เหยี่ยว VS พิราบ ตอน 2

แนวคิดเรื่อง “สายเหยี่ยว” และ “สายพิราบ” ระบาดไปทั่วทุกวงการ

กระทั่งคัมภีร์โบราณที่ใช้ศึกษาเพื่อบริหารธุรกิจก็เป็นการสัประยุทธ์กันระหว่างสายเหยี่ยวและสายพิราบด้วยเช่นกัน

ก็อย่างรู้กันมานานแล้วว่า การทำธุรกิจนั้นก็เปรียบเสมือนกับการทำสงคราม

ดังนั้นคู่มือในการเอาชนะสงครามก็คือพิชัยสงครามซุนวู หรือที่ฝรั่งรู้จักกันดีในชื่อ The Art of War

คัมภีร์พิชัยสงครามซุนวูนั้นโด่งดังมากในโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา เพราะเป็นยุคที่สายเหยี่ยวที่เน้นการบดขยี้คู่แข่งเป็นผู้ประสบชัยชนะ

อย่างไรก็ตามหลังจากอินเดียโดดเด่นขึ้นมาตีคู่กับจีนนั้น สิ่งที่โดดเด่นขึ้นมาด้วยก็คือวิทยาการจากอินเดีย ซึ่งถูกเผยแผ่โดยผู้รู้จากอินเดีย หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือศาสตราจารย์ด้านบริหารธุรกิจเชื้อสายอินเดีย

ในโลกเอ็มบีเอนั้น กูรูส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง หาเอเชียได้น้อยนักที่จะเบียดเสียดในทำเนียบกูรู

ดูเหมือนจะมีเพียงเคนอิชิ โอมาเอะ ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นกระมังที่สามารถเรียกขานได้

นอกจากนี้แล้ว ก็ล้วนแล้งแต่เป็นกูรูอินเดียแทบทั้งสิ้น

ในบรรดากูรูอินเดียผู้โด่งดังนั้นเห็นจะไม่มีใครเกิน ซี.เค.พาฮาลัด

พาฮาลัดโด่งดังขึ้นมาพร้อมๆกับแกรี่ ฮาเมล จากการเขียนหนังสือร่วมกันเล่มเดียว

หนังสือเล่มนั้นคือ Competing for The Future ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1994

จริงๆก่อนหน้านั้นทั้งสองเขียนบทความร่วมกันหลายชิ้น แต่ละชิ้นก็สร้างแนวความคิดใหม่ในแวดวงวิชาการด้านกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็น Core Competency หรือ Strategic Intent

หนังสือสองเล่มล่าสุดของเขา Fortune at the Bottom of Pyramid และ The Future of Competition: Co-Creating Unique Value with Customersดังและประสบความสำเร็จมาก

เล่มแรกนั้นพาฮาลัดบอกว่าตลาดคนจนไม่ได้เป็นภาระเสมอไป มองให้ดีและหาโอกาสให้ดี นั่นแหละจะกลายเป็นขุมทรัพย์ ส่วนเล่มสองนั้น เขาชี้ให้เห็นว่าบริษัทสามารถร่วมคิด ร่วมสร้างกับผลิตภัณฑ์และบริการกับลูกค้าและจะประสบความสำเร็จได้ด้วยการผลิตสินค้าและเทคโนโลยีให้สอดรับกับความต้องการของคนจน

แนวความคิดของพาฮาลัดมีอิทธิพลต่อบริษัทต่างๆมากมาย ยกตัวอย่างเช่น โนเกีย เมื่อหลายปีก่อนประสบปัญหา ส่วนแบ่งตลาดลดลง เพราะไม่สนใจที่จะพัฒนาโทรศัพท์แบบฝาพับ ปล่อยให้ซัมซุงกลายเป็นเจ้าตลาดฝาพับไปอย่างน่าเสียดาย

วันนี้โนเกียคืนสู่ความเป็นผู้นำอย่างแข็งแกร่ง เพราะการโดดเข้าไปทำตลาดมือถือคนจนในประเทศอินเดียและจีน เพราะตลาดใหญ่มหาศาล

นอกจากพาฮาลัดแล้วก็ยังมีกูรูชาวภรตะอีกหลายคนที่มาแรง อย่างเช่น Ram Charan ที่เขียนหนังสือออกมาหลายเล่ม ที่ดังๆก็คือ Execution เพราะจับคู่กับลาร์ลี่ บอสสิดี้

Rakesh Khurana นี่ก็ดังพอตัวที่ฮาร์เวิร์ด บิสสิเนส สกูล ที่ดังขึ้นมาก็เพราะเขาเป็นคนชี้ให้เห็นว่าบริษัททำผิดแล้วที่ไล่ตามหาผู้นำที่มีบารมี

Vijay Govindarajan ศาสตราจารย์ของ Dartmouth ซึ่งเป็นได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะกูรูนวัตกรรม

กูรูชาวภารตะเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากปรัชญาอินเดียโบราณ

