Zara สำเร็จได้อย่างไร

“ZARA” ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ประสบความสำเร็จมาก

แบรนด์ดังๆ ของโลก มักจะเป็นแบรนด์ ดีไซน์เนอร์

ซึ่งเกิดจากการที่มีดีไซน์เนอร์คนนึง กำหนดแบบ กำหนดเทรนด์ออกไป แล้วทำเสื้อผ้าออกขาย…

แต่ซาร่าไม่ได้ทำเช่นนั้น

ซาร่าไม่ได้เป็นต้นกำเนิดในการคิดค้นรูปแบบเสื้อผ้าอะไรเลย

เขาอาศัยดูว่าตามแคทวอล์กมีเสื้อผ้ายี่ห้อไหน เดินบ้าง มีแบบใหม่ๆ อะไรน่าสนใจบ้าง…

ดึงแบบตรงนั้นออกมา แล้วก็นำออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

อันนี้คือไอเดียหลักของซาร่า ที่เอารูปแบบเสื้อผ้าที่คนนิยม

…แปลงออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

บ่อเกิดความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในการทำธุรกิจนั้นมีอยู่ 2 บ่อเกิด

หนึ่ง…เรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าให้เร็วกว่าคู่แข่ง

สอง…นำสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้านั้นมาลงสู่ภาคปฏิบัติให้เร็วกว่าคู่แข่ง

และนี่ก็คือเคล็ดลับของ “ZARA”

“ZARA” เป็นแบรนด์ของสเปน

พูดถึงเสื้อผ้า เราคิดถึงฝรั่งเศส คิดถึงอิตาลี แต่ไม่มีใครคิดถึงสเปน

เพราะฉะนั้นการที่ ซาร่าประสบความสำเร็จได้ทั้งๆ ที่เป็นแบรนด์จากสเปน แสดงว่าต้นสังกัดของประเทศไม่มีความสำคัญอีกต่อไป

ประเทศไทยก็สามารถที่จะเป็นเมืองแฟชั่นได้ แต่ไม่ใช่ไปขึ้นรถบุปชาติ แล้วก็กระโดดโลดเต้นอยู่บนรถสิบล้อ

…อย่างนั้นเกิดไม่ได้

การที่ซาร่าจากประเทศสเปนประสบความสำเร็จมาก มันก็ได้บ่งบอกว่า แบรนด์จากประเทศไหนนั้นไม่สำคัญแล้ว

คุณจะอยู่ประเทศไหนก็ตามแต่ หากว่าคุณมีโมเดล หรือรูปแบบการทำธุรกิจที่ดี

คุณอาจจะประสบความสำเร็จได้

ซาร่า เป็นแบรนด์ของสเปน ซึ่งแต่เดิมธุรกิจของซาร่าเป็นธุรกิจที่ทำด้านสิ่งทออยู่แล้ว แต่เขาคิดค้นวิธีให้แบรนด์ซาร่ามีรูปแบบทางธุรกิจที่ต่างจากสิ่งทอที่เขาเคยทำมา

เขามองว่า จริงๆ แล้วคนอยากได้เสื้อผ้าที่มีดีไซน์ แต่ว่าใส่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง

…โจทย์ของเขาก็เลยเป็นการมองหาแรงบันดาลใจที่ได้จากเสื้อผ้าจากดีไซน์เนอร์ต่างๆ ที่เดินบทแคทวอล์ก
แล้วแปลงออกมาในรูปแบบที่ผู้คนต้องการ

ในเวลาที่รวดเร็วที่สุด..

ในราคาที่ทุกคนซื้อได้…

ลักษณะเช่นนี้อาจเรียกว่าเป็น Fast Fashion ก็ได้…

นั่นคือจากขั้นตอนแรกตั้งแต่การออกแบบ มาจนถึงวางขายในร้านนั้น ใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์

ในขณะที่อุตสาหกรรมแฟชั่นโดยปกตินั้น ต้องใช้เวลา 8 สัปดาห์ ซึ่งใช้เวลามากกว่าซาร่าถึง 4 เท่า

ถ้าจะให้เห็นกระบวนการของซาร่านั้น เราจะเริ่มเห็นได้จากทีมของเขา ซึ่งมีทีมออกแบบอยู่จำนวนมากที่สำนักงานใหญ่
จากนั้นก็มีทีมงานไปสังเกตที่งานแคทวอล์กใหญ่ๆ

เมื่อเขาได้ไอเดียมาก็จะปรึกษากับผู้จัดการสาขาของร้านค้าปลีกของซาร่า ซึ่งเขาจะรู้ว่าแบบไหนขายดี แบบไหนขายไม่ดี
และก็ตัดสินใจร่วมกันว่าจะผลิตแบบใดขึ้นมา

ต่อจากนั้นก็เริ่มผลิตต้นแบบด้วยคอมพิวเตอร์ในเวลาอันรวดเร็ว แล้วก็จะกระจายแบบออกไปตามเครือข่ายการผลิตซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในประเทศสเปน

และก็ส่งกลับเข้ามาเพื่อพะยี่ห้อลงไปเป็นรายละเอียดสุดท้าย ก่อนที่จะมีการกระจายเสื้อผ้าออกจากศูนย์การกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ขั้นตอนแรกจวบจนกระบวนการสุดท้ายนั้นเพียง 15 วันเท่านั้นเอง
ซาร่าจะไม่ใช้วิธีการโฆษณา

งบประมาณในการทำการตลาดของซาร่านั้นส่วนใหญ่จะลงไปที่การหาทำเลของร้านค้าที่ดีที่สุดในย่านแฟชั่นของประเทศต่างๆ และก็จ่ายไปตรงนั้น

