติชีวิตของเขาออกมาอีกด้วย

การใช้สื่อสร้างแบรนด์ของวิกรมประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เห็นได้จากจัดอันดับ Role Model ของนิตยสารผู้จัดการรายเดือน ชื่อวิกรมพุ่งพรวดจากที่ไม่เคยติดอันดับมาก่อน กลายเป็นชื่อที่มาอันดับต้นๆ

วิธีการใช้สื่อสร้างแบรนด์ในลักษณะนี้ในระดับโลก มีสองคนเด่นๆ คือริชาร์ด แบรนสัน แห่งค่าย Virgin อีกคนก็คือ Donald Trump

ปล.ใครต้องการไฟล์ pdf ฉบับเต็ม ก็ขอมาได้

Published in: on December 11, 2007 at 1:40 am Comments (38)

ตัวตน ความคิด จิตวิญญาณ ของวิกรม กรมดิษฐ์

tc-vigrom.jpg

ตัวตน ความคิด จิตวิญญาณ

ผมได้ยินชื่อวิกรม กรมดิษฐ์ มานาน แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

ชีวิตผู้สื่อข่าวก็เป็นแบบนี้ ต้องอ่านเรื่องราวผู้ประกอบการ นักบริหารมืออาชีพ ดาวรุ่งพุ่งแรงหน้าใหม่ๆที่พุ่งขึ้นมาตลอด

บางคนก็น่าสนใจ บางคนก็งั้นๆ

ทว่าสำหรับวิกรม ชีวิตของเขาน่าสนใจเอามากๆ

วิกรมไม่ใช่นักธุรกิจดาษดื่น

ชีวิตของวิกรมคือชีวิตของผู้ประกอบการที่โลดโผน โอเคล่ะ ผู้อ่านบางท่านอาจจะบอกว่าเถ้าแก่คนไหนบ้างล่ะที่จะชีวิตจืดชืดเป็นแกงจืดตำลึงหมูสับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สร้างตัวด้วยหนึ่งสมองและสองมือ

เจริญ สิริวัฒนภักดี กว่าจะมีวันนี้ได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น เช่นเดียวกับตัน ภาสกรนที ซึ่งหลายท่านก็คงทราบประวัติกันดีอยู่แล้ว

จริงเรื่องราวของวิกรมนั้นไม่ใช่ความลับอะไรอีกต่อไป นิตยสารที่สัมภาษณ์และลงเรื่องราวของของเขาขึ้นปกเยอะมากๆ เรียกได้ว่านิตยสารที่ขึ้นปกเขาได้ ก็นำเขาขึ้นปกไปหมดแล้ว ส่วนที่ขึ้นปกไม่ได้เพราะเป็นนิตยสารผู้หญิง ก็นำเรื่องของเขาไปตีพิมพ์หรือสัมภาษณ์ในเล่ม

รายการทีวีก็ชอบสัมภาษณ์เขาออกอากาศ เพราะออกทีวีทีไร เรตติ้งรายการดี

สองสามปีมานี้ วิกรมกลับมาดังอีกครั้ง ผมคิดว่าเพราะรายการวิทยุ “CEO Vision” ทางคลื่นความคิด FM 96.5 โดยแท้

Published in: on December 9, 2007 at 11:55 pm Comments (9)

อาลัยเจ้าแม่บอดี้ช็อป

anita_photo.jpg

เช้าวันที่ 12 ก.ย. พี่ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัยของกระผม โทรมาแจ้งข่าวว่าสตรีผู้สร้างแบรนด์เครื่องสำอางบันลือโลกอย่าง “The Body Shop” (บอดี้ช็อป) ได้เสียชีวิตแล้ว

ได้ฟังดั่งนั้นก็ตกใจ เพราะจำได้ว่าเธอยังอายุไม่มาก และไม่มีวี่แววมาก่อน

แอนิต้า รอดดิค (ชื่อพร้อมตำแหน่งจริง ๆ ของเธอคือ Dame Anita Roddick ตำแหน่งที่เทียบเท่ากับอัศวิน หรือ Knight ของผู้ชาย) นั้น เสียชีวิตด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก

เธอน่าจะเป็นนักธุรกิจหญิงที่ดังที่สุดของอังกฤษ

และถ้าวัดกันทั้งโลก เธอก็น่าจะติดอันดับต้นด้วย

เธอสร้างชื่อเสียง (และอาณาจักรบอดี้ช็อป) ของเธอ บนรูปธรรมความสำเร็จของการผสมผสาน “อุดมคติอันสูงส่ง” เข้ากับ “ความเป็นผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์ทางธุรกิจ”

บอดี้ช็อปแสดงให้โลกประจักษ์ ผ่านตัวเลขผลประกอบการที่ดี (แม้จะไม่ดีในทุกไตรมาส ทุกปีก็ตาม) ควบคู่กับการทำให้สิ่งดีมีศีลธรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการยืนหยัดต่อต้านการทดลองในสัตว์ สนับสนุนให้เกิดการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์โดยให้ลูกค้านำกลับมาเติม (Refill) สินค้าใหม่ในร้านได้ ต่อต้านความเชื่อผิด ๆ ความฝันลม ๆ แล้ง ที่ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจความงามของโลกส่วนใหญ่ชอบนำมา “ขายฝัน”

เธอพิสูจน์ให้โลกเห็นได้ว่า ธุรกิจก็ประสบความสำเร็จได้ หากตั้งต้นด้วยการ “ทำดี” และ “การรับผิดชอบต่อสังคม” ในทุกรายละเอียด ทุกกิจกรรมที่ธุรกิจนั้น ๆ กระทำไป

อะไรหล่อหลอมให้เธอเป็นแอนิต้าที่โลกรู้จัก?