และหนึ่งในคัมภีร์โบราณที่ถูกนำมาประยุกต์กับการจัดการและเป็นคู่แข่งสำคัญของ The Art Of War ก็คือคัมภีร์ภควัทคีตา

คัมภีร์ภควัทคีตานี้เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นมหากาพย์เรื่องสำคัญที่สุดของอินเดีย

เรียกว่าถ้าอยากเข้าใจอินเดียก็ต้องอ่านมหากาพย์มหาภารตะ

เนื้อเรื่องของมหากาพย์มหาภารตะ พรรณนาถึงสงครามขับเคี่ยวกันสองตระกูล คือตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ

สองตระกูลนี้สืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลเดียวกันคือท้าวภรต

การรบกันเพื่อแย่งชิงแผ่นดิน

ฝ่ายเการพคือผู้ร้าย

ฝ่ายปาณฑพ คือพระเอก

ในมหากาพย์มหาภารตะมีพระกฤษณะคือพระนารายณ์อวตารเป็นปางที่ 8 คอยช่วยเหลืออรชุนซึ่งเป็นตัวเอกของฝ่ายปาณฑพ

หัวใจสำคัญของมหากาพย์มหาภารตะ คือสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร ซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้ๆกรุงนิวเฮลดี

การรบเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่านถึง 18 วัน ตายกันเป็นเบือ

สุดท้ายฝ่ายปาณฑพชนะ

คัมภีร์ภควัทคีตาเริ่มต้นด้วยบทสนทนาระหว่างอรชุนซึ่งเป็นแม่ทัพฝ่ายปาณฑพ และกฤษณะซึ่งเป็นอวตารปางที่แปดของพระนารายณ์ ซึ่งทำหน้าที่สารถีให้อรชุน

ก่อนการสัประยุทธ์ครั้งสำคัญจะเริ่มต้นนั้น อรชุนอยู่ในสภาวะลังเล เพราะการรบพุ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นประหัตประหารกันเองพี่น้อง อาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหาย

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของอรชุนนี้ ทำให้อรชุนไม่อาจทำศึกได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าฝ่ายปาณฑพจะประสบความพ่ายแพ้

พระกฤษณะซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตารปางที่แปดจึงต้องสำแดงร่างที่แท้จริงของพระองค์ และแสดงธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ จนกระทั่งอรชุนตัดสินใจรบ จนนำมาซึ่งชัยชนะของฝ่ายเการพ

พระคัมภีร์นี้เองที่มีอิทธิพลต่อเหล่ากูรูอินเดียที่สอนด้านการจัดการและการตลาดในโรงเรียนเอ็มบีเอทั้งหลาย

หัวใจสำคัญของภควัทคีตาก็คือ ผู้นำที่รู้แจ้งเห็นจริงนั้นต้องสามารถขจัดอารมณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจในห้วงยามวิกฤต

ท่านเนรูห์กล่าวถึงคัมภีร์นี้ว่า “ในยามที่เกิดวิกฤต เมื่อจิตใจของมนุษย์ได้รับความทรมานจากความสงสัย และต้องกระจัดกระจายสลายลงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภาระหน้าที่ มนุษยชาติก็มุ่งหน้าพึ่งพิงภควัทคีตามากกว่าปกติ เพื่อแสวงหาแสงสว่างและข้อแนะนำให้หลุดพ้ยจากวิกฤต ทั้งนี้เพราะภควัทคีตาเป็นกาพย์แห่งวิกฤตกาล เป็นกาพย์แห่งวิกฤตทั้งในทางการเมืองและสังคม และยิ่งกว่านั้นก็คือเป็นกาพย์แห่งวิกฤตกาลของวิญญาณมนุษยชาติ”

เมื่อถูกตีความโดยกูรูการจัดการนั้น คัมภีร์ภควัทคีตา บ่งชี้ว่า “ผู้นำที่แท้ต้องไม่ยึดติดกับตัวกู ของกู เป็นผู้ริเริ่ม และเน้นไปที่หน้าที่มากกว่าจะสนใจผลตอบแทน”

หัวใจสำคัญก็คือ การให้เอาหน้าที่เป็นหลัก เอาตัวตนเป็นรอง ซึ่งตรงนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับผู้นำองค์กรในปัจจุบันได้” Ram Charan กล่าว

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ต้องถามว่าผู้นำไทยไม่รู้ว่าได้อ่านภควัทคีตากันบ้างหรือเปล่า

Published in: on June 22, 2007 at 1:32 am Comments (3)

สายเหยี่ยว VS สายพิราบ ตอน 1

หลายเดือนก่อนอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหน้าเศรษฐกิจ เห็นข่าว อ.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ขึ้นพูดราว 15 นาทีที่เวทีที่จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รู้สึกว่าน่าสนใจ

ดร.สุวิทย์ โดยได้กล่าวแสดงความเป็นห่วงทัศนคติของผู้บริหารในคณะรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีความคิดว่า “I’m ok. You’re not ok.” คือ คิดว่าตัวเองโอเค แต่คนอื่นไม่โอเคไปหมด ซึ่งจับผิดการดำเนินการในทุกๆนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน โดยมองว่าทุกๆเรื่องไม่ดีไปหมด ทั้งๆที่สิ่งใดที่ดีก็ควรทำต่อไป ไม่ใช่ไปแก้ไขทั้งหมด หรืออะไรที่ดีแล้วก็ยังไปเปลี่ยนชื่อโครงการ

อดีตผู้ช่วยรมว.พาณิชย์ บอกว่าทัศนคติของผู้บริหารในรัฐบาลชุดใหม่ เป็นทัศนคติที่หลงทาง ทางด้านอคติ จึงอยากให้เปลี่ยนใหม่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นรัฐบาลสมานฉันท์ไม่ได้ และขอให้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้และคิดให้ลึกซึ้ง โดยขอให้รัฐบาลรู้จักการแยกแยะ ไม่ใช่ แบ่งแยก เพราะถ้าหากสังคมกลายเป็นสังคมแบ่งแยกจะเท่ากับเป็นการถอยหลังเข้าคลอง

วิธีคิดแบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งของเอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน กูรูด้านความคิด หนังสือเล่มนั้นคือ I Am Right-You Are Wrong ฉันถูก เธอผิด ทำนองนั้น ซึ่งผมคิดว่าวิธีคิดแบบนี้ กำลังแพร่ระบาดในสังคมไทย

ก่อนหน้าการรัฐประหาร วิธีคิดแบบนี้ก็เริ่มแพร่ระบาดมากขึ้น เพราะประเทศแบ่งออกเป็นสองฝั่ง แต่ละฝั่งก็มุ่งประหัตประหารกันทางความคิด ทางวาจา และถึงกับลงไม้ลงมือกันก็มี

จริงๆผมคิดว่าเมื่อมีการปฏิวัติ ก็น่าจะสมานฉันท์กันได้ เพราะตอนทักษิณยังเป็นนายกฯ ก็ประท้วงกันไม่เว้นแต่ละวัน

ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีผู้ชี้แนะว่า “ต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี” จึงจะแก้ปัญหาได้

สาเหตุที่ปัญหารุนแรงจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะทักษิณสั่งเลิกศอบต.และใช้ความรุนแรงจัดการปัญหา

วิธีแก้ก็คือใช้ความละมุนละม่อม หรือใช้แนวทางสายพิราบ เริ่มต้นด้วยการขอโทษอย่างเป็นทางการจากปากนายกรัฐมนตรี จากนั้นตั้งศอบต.ขึ้นมาใหม่ ตามด้วยการถอนฟ้องคดีต่างๆ

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ การก่อการร้ายและฆ่ากันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ใช่หรือไม่ว่าเรากำลังใช้สายพิราบสู้กับสายเหยี่ยว หลังจากที่ล้มเหลวจากการใช้สายเหยี่ยวสัประยุทธ์มาแล้ว

โลกเราทุกวันนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในวงการใดก็ตาม เห็นทีจะหนีไม่พ้นสายเหยี่ยวและสายพิราบ กระทั่งผู้ดำเนินรายการคุยคุ้ยข่าว สรยุทธ์ นี่สายเหยี่ยว ส่วนกนก แน่นอนว่าสายพิราบ

หนังสือธุรกิจที่ดังระเบิดเถิดเทิงอยู่ในเวลานี้ Blue Ocean Strategy ที่สอนให้คนวิ่งหนีตลาดที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งถึงที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นทะเลเลือด เพราะจะห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน สุดท้ายจะจบลงด้วยการตัดราคา ผู้เล่นที่มีสายป่านยาวที่สุดจะเป็นฝ่ายชนะ

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เลยเสนอแนวความคิดใหม่ว่า ต้องเข้าไปหาทะเลสีคราม ซึ่งเป็นตลาดที่ยังไม่มีการแข่งขัน มีดีมานด์ แต่ไร้ซัพพลาย ดังนั้นใครเข้าตลาดนี้ก่อน ก็กินคนเดียว

ทว่าไม่นาน ก็จะกลายเป็นทะเลแดง เช่นเดียวกับโรตีบอยที่เผชิญมาแล้ว

Published in: on June 21, 2007 at 1:03 am Comments (14)

ภาครัฐไม่คุมกำเนิดโมเดอร์นเทรด

จริงๆสถานการณ์ ณ วันนี้ถึงโมเดอร์นเทรดชะลอการเปิดสาขาก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของทุนท้องถิ่นเล็กๆดีขึ้น เพียงแค่ยืดเวลาสูญพันธุ์เท่านั้นเอง

ก่อนหน้านี้รัฐบาลสามารถรักษาทุนท้องถิ่นเอาไว้ได้ เพียงแค่กำหนดกฎเกณฑ์และคุมกำเนิดโมเดอร์นเทรดให้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ดังเช่นที่ต่างประเทศทำกันนั้น