แอนิต้าเติบโตมาในครอบครัวชาวอิตาลีเชื้อสายยิว ที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานยังประเทศอังกฤษ เธอเรียนหลายด้าน แต่ลงเอยที่ครุศาสตร์

เธอเคยทำงานที่ “องค์การสหประชาชาติ” (United Nation) ซึ่งต้องเดินทางมากมาย และพบปะผู้คนหลายเชื้อชาติหลากวัฒนธรรม

ก่อนเปิดร้านบอดี้ช็อป เธอและสามีได้ทำร้านอาหาร รวมทั้งทำโรงแรมด้วย

แล้วร้านบอดี้ช็อปกำเนิดขึ้นมาอย่างไร?

ตอนที่แอนิต้าสร้างร้านขายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณของร่างกายขึ้น ที่เมือง Brighton ในปี 1976 นั้น เธอไม่ได้ต้องการเปลี่ยนโลก หากแต่ทำเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว โดยเฉพาะการเลี้ยงดูลูกสาว 2 คน และปากท้องของตัวเธอเอง

“เขาเป็นนักสร้าง (do-er) ส่วนฉันเป็นนักฝัน (dreamer)” แอนิต้าเคยให้สัมภาษณ์กล่าวถึงสามีของเธอ Gordon ผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการบริหารจัดการด้านธุรกิจและการเงิน ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญให้กับความคิดและสินค้าของบอดี้ช็อป ทะยานและขยายตัวไปทั่วโลกได้

ประสบการณ์ที่แอนิต้าได้จากการเดินทาง และพบปะผู้คนที่หลากหลาย ได้กลายเป็น “หน่ออ่อน” ของวิถีที่บอดี้ช็อปทำธุรกิจในกาลต่อมา

เธอมอง คิด และทำธุรกิจ ไม่เหมือนกับผู้ประกอบการคนอื่น ๆ ทั่วไป

เธอยอมรับว่ากว่าจะมาเป็นบอดี้ช็อปได้นั้น เธอได้ผ่าน “ลำดับของอุบัติเหตุ” ที่สำคัญยิ่งหลายประการ และหลาย ๆ สิ่งที่บอดี้ช็อปได้ทำและดูดีนั้น กำเนิดมาเพราะ “ความจำเป็น”

“แรกเริ่มที่เราต้องรีไซเคิ้ลทุกอย่างนั้น ไม่ได้เป็นเพราะเราห่วงใยธรรมชาติหรอก แต่เป็นเพราะเรามีขวดไม่พอ” เธอยอมรับตรง ๆ

บอดี้ช็อปนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายที่จะสร้างตัวเองให้เป็นแบรนด์ความงามที่แตกต่าง ด้วยจิตวิญญาณนักปฏิวัติ

“ฉันทำลายกฎสำคัญของหนึ่งในธุรกิจค้าปลีก เมื่อฉันได้ใช้หน้าร้านบอดี้ช็อปเป็นที่รณรงค์ในประเด็นสำคัญ และทำแคมเปญในเรื่องต่าง ๆ ที่เราเห็นพ้อง ตั้งแต่การสนับสนุนการนิรโทษกรรมสากล การต่อต้านความรุนแรงในครอบครัว และการสนับสนุนให้คนภาคภูมิใจในตัวของตัวเอง” เธอกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว

“ในการสร้างให้ธุรกิจเติบโต เราพึ่งพาชื่อเสียง และการพูดปากต่อปาก ไม่ใช่การโฆษณาขนาดใหญ่อย่างที่ใคร ๆ ทำกัน”

บอดี้ช็อปเติบโตจนเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในปี 1985 และได้เงินทุนเพื่อขยายกิจการออกไป อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเธอจะทำอะไรก็ดีไปหมด

การขยายเข้าไปในอเมริกาในทศวรรษ 1990 นั้นล้มเหลว เพราะขาดการวิจัยตลาดที่เพียงพอ และละเลยการตอบโต้ของแบรนด์ Bath & Body Works ที่ปักหลักอยู่แล้ว

ส่วนตลาดในบ้านอย่างอังกฤษเองก็เผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น จากการที่ผู้ค้าปลีกรายอื่น ๆ กระโจนเข้าร่วมกระแสที่บอดี้ช็อปสร้าง อย่างเช่น Boots นั้นได้ออกไลน์ Botanics และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำการธรรมชาติ เพื่อประกบตัวต่อตัวกับสินค้าบอดี้ช็อปทีเดียว

แรงกดดันที่มีต่อแอนิต้าเพิ่มขึ้นตามลำดับ

เมื่อธุรกิจกำไร เมื่อบริษัทเป็นของมหาชน ผู้ถือหุ้นซึ่งต้องการผลตอบแทนในเชิงธุรกิจมากกว่านี้ ต่างพยายามกดดันเธอให้ถอยห่างจากธุรกิจมากที่สุด

จะได้โกยกำไรจากฐานชื่อเสียงของบอดี้ช็อป โดยไม่ต้องติดขัดศีลธรรมจรรยาในตัวเธอมากนัก