สถานการณ์ก็ไม่เลวร้ายถึงขั้นนี้อีกแล้ว

แต่รัฐบาลไม่ได้ใส่ใจทำอะไรเลย ปล่อยให้โมเดอร์นเทรดขยายสาขาตามอำเภอใจ อยู่กลางกรุง กลางเมืองในต่างจังหวัด ซึ่งไม่มีใครทำกัน

ขณะที่โชห่วยก็อยู่กันตามยถากรรม เพราะลูกหลานที่เรียนสูงๆก็ไม่ต้องการมาทำงานขายของชำอยู่ที่บ้านอีกต่อไปแล้ว พ่อแม่แก่เฒ่าก็ต้องเลิกขายของไปโดยปริยาย ส่วนพวกที่ทำโชห่วยต่อนั้นก็ไม่รู้จะพัฒนาต่อไปอย่างไร แม้จะมีบางเจ้าพยายามติดแอร์เหมือน 7-11 แต่ไม่นานก็ต้องล้มหายตายจากไปในที่สุด

รัฐบาลเองก็เคยให้ความช่วยเหลือ แต่ก็เหมือนไฟไหม้ฟาง ประเดี๋ยวประด๋าวก็เงียบหาย ไม่ได้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด อย่างดีก็ตั้งความหวังลมๆแล้งๆเท่านั้น

ขณะที่ซัพพลายเออร์ก็อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก เพราะต้องโมเดอร์นเทรดมีอำนาจต่อรองสูง เนื่องจากสั่งของทีละมากๆ ต้องการส่วนลดเยอะ เครดิตยาว จ่ายค่าแรกเข้าห้างและต้องสมทบทุนร่วมทำกิจกรรมอยู่ตลอด อีกทั้งต้องทนหวานอมขมกลืนกับการที่โมเดอร์นเทรดออก Fighting Brand มาแย่งลูกค้า

ดังนั้นหนทางเดียวในการสยบระบอบโมเดอร์นเทรดก็คือ ออกกฎหมายมาควบคุมเพื่อทอนความอหังการ

พ.ร.บ.ค้าปลีกฉบับใหม่ที่กำลังร่างกันอยู่นั้นจะทันการรึ

ท่านคิดว่ามาตรการภาครัฐจะช่วยค้าปลีกไทยได้ไหม

Published in: on May 16, 2007 at 12:02 am Comments (17)

โค่น โมเดอร์นเทรด…ยาก

โมเดอร์นเทรดที่ครองอำนาจตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมานั้นได้กลายเป็น “ระบอบ” ที่ฝังรากลึกลงไปในอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยแล้ว

ถ้าจะ “โค่นระบอบโมเดอร์นเทรด” จริง ก็ต้องมี “คณะปฏิรูปการปกครองระบอบค้าปลีก” เสียก่อน

ใครจะเป็นคนลงมือ ในเมื่อ “พันธมิตรโชวห่วยเพื่อค้าปลีก” ยังไม่เข้มแข็งพอ

ข่าวเครือข่ายต้านระบอบโมเดอร์นเทรดที่สะพัดไปทั่วทั้งก่อนการปฏิรูปการปกครองและหลังปฏิรูปการปกครองก็ยังไม่ซ่างซานั้นแสดงให้เห็นว่าผู้ค้ารายย่อยนั้ย “ทุกข์จริง”

ถึงกับมีข่าวว่าจะรวมตัวกันประท้วงแม้ว่าจะมีประกาศกฎอัยการศึกก็ตาม

แสดงให้เห็นว่า “ระบอบโมเดอร์นเทรด”กำลังจะทำลายค้าปลีกไทยให้สูญพันธุ์ไปจริงจังแล้ว

อันจริงโมเดอร์นเทรดในช่วงแรกที่เข้ามาในปี 2539 นั้น ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นยังไม่ได้รับความนิยมเพราะเพิ่งเข้ามาในช่วงแรก อีกทั้งห้างสรรพสินค้าไทยก็แข็งแกร่ง

ตอนนั้นไม่ได้มองว่าโมเดอร์นเทรดจะเป็นคู่แข่ง เพราะถือว่าอยู่คนละตลาดกันอีกทั้งกลุ่มเซ็นทรัลซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในอุตสาหรรมก็ถือหุ้นใหญ่ในคาร์ฟูร์ และบิ๊กซีอยู่ด้วย ก็เลยคิดว่ายิ่งโมเดอร์นเทรดโต ตัวเองก็จะได้ด้วย

โมเดอร์นเทรดและห้างสรรพสินค้าอยู่คนละตลาดก็จริง แต่ก็มีบางส่วนที่คร่อมกันอยู่ เพราะก่อนหน้านั้นคิดว่าโมเดอร์นเทรดนั้นก็แค่ทำให้แผนกซุปเปอร์มาร์เก็ตให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง

จริงอยู่ที่คนเข้าโมเดอร์นเทรดก็เพราะต้องการไปซื้อของใช้ประจำวันราคาถูกกว่าไปซื้อตามห้างทั่วไป แต่สินค้าอื่นๆจะลูกค้าก็จะไปซื้อตามห้างสรรพสินค้าที่มีของให้เลือกมากกว่าและมีคุณภาพสูงกว่า แต่ทว่าวันนี้ความนิยมของผู้ซื้ออยู่ที่ว่า ถ้าซื้อของใช้ประจำวันราคาถูกได้ที่โมเดอร์นเทรด ก็น่าจะซื้อของอย่างอื่นได้เหมือนกัน

ดังนั้นจะเห็นว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าในโมเดอร์นเทรดก็ขายดีมาก

สุดท้ายโมเดอร์นเทรดก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยยุคใหม่

ในรอบสิบปีมานี้ โมเดอร์นเทรด ซึ่งหมายถึงบิ๊กซี แมคโคร โลตัส คาร์ฟูร์ และ 7-11 ได้เจริญเติบโตขึ้นมาก แผ่กิ่งก้านสาขาและสร้างระบอบของตนขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ยากที่ใครจะโค่นลงได้ เพราะโมเดอร์นเทรดเหล่านี้มีประชาชนเป็นผนังแดงกำแพงเหล็ก

ข้ออ้างของพวกนี้ก็คือ “ก็ประชาชนได้ประโยชน์”

“เป็นความต้องการของประชาชน”

“ประชาชนเรียกร้อง”

ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาว่า ทว่าการแผ่ขยายอาณาจักรโมเดอร์นเทรดไปเรื่อยๆไปบ่อนทำลายธุรกิจรายเล็กรายน้อย เพราะอำนาจมากเหลือเกิน

ฝ่ายโชวห่วยนั้นถูกกระทำจนแทบหมดสภาพที่จะต่อสู้แล้ว

โมเดอร์นเทรดก็คิดว่าโชห่วยสูญพันธุ์ไปแล้วเสียด้วยซ้ำ ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่ามีพลังฮึดได้อย่างไร

Published in: on May 10, 2007 at 12:45 am Comments (12)

โมเดอร์นเทรดโดยเฉพาะโลตัสควรศึกษาบทเรียนจากการเมือง

การที่โมเดอร์นเทรดทั้ง 3 ยินดีที่จะชะลอการขยายสาขาเอาไว้ก่อนนั้น ก็เพราะเป็นการดูทิศทางลมว่า

หากเดินหน้าต่อไปโอกาสการต่อต้านจะรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งก็ไม่ได้มีแผนขยายสาขามากมายแต่อย่างใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้มีแนวทางในการเปิดสาขาขนาดเล็กเพื่อแย่งชิงตลาดโชห่วยโดยตรง

แต่โลตัสมียุทธศาสตร์อีกแบบหนึ่ง

เพราะโลตัสไม่ได้วางยุทธศาสตร์เฉพาะเปิดห้างขนาดใหญ่เท่านั้น

ทว่าโลตัสต้องการลงทุนเข้าไปยึดตลาดในระดับชุมชน

ดังนั้นโลตัสจึงแข็งขืน ไม่ยอมรับชะลอการขยายสาขา เพราะวางยุทธศาสตร์เอาไว้แล้ว
โลตัสไม่ได้ทำอารยะขัดขืน แต่มั่นใจว่าในพลานุภาพของตนเองว่าสามารถทำได้ตามกฎหมาย เพราะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็คงไม่เดินหน้าอยู่แล้ว

โลตัสน่าจะศึกษาบทเรียนจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นรัฐบาลชุดที่มีอำนาจมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่าเมื่อถือว่าตนเองแข็งแกร่งและเดินหน้าทำในสิ่งที่คิดว่าตนเองทำถูกต้องนั้น บทสรุปจะเป็นเช่นไร

เพราะถึงที่สุดแล้ว เมื่อเกิดการต่อต้านกันทั่วทุกหัวระแหงนั้น ย่อมชักนำให้ภาครัฐเห็นว่าควรจะออกกฎหมายเพื่อควบคุมการค้าปลีกทั้งระบบ

ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายยุทธศาสตร์โลตัสเอ็กซเพรสเท่านั้น

หากยังอาจทำลาย “ระบอบโมเดอร์นเทรด”ทั้งมวลอีกด้วย

Published in: on May 8, 2007 at 2:09 am Comments (15)

Modern Trade War กินแบ่ง อย่ากินรวบ

สังคมไทยเป็นสังคมที่สงบศึก ไม่เคยการศึกสงครามครั้งใหญ่มาก่อน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อใดก็ตามเมื่อเกิดความไม่สมดุลทางอำนาจ

หรือพูดง่ายๆเมื่อเกิดมีใครคนใดคนหนึ่งเกิดมีอำนาจมากเกินไป จนสามารถชี้ให้ใครเป็นหรือตายได้นั้น จะเกิดความไม่สมดุล
และเมื่อใดก็ตามที่เกิดภาวะไร้ความสมดุลแล้วไซร้