เธอตัดสินใจวางมือจากตำแหน่งบริหาร ไปนั่งอยู่บนบอร์ดในปี 2002

ในระยะหลังนั้นมีข่าวว่าหลายบริษัทสนใจซื้อกิจการบอดี้ช็อป แต่ก็ติดนู่นติดนี่สารพัด โดยเฉพาะความเข้มงวดในการคัดเลือกบริษัทที่จะเข้ามาซื้อของแอนิต้า เพราะเธอไม่ต้องการให้อุดมการณ์ของแบรนด์ที่เธอสร้างต้องจืดจางไป

ในที่สุดดีลก็จบลงกับบริษัทที่แฟนบอดี้ช็อปไม่คิดว่าจะเป็นไปได้

นั่นคือ “ลอรีอัล” ธุรกิจความงามอันดับหนึ่งของโลกสัญชาติฝรั่งเศส

“สำหรับกอร์ดอนและฉัน นี่เสมือนเป็นของขวัญครบรอบ 30 ปีที่ดีสุดที่จะเกิดขึ้นกับบอดี้ช็อปได้” เธอกล่าว

การขายธุรกิจครั้งนี้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เสมือนหนึ่งขายวิญญาณ สังเวยนายทุนผู้ไร้ศีลธรรม

จะอย่างไรก็ตามแต่ สิ่งที่แอนิต้าได้เพียรสร้างตลอดชีวิตไว้ ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจกับผู้ประกอบการจำนวนมากบนโลกไปนี้

ในเวปบล็อกส่วนตัวของเธอ (www.anitaroddick.com) นั้น เธอได้แบ่งหัวข้อต่าง ๆ ออกเป็นดังนี้ …

About Anita – Activism – Aging – Allies – Brilliant – Children – Communities – Corporate Greed – Frigging Daft – Education – Entrepreneurship – Environment – Self Esteem – Friend & Family – Funny – Globalization – Global Warming – Human Rights – Language – The Media – Politics – Sex – Social Inventions – Sweat Shops – Team – Trade Justice – Visionaries – War and Peace – Water – Women

ทั้งหมดสะท้อนตัวตนและความสนใจของแอนิต้าได้ชัดเจน

เธอเชื่อว่า “ธุรกิจ” นั้น เป็นสถาบันทางสังคมที่ทรงพลังที่สุด (there is no more powerful institution in society than business)

“ผู้ประกอบการนั้น จะต้องเป็น คนมองโลกในเชิงบวกแบบเข้าใจความเป็นไปในโลกแห่งความจริง (Pathological Opitimists) และจะมองเห็นทางออกที่เชื่อมโยงเป็นระบบ ต่อปัญหาต่าง ๆ เสมอ”

เธอพยายามใช้ชีวิตอย่างสง่างามเช่นนั้น ตราบจนวันสุดท้าย

Published in: on October 3, 2007 at 12:33 am Comments (8)

ใครคือผู้ประกอบการ

วันนี้เราจะคุยกันถึงเรื่อง Entrepreneurial Mind Set นั่นก็คือ “กรอบความคิดของผู้ประกอบการ” ซึ่งก็จะไม่คิดกับคนที่เป็นลูกจ้าง ไม่เหมือนกับคนที่เป็นผู้บริหารมืออาชีพ เพราะคนเรานั้นเวลาคิดและตัดสินใจนั้นก็จะมี “กรอบความคิด” กำกับพฤติกรรมอยู่

จะมองโอกาสอย่างไร…

ประเมินความเสี่ยงอย่างไร…

กล้าได้กล้าเสียแค่ไหน…

What Make Entrepreneur

ประการแรกก็คือ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จนั้นจะเป็นคนที่เน้นการปฏิบัติ ลงมือทำ (Action Oriented) ยกตัวอย่างเช่นคุณตัน ลงมือทำเลย ฟังเยอะ แล้วก็ลงไปลุย จะเปิดตัวโออิชิ เซกิ ก็ลงไปเป็นพรีเซนเตอร์เอง

แต่ละบทที่เราจะกล่าวต่อไปนั้นจะทำให้ท่านได้รับความคิดที่ท่านสามารถเอาไปปฏิบัติได้ทันที ถึงแม้ว่าสถานการณ์ที่ท่านเผชิญอยู่นั้นจะมีความไม่แน่นอนสูงก็ตาม

ประการที่สอง เนื้อหาเหล่านี้เป็นแนวความคิดที่ใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน เมื่อเวลาที่ท่านเคลื่อนไหว (move) ที่รวดเร็ว และมีความซับซ้อน มักจะคิดว่าความซับซ้อนจะก่อให้เกิดความได้เปรียบ…ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่

ผู้ประกอบการเป็นคนอย่างไร?

ก็ต้องดูนิยามของบุคลิกลักษณะของผู้ประกอบการ

หนึ่ง -ผู้ประกอบการ หรือเถ้าแก่ หรือคนที่สร้างธุรกิจ เขาจะเป็นคนที่เสาะแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ มีแรงปรารถนาอยู่ตลอดเวลา และมักจะมองหาโอกาสที่จะทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงหรือการทำลายกฎเกณฑ์เดิมๆ ที่ธุรกิจเคยทำอยู่

ยกตัวอย่างเช่นเห็นคนเขาเบื่อถุงขยะสีดำ ก็คิดแบบใหม่ขึ้นมา หรือเห็นหมาอุจจาระแล้วเจ้าของสุนัขต้องเก็บอุจจาระหมาไป ซึ่งก็ไม่มีถุงใส่อุจจาระสุนัข ท่านก็คิดถุงใส่อุจจาระสุนัขขึ้นมาเฉพาะเลย ซึ่งก็มีคนทำไปแล้ว