สภาวะดังกล่าวย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน ในที่สุดก็จะเกิดการต่อต้านจนอำนาจรวมศูนย์เหล่านั้นย่อมพังทลาย

ระบอบโมเดอร์นเทรดนั้นแข็งแกร่งเกรียงไกร เพราะมีอำนาจต่อรองเหนือซัพพลายเออร์ และแผ่ขยายไปทั่วทุกหัวระแหง จนโชห่วยแทบไม่มีที่ยืน

โมเดอร์นเทรดนั้นขยายตัวด้วยการเปิดห้างขนาดใหญ่นั้น แม้จะทำให้โชห่วยล้มหายตายจากไปมาก แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นสูญพันธุ์ เพราะถือว่ายังอยู่คนละเซ็กเม้นท์ อย่างไรก็ตามการลงมาเปิดโลตัสเอ็กสเพรสนั้น หมายถึงการลงไปถึงระดับอำเภอตำบลเล็กลงไปอีก ซึ่งนับวันจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นอีก

ซึ่งสุดท้ายแล้วโชห่วยก็จะตายสนิททันที

โชห่วยตายนั้นไม่ได้ตายเดี่ยว เพราะยี่ปั้ว ซาปั้ว ก็ต้องตายไปด้วย

อีกทั้งโชห่วยก็ไม่ได้หมายถึงร้านค้าเบ็ดเตล็ดแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายถึงร้านค้าประเภทอื่นๆที่ทำธุรกิจเดียวกับโมเดอร์นเทรด เช่น ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านขายยา ตลาดสด ซึ่งถึงที่สุดแล้วก็ทุนข้ามชาติทำลายทุนท้องถิ่นขนาดเล็กนั่นเอง

ไม่แปลกที่เกิดการประท้วงกันทั่วทั้งประเทศ

Published in: on April 24, 2007 at 12:02 am Comments (11)

Modern Trade War-อย่าคิดว่าตนเองได้เปรียบแล้วจะทำอะไรก็ได้

ในโลกธุรกิจนั้นปลาเล็กกินปลาใหญ่

ยิ่งเป็นปลาต่างชาติแล้วก็ย่อมจับปลาซิวปลาสร้อยไทยเป็นภักษาหารได้อย่างโอชา

การเป็นปลาใหญ่ในท้องทะเลนั้น ยิ่งนานวันก็หาคนต่อต้านได้ยาก เพราะยิ่งอยู่นาน อาณาจักรก็กว้างใหญ่ไพศาลและมั่นคง
ยิ่งขึ้น

อำนาจที่โมเดอร์นเทรดมีนั้นเป็นอำนาจกึ่งผูกขาด

ใครก็ไม่สามารถต่อรอง และถึงจะมีอำนาจต่อรอง ก็น้อยเกินไป ไม่อาจทัดทานพลานุภาพของเหล่าโมเดอร์นเทรด

คนเรานั้นเมื่อมีฤทธิ์เดชนั้นก็มักจะหลงคิดไปว่าไม่มีใครต่อกรได้ ก็แผลงฤทธิ์เอากับพวกปลาซิวปลาสร้อย

จริงๆการที่โมเดอร์นเทรดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทสโก้โลตัสแผ่กิ่งก้านสาขากลางกรุงและกลางเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดนั้น ถือว่าหาได้ยากในต่างประเทศ เพราะไม่มีประเทศใดในโลกจะเหมือนประเทศไทยอีกแล้ว คืออยากจะเปิดห้างที่ไหนก็เปิดไปเลย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่กลางเมืองขนาดไหนก็ตาม ไม่มีใครห้าม ทั้งๆที่ประเทศอื่นๆนั้นห้ามกันอย่างเคร่งครัดทีเดียว

การทำอะไรได้ตามอำเภอใจโดยไม่มีใครคอยขัดนั้นทำให้เกิดความฮึกเหิม

เมื่อพื้นที่กลางเมืองหมด ก็ต้องใช้กลยุทธ์ใหม่ๆในการเจาะตลาด ซึ่งไม่เห็นอะไรจะดีกว่าการใช้โมเดล “โลตัสเอ็กสเพรส” ซึ่งใช้ได้ผลมาแล้วในปั้มน้ำมัน

โลตัสคงเห็นอัรตราการเจริญเติบโตของ 7-11 ซึ่งโตวันโตคืนถึง 3,000 สาขา ก็ไม่เห็นมีใครไปโจมตีอะไรเลย ทั้งๆที่ 7-11 ก็ถือว่าเป็นโมเดอร์นเทรดประเภทหนึ่งเหมือนกัน ก็คงคิดว่าเหล่าโชห่วยตายไปหมดแล้วกระมัง หรือคิดอยากจะทำอะไรได้