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ตลาดของสยามฟิวเจอร์ บ้านของเขาเคยทำตลาดสดแบบเดิมๆ มาก่อน บริหารตลาดสดแบบเดิมๆ มาก่อน

แต่ว่าเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป

กฎเกณฑ์เดิมๆ ของการสร้างตลาดสดนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ในเมื่อคนทำงานอยู่กลางเมืองเขาคงจะไม่มาเดินที่ตลาดสดอีกแล้ว เขาก็ทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลง (Profit from the Change) และบางครั้งการเปลี่ยนของเดิมทิ้งไปทั้งหมดก็ยังสามารถทำกำไรได้

ในกรณีของสยามฟิวเจอร์นั้นชัดเจนว่าไม่ได้ทำเฉพาะตลาดกลางแจ้ง หรือชุมชนอย่างเดียว แต่ทำเป็นห้างอย่างเอสพละนาดก็ทำได้เหมือนกัน

ผู้ประกอบการแบบนี้จะสร้างผลกระทบ (Impact) อย่างใหญ่หลวง เมื่อเขาสามารถจะสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้
ยกตัวอย่าง เช่น ไมเคิล เดลล์สร้างรูปแบบการทำธุรกิจแบบใหม่ เป็นการขายตรงเลย ตัดพ่อค้าคนกลางทิ้ง
หรือว่าคุณตัน ภาสกรนที ก็สร้างภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่าตามโรงแรมก็มี แต่สำหรับร้านที่ตั้งอยู่เดี่ยวๆ (Stand Alone) ถือว่าเป็นของใหม่ และการที่มีราคาเป็นครึ่งหนึ่งของโรงแรมก็เป็นของใหม่

โมเดลธุรกิจนั้นจะต้องปฏิวัติวิธีการหารายได้ อย่างเช่น amazon.com ซึ่งแทนที่จะต้องเปิดร้านหนังสือ แต่เป็นขายหนังสือผ่านอินเตอร์เน็ต ตัดร้านค้าทิ้ง แล้วเน้นเรื่องการจัดส่ง (Logistic) แล้วก็สร้างระบบความปลอดภัยขึ้นมา
โมเดลธุรกิจใหม่ๆ มักจะเกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต

หรืออย่าง Google ซึ่งก่อนหน้านั้นคนทำอินเตอร์เน็ตเวลาจะเก็บเงินได้จะต้องมีโฆษณาโผล่และต้องคลิ๊กเข้าไป แต่ Google เปลี่ยนวิธีหาเงิน โดยการที่หากใครเสิร์ชข้อมูลอะไรก็จะใส่โฆษณาที่มีเนื้อหาใกล้เคียงเข้าไป

หรืออย่างเฮียฮ้อที่สร้าง DDZ ขึ้นมา แล้วเลิกการขายเทป และเพิ่มวิธีการขายผ่านการดาวน์โหลดขึ้นมา และก็สร้างพันธมิตรขึ้นมา เอาตัวศิลปินดิจิตอลไปจอยกับพิซซ่า และโทรศัพท์ เฉพาะรายได้จากการดาวน์โหลดก็ทำได้ถึง 40 ล้านบาท

Published in: on May 13, 2007 at 10:59 pm Comments (10)

ริชาร์ด แบรนสัน ตอนความท้าทาย

rbranson41.jpgเมื่อวานนี้เราคุยถึงเคล็ดลับข้อนึงของเขาที่เขาบอกว่า “ต้องท้าทายตัวเอง”

การท้าทายในความหมายของเขาก็คือ ต้องตั้งเป้าหมาย แล้วก็พยายามพิชิตเป้าหมายนั้นให้ได้ บางทีแม้ว่ามันจะยากสักเท่าไรก็ต้องพยายามต่อไป

จงมีทัศนคติที่คิดว่าเราสามารถทำได้ อย่ายอมแพ้ และเขาบอกว่า สำหรับตัวเขานั้นความท้าทายมีอยู่ 2 ประเภท

ประเภทที่หนึ่งก็คือ “ทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการทำงาน”

อีกประเภทหนึ่งก็คือ “การเสาะหาการผจญภัย”

เขาพยายามทำทั้งสองอย่าง จากนั้นก็พยายามขยายขอบเขตความสามารถของตัวเขาเองให้ไปถึงจุดหมายให้ได้…

ความท้าทายครั้งแรกในชีวิตของเขาก็คือ เขาต้องว่ายน้ำให้ได้ และป้าเขาก็ท้าเขา เพราะเขาว่ายไม่ได้สักที เขาจึงคิดว่าเขาต้องว่ายให้ได้ และเวลาที่เขาว่ายไม่ได้ ป้าเขาก็จะบอกว่า…

“Never mind that’s always next year”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวปีหน้าก็มีอีก”

ก็แพ้พนัน

วันหนึ่งเขาก็ขับรถผ่านแม่น้ำ คุณริชาร์ด แบรนสันก็บอก “Stop the Car!”