ทว่ารุกของโลตัสเอ็กสเพรสนั้นถือว่าเป็นการรุกครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อโชห่วยท้องถิ่นมาก ลำพัง 7-11 ในต่างจังหวัดนั้นไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นักหรอก เพราะเป็นร้านเล็กๆ ไม่มีของอะไรขายมากนัก แถมของที่ขายนั้นมีราคาสูง ต่างจังหวัดจึงไม่ค่อยมีใครนิยม ทว่าเอ็กสเพรสของโลตัสนั้นเป็นภัยคุกคามต่อโชห่วยและบรรดาธุรกิจท้องถื่นๆ เพราะโลตัสเอ็กสเพรสได้รวมตลาดสด ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา ฯลฯ เข้าด้วยกัน

ด้วยเนื้อที่ที่ใหญ่กว่า และเจตจำนงในการรุกตลาดต่างจังหวัดเต็ม ทำให้โชห่วยซึ่งถูกรุกไล่จนไม่มีที่ยืนแล้วให้รุกขึ้นมาสู้

ถ้าจะว่าก็เหมือน ดร.ทักษิณ ที่คุมอำนาจทุกหัวระแหง และเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันตนก็มีจุดอ่อนอยู่มากตั้งแต่ก่อนจะขึ้นเป็นนายกฯแล้ว เมื่อสร้างจุดอ่อนเพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน ก็ยากที่จะอยู่ได้เมื่อเผชิญกองทัพพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งถึงที่สุดก็ล้มรัฐบาลได้

กองทัพโชห่วยและผู้สนับสนุนที่ประท้วงไปทั่วทุกระแหงนั้น ก็เพราะทนการรุกราวพายุบุแคมต่อไปไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมาประท้วงกลางแดด

ก็เพื่อต้องการสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลออกกฎหมายค้าปลีกจัดการกับโมเดอร์นเทรดให้หมด

อีกไม่นานโลตัสกำลังจะถูกดาบสองเป็นแน่

Published in: on April 21, 2007 at 1:15 am Comments (22)

สร้างความได้เปรียบของวันพรุ่ง…ไมเคิล พอร์เตอร์

ขณะที่เรากำลังก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 การมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเป็นสิ่งจำเป็นมาก เนื่องเพราะหากไม่มีวิสัยทัศน์ที่แจ่มชัดเกี่ยวกับการวางตำแหน่งที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ (distinctly different and unique) ในอนาคต

และต้องเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งไปยังกลุ่มลูกค้าที่แตกต่าง

บริษัทเหล่านั้นก็จะถูกกลืนทั้งเป็นอันเนื่องมาจากความรุนแรงของการแข่งขัน

ช่วงที่ตลาดยังมีการแข่งขันไม่เข้มข้น คู่แข่งมีไม่มาก

บริษัทต่างๆ นิยมใช้กลยุทธ์การเลียนแบบ (me-too strategies) เพื่อเข้าสู่ธุรกิจ

ทว่าปัจจุบันบริษัทที่ใช้กลยุทธ์การเลียนแบบกำลังถูกลงโทษอย่างไร้ความปรานี

ดังนั้นการมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจึงทวีความสำคัญยิ่งขึ้น

ผมรู้สึกว่าในรอบทศวรรษที่ผ่านไปนั้น บริษัทส่วนใหญ่ทุ่มเทไปกับ…

….การยกเครื่อง (reengineering)

…ลดขนาดองค์กร(downsizing)

…ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นขององค์กร

คำถามที่เร้าใจก็คือจากนี้ไปจะทำอะไรกันต่อไป?

คำตอบก็คือบริษัทจำเป็นต้องแสวงหาวิธีการเติบโตและสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันมากกว่าการพยายามขจัดความเสียเปรียบเชิงการแข่งขันเท่านั้น

บริษัททุกแห่งหนต่างรีบร้อนในการนำความคิดล่าสุดด้านทางการจัดการมาใช้กระทั่งบางครั้งก็
นำมาใช้มากเกินไป

ทั้ง TQM (Total Quality Control)…

การแข่งจันบนพื้นฐานของเวลา (Time-based competition…)

การเทียบเคียงผู้นำตลาด (Benchmarking)…
…ฯลฯ

ส่วนใหญ่ความคิดต่างๆ เหล่านี้ก็เพื่อทำให้ดีขึ้น มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรับประสิทธิผลด้านการปฏิบัติการ

การปรับปรุงเหล่านี้เพื่อให้อยู่ในเกมการแข่งขัน

แต่การอยู่ในเกมแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอแล้ว

ถ้าบริษัททั้งหลายทั้งปวงล้วนแล้วแต่แข่งขันกันบนชุดของตัวแปร (set of variabies) เดียวกัน
หลังจากนั้นมาตรฐานอาจสูงขึ้น แต่ไม่มีบริษัทใดก้าวหน้า

การก้าวล้ำและอยู่เหนือผู้อื่นนั้นเป็นรากฐานของกลยุทธ์

ซึ่งก็คือการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

กลยุทธ์เป็นเรื่องการทำตัวอยู่เหนือการแข่งขัน

มันจึงมิใช่การทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีกว่าคู่แข่ง แต่เป็นเรื่องของการสร้าง
ความแตกต่าง