ปรากฏพ่อแม่ของเด็กชายริชาร์ดก็รู้เลยว่า ลูกของเขาเป็นคน “ไม่ยอมแพ้” ก็ไปว่ายจนได้ ในที่สุดก็ชนะพนันจนได้

อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เขามองสิ่งเหล่านี้ให้เป็นเรื่องท้าทาย

สิ่งหนึ่งที่ริชาร์ด แบรนสันทำไว้ได้ไม่ดีก็คือ “การอ่าน”

ท่านผู้ฟังคงจำได้ว่าเขาเป็นโรค dyslexia อ่านหนังสือไม่ได้

“I always found lesson heard at school because they make thing dyslexia”

เขามีปัญหาเป็นโรค Dyslexia ก็เลยคิดว่าบทเรียนที่โรงเรียนนั้นยาก

แต่ว่าการอ่านหนังสือไม่ได้ มันเหมือนกับเป็นการที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขา “พ่ายแพ้”

ริชาร์ด แบรนสัน เจ้าของ Virgin เป็นคนเกลียดการพ่ายแพ้

ไม่ยอมแพ้ก็ต้องพยายาม เขาพยายามอย่างหนัก

ปล.ผมทยอยแจกอัตชีวประวัติริชาร์ด แบรนด์สัน ให้ผู้อยู่ในพรีเมี่ยม ลิสต์ไปแล้ว บทความที่เห็นอยู่ใน pdf ไฟล์ที่แจก

ใครอยากได้ ก็เขียนเมล์ไว้ในกระทู้

premium list ไม่ต้องนะครับ

Published in: on April 10, 2007 at 5:04 pm Comments (123)

จงกล้าที่จะเป็นผู้ประกอบการเชิงสังคม -Howard Schultz

200px-howard-shultz-starbucks.jpgกฎแห่งการสร้างแบรนด์ได้เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 10 – 15 ปีที่ผ่านมา

ในอดีต บริษัทสามารถสื่อสารข้อความที่ต้องการไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีการทางการตลาดแบบดั้งเดิมได้

แต่ทุกวันนี้ ผู้บริโภคแสวงหาการเชื่อมต่อทางอารมณ์อย่างยั่งยืนกับบริษัทที่พวกเขา patronize

ฐานรากของการเชื่อมต่อนั้นเป็นคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของการสร้างแบรนด์ระดับโลก

สิ่งนั้นคือ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” (Trust)

… ไว้เนื้อเชื่อใจกับ “คน” ของคุณ

… และไว้เนื้อเชื่อใจกับ “ลูกค้า” ของคุณ

ในช่วงแรก ๆ ของสตาร์บัคส์ เราพยายามทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับในสิ่งที่เกินความคาดหวังของเขา

แต่เราตระหนักดีว่าการทำเช่นนั้นได้ เราต้องเริ่มจากการทำให้พนักงานของเรารู้สึก “เกินคาด” เองเสียก่อน

สิ่งที่เราทำในทศวรรษ 1990 นั้นเป็นประจักษ์พยานที่ชัดแจ้งที่สุด

ตอนนั้นเรายังไม่ได้เป็นบริษัทมหาชน และยังไม่ได้กำไร แต่เราได้ให้สวัสดิการรักษาพยาบาลครบชุดแก่พนักงานทุกคน รวมทั้งคนที่ทำงานพาร์ทไทม์ด้วย

เรายังเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าคนของเราควรจะมีส่วนร่วมในความสำเร็จของสตาร์บัคส์ ผ่านการเป็นเจ้าของ Stock Option … ที่เราเรียกมันว่า “หุ้นเมล็ดกาแฟ” (Bean Stock)

มันยากที่จะจินตนาการถึงการหนุนให้มี “ค่าใช้จ่าย” จำนวนไม่น้อยในช่วงตั้งไข่ธุรกิจ

ทว่าสำหรับผม นี่ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย หากแต่เป็น “การลงทุน”

การเจริญเติบโตนั้นสามารถกลบซ่อนความล้มเหลวได้มากมาย และมันมีคุณสมบัติร้าย ๆ ที่บางครั้งทำให้เราไม่เห็นความจำเป็นในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเจริญเติบโตใหม่ ๆ ในอนาคต

เวลาคิดถึงการลงทุนของบริษัท ให้นึกเปรียบเทียบกับการสร้างตึกสูงร้อยชั้น

คุณจำเป็นต้องวางรากฐานอันมั่นคงเพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

Published in: on March 30, 2007 at 6:55 pm Comments (4)

Richard Branson : A Brief History

Screw it, Let’s do it. หนังสือบางๆเล่มนี้ คืออัตชีวประวัติย่อของผู้ประกอบ สุดยอดนักสร้างแบรนด์

ริชาร์ด แบรนสันได้แบ่ง “กฎความสำเร็จ” ของเขาเป็นข้อๆ

ข้อแรกคือ Just Do it. ซึ่งเราได้บอกไปแล้วว่า ริชาร์ด แบรนสัน เมื่อตัวเขาเองอยู่ใน Virgin เขาเรียกตัวเขาเองว่าเป็น Mr.Yes Man

ใครจะมาขอทำโครงการอะไร ส่วนใหญ่เขาจะให้ทำ ลองทำดู และบางทีก็เรียนรู้จากลูกน้องเขานี่เอง

แต่ล่าสุดเขาให้สัมภาษณ์ลงในนิตยสาร Business2.0 เขาบอกว่า Learning to say “No” even though you are Mr. Yes.

ต่อยอดอีกที…

จริงๆ แล้วคุณต้องเรียนรู้ที่จะพูดคำว่า “ไม่” ถึงแม้ว่าคุณจะเป็น “มิสเตอร์ ใช่”

Just Do It. ในความหมายของเขาก็คือ อย่ามาพูดโน่นพูดนี่ วางแผนอะไรเยอะ จงลงมือทำซะ แล้วค่อยปรับแก้เอา

ถึงแม้ว่า ริชาร์ด แบรนสัน จะให้พูดว่า “ไม่” แต่ก็ต้องพูดถนอมน้ำใจคนด้วย เขาจะมีวิธีการของเขาอยู่ แบรนสันห่วงใยลูกน้องของเขาเหลือเกิน

Published in: on February 13, 2007 at 2:44 pm Comments (11)

เอาอย่างตัน โออิชิ

จงเอาเยี่ยงตัน
แต่อย่าเด่นอย่างโออิชิ

ตัน ภาสกรนที ก่อนหน้านี้สักปีเศษๆ คงไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก ทว่าวันนี้ใครเล่าจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักเขา เพราะตันเป็นเจ้าของชาเขียวโออิชิ ชาเขียวที่โด่งดังที่สุดของเมืองไทย

ดังเพราะแคมเปญรวยฟ้าผ่า…

ดังเพราะเขาสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส…

ดังเพราะตัวเขาและเรื่องราวของเขาขายได้…

หรือเพราะทุกอย่างข้างต้นนั่นแหละ…

ผมอาจจะเป็นผู้สื่อข่าวที่เขียนถึงเขามากที่สุดในเมืองไทยแล้วก็ได้ ถ้าไม่นับสรกล อดุลยานนท์ เพราะเฮียตุ้มเขียนอัตชีวะประวัติของเฮียตันออกมาเป็นเล่ม

ใครจะไปสู้ได้

แต่ทุกครั้งที่ผมเขียนถึง ก็มักจะมีเรื่องใหม่ และประเด็นใหม่ๆมาเขียนถึงอยู่ร่ำไป เพราะอะไรน่ะรึ คงต้องตอบว่าเฮียตันเป็นคนที่ช่างสร้างเรื่องเก่งเสียนี่กระไร

ผมเคยได้ยินชื่อตันมาบ้าง ที่บอกว่าบ้างก็เพราะไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก กระทั่งโออิชิก็เถอะ ผมก็แค่ปล่อยให้ผ่านหูไป จำได้ว่าครั้งแรกที่รู้จักโออิชิ ไม่ได้ผ่านการกิน แต่ผ่านการอ่านเรื่องราวของภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่นโออิชิ จากนิตยสารผู้จัดการรายเดือน

และจำได้เหมือนกันว่าเจ๊ดา ไฮโซชื่อดังถือหุ้นอยู่ด้วย

อ่านเรื่องโออิชิแล้วก็ทึ่ง ช่างคิดจังอาหารญี่ปุ่นแพงเหลือหลาย กลายเป็นบุฟเฟ่ต์หัวละ 500 กว่าบาท จะกินเท่าไหร่ก็ได้ จะท้องแตกตายเป็นชูชก ก็ไม่ว่ากัน

อ่านบทความชิ้นนั้นจบแล้ว อยากไปกินโออิชิจัง แต่ไม่เคยไปกินสักครั้ง เมื่อปีเศษๆมานี้ ทดลองไปกินครั้งหนึ่ง ไม่ชอบ ก็เลยไม่ไปอีก แต่ผมชอบอาหารญี่ปุ่นนะเพราะไปกินที่ฟูจิประจำ

ครั้งหนึ่งนิตยสาร BrandAge สัมภาษณ์ตัน ผมไม่อ่านบทความชิ้นนั้นเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามเมื่อสรกล อดุลยานนท์ กลับมาเขียนอัตชีวประวัติอีกครั้ง หลังจากห่างหายจากงานลักษณะนี้ไปซะนาน ทำให้ผมต้องอ่าน “ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน”ซึ่งเป็นประวัติของตัน ภาสกรนที อย่างจริงจัง

ผมอ่านรวดเดียวจบจริงๆ เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่หนา ผู้เขียนมีวิธีเล่าเรื่องได้เก่ง ขณะที่เจ้าของประวัติก็มีวัตถุดิบให้เล่าเยอะเหลือเกิน

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ผมจึงตัดสินใจขอสัมภาษณ์เขาลงคอลัมน์ CEO Interview ของนิตยสาร thaicoon

ถึงจะอ่านหนังสือประวัติชีวิตตัน แต่ผมก็ไม่เคยลองกินชาเขียวโออิชิ แต่อย่างใด

ตันที่ผมพบครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้วคือตัน ผู้เรียบง่าย ไม่มีเค้าว่าจะเป็นเศรษฐีพันล้านเลย

“ผมไม่ชอบอ่านหนังสือ”

เขาตอบคำถามแรกของผม ซึ่งทำให้ผมแปลกใจมาก เพราะผมเชื่อมาโดยตลอดว่าบ่อเกิดของความคิดและความรู้นั้นคือหนังสือ

ตัวตนของเขาในหนังสือนั้น แตกต่างจากตัวตนที่เห็นจริงๆ หรือตัวตนในหนังสือ แท้ที่จริงแล้วคือตัวตนของผู้เขียนมากกว่า