บริษัทจำนวนมากไม่มีความสามารถที่จะคิดและลงมือปฏิบัติเชิงกลยุทธ์เพราะจิตใจห่อเหี่ยว
ในสหรัฐอเมริกา

บริษัทส่วนใหญ่มักเน้นผลระยะสั้น มีแนวความคิดแบบมองผลงานเป็นไตรมาส ทั้งหมดเป็นผลเฉพาะหน้าแทบทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ลดต้นทุนโดยปลดพนักงานหรือตัดงานบางส่วน (outsource) ให้บริษัทอื่นรับไปทำก็เพื่อต้องการเพิ่มกำไรในปีหน้า

ดูเหมือนว่าบริษัทเหล่านี้ลืมพฤติกรรมด้านการลงทุนไปแล้ว และตลาดทุนสหรัฐฯ เป็นส่วนสนับสุนนแนวโน้มนี้ด้วย

แนวโน้มอย่างเดียวกันกำลังเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ด้วยในระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป

ปล.ชิ้นนี้ผมตัดตอนมาจากหนังสือที่ผมแปล คือ คิดใหม่เพื่ออนาคต

และตัดส่วนนี้เป็นคอลัมน์ใน thaicoon ด้วย

มีไฟล์เป็น pdf ใครอยากได้ และไม่ได้อยู่ใน premium list ก็ขอกันมาได้นะครับ

Published in: on April 16, 2007 at 3:43 am Comments (67)

โค่นระบอบโมเดอร์นเทรด…ยาก!!! ตอน 1

walmart.jpg
โมเดอร์นเทรดที่ครองอำนาจตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมานั้นได้กลายเป็น “ระบอบ” ที่ฝังรากลึกลงไปในอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยแล้ว

ถ้าจะ “โค่นระบอบโมเดอร์นเทรด” จริง ก็ต้องมี “คณะปฏิรูปการปกครองระบอบค้าปลีก” เสียก่อน

ใครจะเป็นคนลงมือ ในเมื่อ “พันธมิตรโชวห่วยเพื่อค้าปลีก” ยังไม่เข้มแข็งพอ

ข่าวเครือข่ายต้านระบอบโมเดอร์นเทรดที่สะพัดไปทั่วทั้งก่อนการปฏิรูปการปกครองและหลังปฏิรูปการปกครองก็ยังไม่ซ่างซานั้นแสดงให้เห็นว่าผู้ค้ารายย่อยนั้ย “ทุกข์จริง”

ถึงกับมีข่าวว่าจะรวมตัวกันประท้วงแม้ว่าจะมีประกาศกฎอัยการศึกก็ตาม

แสดงให้เห็นว่า “ระบอบโมเดอร์นเทรด”กำลังจะทำลายค้าปลีกไทยให้สูญพันธุ์ไปจริงจังแล้ว

อันจริงโมเดอร์นเทรดในช่วงแรกที่เข้ามาในปี 2539 นั้น ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นยังไม่ได้รับความนิยมเพราะเพิ่งเข้ามาในช่วงแรก อีกทั้งห้างสรรพสินค้าไทยก็แข็งแกร่ง

ตอนนั้นไม่ได้มองว่าโมเดอร์นเทรดจะเป็นคู่แข่ง เพราะถือว่าอยู่คนละตลาดกันอีกทั้งกลุ่มเซ็นทรัลซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในอุตสาหรรมก็ถือหุ้นใหญ่ในคาร์ฟูร์ และบิ๊กซีอยู่ด้วย ก็เลยคิดว่ายิ่งโมเดอร์นเทรดโต ตัวเองก็จะได้ด้วย

โมเดอร์นเทรดและห้างสรรพสินค้าอยู่คนละตลาดก็จริง แต่ก็มีบางส่วนที่คร่อมกันอยู่ เพราะก่อนหน้านั้นคิดว่าโมเดอร์นเทรดนั้นก็แค่ทำให้แผนกซุปเปอร์มาร์เก็ตให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง

จริงอยู่ที่คนเข้าโมเดอร์นเทรดก็เพราะต้องการไปซื้อของใช้ประจำวันราคาถูกกว่าไปซื้อตามห้างทั่วไป แต่สินค้าอื่นๆจะลูกค้าก็จะไปซื้อตามห้างสรรพสินค้าที่มีของให้เลือกมากกว่าและมีคุณภาพสูงกว่า แต่ทว่าวันนี้ความนิยมของผู้ซื้ออยู่ที่ว่า ถ้าซื้อของใช้ประจำวันราคาถูกได้ที่โมเดอร์นเทรด ก็น่าจะซื้อของอย่างอื่นได้เหมือนกัน

ดังนั้นจะเห็นว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าในโมเดอร์นเทรดก็ขายดีมาก

สุดท้ายโมเดอร์นเทรดก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยยุคใหม่

Published in: on April 13, 2007 at 10:39 pm Comments (6)