ถ้าไม่อ่านหนังสือแล้ว ตันหาความคิดทางธุรกิจจากไหน

คำตอบคือฟัง ไม่น่าเชื่อว่าธุรกิจภัตตาคารบุฟเฟต์โออิชิ เขาได้ไอเดียมาจากการฟังพ่อเพื่อนพูดว่าที่อเมริกา มีร้านอาหารบุฟเฟต์ญี่ปุ่นอยู่ร้านหนึ่ง มีอาหารญี่ปุ่นทุกชนิดวางเรียงรายให้กินอย่างไม่จำกัด จ่ายราคาเดียว เท่านั้นล่ะ เฮียแกเริ่มลงมือเข้าสู่ธุรกิจนี้ทันที

ผมเคยถามเขาว่าอะไรทำให้เขามั่นใจว่าภัตตาคารโออิชิจะไปได้

ก่อนอื่นก็ต้องถามก่อนว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จคืออะไร

ทุน…

ประสบการณ์…

โอกาส…

ตันให้น้ำหนักทั้งสามเงื่อนไขข้างต้น 99% ทว่าอีก 1% ที่เขาคิดว่าสำคัญกว่าเงื่อนไขใดๆทั้งปวงก็คือ Sense

เขาบอกว่ามันไม่ใช่ Gut เพราะ Gut รวมอยู่ใน 99% แล้ว

“Sense ตัวนี้หมายถึงว่า 99% มันสามารถบอกอะไรได้ แต่อีก 1% เราต้องตัดสินใจเอง

ถามว่าตอนนี้ธุรกิจอะไรดี สมมุติมีนักการตลาด หรือผู้รู้บอกไว้สิบอย่าง แต่จะเลือกอะไรดีนั้นขึ้นอยู่กับ Sense ของเรา มันลึกซึ้งและอธิบายชัดๆไม่ได้”

บางครั้ง 99% อาจจะไม่สามารถชี้ขาดธุรกิจได้

ทว่า 1% ได้เสียไปเลย

“ถ้าตัดสินใจถูก ก็อาจจะประสบความสำเร็จ ถ้าตัดสินใจผิด ก็ล้มเหลว”

Sense ตัวนี้ เขาบอกว่าอธิบายไม่ได้

ภัตตาคารโออิชิ ประสบความสำเร็จจริงๆด้วย และมันได้กลายเป็นกรณีศึกษาเพราะเปิดร้านในปีที่เศรษฐกิจกำลังแย่

“ตอนนั้น ของทุกอย่างถูกหมด เศรษฐกิจตกก็จริง แต่คนรวยไม่กระทบนะ”

โออิชิจึงขยายตัวออกไปเรื่อยๆไปสู่ราเม็ง ชาบูชิ และสุดท้ายก็คือชาเขียวซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดในชีวิต

เขาบอกว่าคนเราจริงๆ แล้ว คนที่ประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าความสำเร็จไม่ได้หล่นมาจากฟ้าลงมาแล้วเราเดินไปเก็บได้พอดี เพราะเรามีสิทธิถูกล็อตเตอรี่ได้ แต่เราไม่มีสิทธิถูกล็อตเตอรี่บ่อยๆ หรอก

แจ็กพ็อตของเขาก็คือชาเขียว โออิชินั่นเอง

เขาถือว่าชาเขียวเป็นโคตรเพชร

เขาบอกว่า “สมัยก่อนเราทำเงินด้วยแรง แลกด้วยเหงื่อ

… หลังจากนั้นเราก็ทำเงินด้วยเงิน

… ตอนนี้เราทำเงินด้วยแบรนด์

มันต่างกันเยอะไง

ทุกวันนี้ตันจึงนั่งนับเงินแทบไม่ทันจากเครื่องจักรทำเงินชื่อโออิชิ

หลังจากชาเขียวโออิชิ ออกสู่ตลาด ตันหันไปดูแลชาเขียวเพียงตัวเดียว ขณะที่ตัวอื่นๆนั้น เขาจ้างคนอื่นดูแลแทน
ตันเป็นคนที่มีความคิดดีอยู่มาก

เขาเป็นคนเรียนไม่สูง จบเพียงม.ศ.3 แต่เขาเป็นผู้ประกอบการที่ทันสมัย และที่สำคัญคือให้ความสำคัญต่อการสร้างแบรนด์อย่างมากๆ

ตัน บอกว่าสมมุติเขาร่วมทำธุรกิจร่วมกับใครสักคนและมีอันต้องแยกทางกันไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม “ผมจะยกทุกอย่างให้หุ้นส่วนผมหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ที่ดินหรือกระทั่งเงินสด ผมขออย่างเดียวคือแบรนด์โออิชิ”
ทุกวันนี้เขาต่อยอดจากโออิชิภัตตาคารมาสู่โออิชิ ราเม็ง,โออิชิ เอ็กซเพรส มาจนกระทั่งโออิชิ ชาเขียวได้ก็เพราะโออิชิเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง

ดังนั้นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของตันก็คือแบรนด์โออิชิ

เมื่อยิงคำถามว่า “สร้างแบรนด์อย่างไร”

“ผมไม่ใช่นักสร้างแบรนด์ แต่ผมสร้างมันโดยวิธี “ตอกย้ำ” ทุกวัน

ตอนที่มีข่าวว่าเขาจะทำน้ำลำไยช่วยชาตินั้น คนส่วนใหญ่คาดว่าเขาจะใช้น้ำลำไยแบรนด์โออิชิ

นักการตลาดหลายคนถึงกับออกมาวิเคราะห์ต่างๆนานาหาว่าเขาจะทำให้แบรนด์โออิชิเสียเอกลักษณ์ หากเขาทำน้ำลำใยโออิชิ แบรนด์ก็อาจจะมีปัญหาแน่ๆ เพราะเขาตั้งสมการว่า โออิชิ = ญี่ปุ่น
“บางทีผมก็เห็นมีบาง Product ก็งง บางทีวันนี้พูดอังกฤษ พรุ่งนี้พูดญี่ปุ่น มันคือไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง

แต่ถามว่า โออิชิ ยืนยันเลยว่า เราทำมามันก็อยู่ในความเป็นญี่ปุ่นตลอด นั่นคือการสร้างแบรนด์หรือเปล่าผมไม่รู้”

สรุปแล้วน้ำลำใยก็ใช้ยี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่โออิชิ

ความสำเร็จของชาเขียวโออิชินั้นทำให้ตันถูกจับตามองจากสื่อมวลชนทุกแขนง

หนังสือชีวิตนี้ไม่มีทางตันนั้น ก็ถือเป็นเครื่องมือเผยแพร่ให้คนรู้จักเขาในวงกว้าง ต้นปีที่ผ่านมา เขาเดินสายแจกหนังสือให้ร้านค้าต่างๆที่ขายชาเขียวโออิชิ นับพันๆจุด

ความสำเร็จของชาเขียวโออิชิ ส่งผลกระทบต่อเครื่องดื่มชนิดอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอัดลม เพราะชาเขียวถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขณะที่น้ำอัดลมถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่ทำลายสุขภาพ

ยอดขายชาเขียวที่เติบโตขึ้นนั้น ก็หมายถึงยอดขายน้ำอัดลมที่มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามการเกิดกรดเกลือ 16% ในชาเขียวขวดหนึ่งก็ไม่สามารถจะโทษได้ว่าใครเป็นผู้กลั่นแกล้ง ถ้าจะโทษก็จงโทษตัวเองเถิด

และอย่าลืมสุภาษิตที่ว่า “จงขายดี อย่าให้เด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครอยากให้เจ้าขายดี เกินหน้าเขา”

วิกฤตกรดเกลือที่พบในชาเขียวโออิชินั้นทำให้ยอดขายตก

หลังจากนั้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โออิชิก็เริ่มยิงโฆษณาแคมเปญแจกเงินล้านเป็นระยะๆ

ซึ่งก็คือแคมเปญรวยฟ้าผ่านั่นเอง

คนส่วนใหญ่คิดว่าแคมเปญเปิดปุ๊บล้านปั๊บของชาเขียวโออิชินั้นเป็นการแก้เกมกรดเกลือชาเขียวที่ทำให้ยอดตก

คนทั้งบางต่างสรรเสริญกันถ้วนหน้าว่าตัน ภาสกรนที แก้วิกฤตได้เจ๋งจัง

ประทานโทษ ตอนที่ผมขึ้นเวทีสัมนากับเขาที่ขอนแก่น วันที่ 21 มกราคมนั้น ตอนนั้นยังไม่เกิดกรดชาเขียวในโออิชิ

เขาบอกผมว่า “เดือนมีนาคมผมจะทำโปรโมชั่นแจกฝาละล้าน 30 ฝา ใครที่เปิดผาได้ผม ช่อง9 จะไปถ่ายมาออกรายการทีวีด้วย จะเป็นแคมเปญที่แรงมาก”

ซึ่งก็หมายความว่า 30 ล้านฟ้าผ่าของโออิชินั้นเป็นแคมเปญที่เตรียมตัวทำไว้นานแล้ว
การประสบความสำเร็จของรวยฟ้าผ่านั้นแรงเกินคาด ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้แข่งขันทุกหย่อมหญ้าเลยทีเดียว

ชาเขียวโออิชิขายดี ขาดตลาด จนต้องจ้างโรงงานอื่นผลิต

ไม่ใช่เพราะอยากกินชาเขียวหรอก แต่อยากรวยเงินล้านต่างหาก

จากเดิมชาเขียวจำกัดการกินอยู่ในหมู่ชนชั้นกลาง เพราะราคาค่อนข้างแพง แต่หลังจากแจกฝาละล้าน ผล

ปรากฏว่าคนจนกินกินแหลก ไม่ได้ซื้อโออิชิในฐานะชาเขียว แต่ซื้อในฐานะหวย

ชาเขียวโออิชิเปิดฝาได้เงินล้านทุกครั้งจะเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ มีทั้งหมด 30 ฝา หนังสือพิมพ์ก็ต้องลงทั้งหมดเลยสิ

“ตอนนี้เราไม่อยากให้ทำข่าวออกไปทุกฝา เกรงใจสื่อมวลชน” ตันว่า
เอาเข้าจริงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก วันนี้ชาเขียวโออิชิ เด่นเกินไป แรงเกินไป จนตกเป็นเป้าแล้ว แม้กระทั่งคนจนถูกรางวัล ซาเล้งหาฝาได้ตามถังขยะ ก็มีข้อครหาว่าเตี๊ยมกัน

“ผมจะไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร มีคนรู้เห็นหลายคน เท่ากับผมฆ่าตัวตาย” ตันปฏิเสธข่าวลือ
วันนี้ตันภาวนาว่าเรื่องเลวร้ายต่างๆจงหายไปจากโออิชิสักที

ก็บอกเฮียแล้ว จงทำดี อย่าให้เด่น จะเป็นภัย
ไม่เชื่อข้อย แล้วเฮียจะเชื่อไผ

Published in: on January 28, 2007 at 8:26 pm Comments (18)