และตกแต่งร้านค้าอย่างดี เพื่อให้เกิดการตลาดแบบ “ปากต่อปาก” ขึ้นเอง

ลักษณะแบบของสินค้า “ซาร่า” นั้นจะเหมือนกับสินค้าของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก

ซึ่งราคาสินค้าของแบรนด์ชั้นนำระดับโลกนั้น คนเดินดินคงจะหาซื้อได้ลำบาก

ซาร่าก็ไปแกะแบบพวกนั้นมาแล้วปรับเล็กน้อยเพื่อไม่ให้มีปัญหาด้านลิขสิทธิ์
คนอื่นก็จะ outsourcing ไปที่จีน

แต่ซาร่าไม่ทำ เพราะคิดว่าหากทำแบบนั้นจะมีปัญหาด้าน Logistic
มีปัญหาเรื่องของการจัดส่ง

เขาจึงกระจายแต่เพียงในสเปน ให้นักออกแบบในสเปนทำ

ในโลกของอุตสาหกรรมแฟชั่นนั้น “ความเร็ว” ในการออกตัวสินค้าเป็นปัจจัยตัวหนึ่งในการกำหนดความสำเร็จ

สินค้าแฟชั่นของแบรนด์ชั้นนำของโลกต้องใช้เวลา 2 เดือนซึ่งถือว่าช้ามาก

เพราะฉะนั้นหากเราจะไปแข่งกับแบรนด์ชั้นนำเหล่านี้เราต้อง…

…ทำให้เร็วกว่า

…ทำให้ถูกกว่า

แบรนด์ระดับโลกนั้นอาจจะใส่เดินถนนไมได้ แต่ว่าแบรนด์ ซาร่าสามารถที่จะใส่เดินถนนได้

เพราะฉะนั้นแบรนด์ “ซาร่า” ซึ่งเป็นแบรนด์อะไรก็ไม่รู้สามารถ “เกิด” ขึ้นมาได้เลย

zara-brand.pdf

ปล. มีบทความอีกชิ้นเกี่ยวแบรนด์ Zara เป็น PDF File load เอาได้เลยครับ ที่เป็นเส้นเขียวๆที่เขียนว่า zara brand pdf นี่แหละครับ

Published in: on May 21, 2007 at 10:35 am Comments (15)

Second Life.com นิพพานไม่ได้ แต่อวตารได้

second1.jpg

ลองจินตนาการดู ….

นึกถึงโลก ๆ หนึ่งที่เราสามารถกำหนดได้ ว่าจะเกิดมาเป็นอะไร หน้าตาแบบไหน ทรวดทรงองค์เอวสะท้านใจเพศตรงข้ามขนาดไหน

โลกที่นำเอาสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบในโลกแห่งความเป็นจริงเข้าไป แล้วบวกเพิ่มสิ่งที่ใจใฝ่ฝันเข้าไปอีก

เป็นโลกที่ไม่จำกัดเพศ-สัญชาติ-สีผิว-ชนชั้น-ฐานะ (แต่จำกัดอายุ)

เป็นโลกที่ไม่ต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือนหรือเรือนปีในการเดินทางไปสัมผัส … ดั่งเช่นนักบุกเบิกสำรวจโลกในอดีตเขาทำกัน

ขอให้สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ แล้วให้เวลาเรียนรู้ทำความเข้าใจการใช้ชีวิตในโลกแบบที่ว่าสักหน่อยนึง ก็สามารถ “มีชีวิต” มีตัวตนในโลกนี้ได้

ร่ายมาซะยาว ผมกำลังจะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Second Life

Second Life เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดของ “โลกเสมือน” (Virtual World) ด้วยรูปแบบสามมิติที่ใกล้เคียงสภาพแวดล้อมที่มนุษย์เราใช้ชีวิตอยู่มากที่สุด (ในขณะนี้)

(ลองเข้าไปที่เวป www.youtube.com แล้วค้นหาคำว่า second life จะมีตัวอย่างคลิปที่เกี่ยวข้องให้ดูพอได้ไอเดีย หรือไม่ก็เข้าไปที่ www.secondlife.com เพื่อให้ได้กลิ่นอายก่อนก็ได้)

ด้วยการสร้างของบริษัทอเมริกันที่มีพนักงานเพียงร้อยกว่าคนที่เรียกว่า Linden Lab ในปี 2546 แต่เริ่มดังขึ้นจริง ๆ ในช่วงปี 49 ปีที่แล้วนี่เอง ผ่านการกล่าวถึงของสื่อระดับโลก รวมทั้งการเข้าไปมีส่วนร่วมขององค์กร หรือหน่วยทางสังคมสำคัญของโลก

ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใน Second Life ประมาณเกือบสี่ล้านคน (แต่ที่เข้ามาใช้งานจริงในช่วงไม่เกินสองเดือนที่ผ่านมามีประมาณล้านกว่าคน)

การจะเข้าไปสัมผัสโลกนี้ไม่ยาก เพียงแค่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีสเป็คขั้นต่ำใช้ได้ ต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แล้วเข้าไปลงทะเบียน

เมื่อลงทะเบียน ผู้ใช้จะต้องตั้งชื่อ รวมทั้งกำหนดรูปร่างหน้าตาของตัวเองในนั้น หรือที่เรียกภาษาเฉพาะว่า “อวาตาร์” (Avatar) … ซึ่งก็คือคำเดียวกับ “อวตาร” ที่เป็นแนวคิดทางปรัชญาฮินดู หมายถึงการแบ่งภาคลงมาเกิดในโลก (ของเทพเจ้าฮินดู เช่น นารายณ์อวตาร)

เมื่อกำหนด “อวตาร” ของตนเองแล้ว ก็จะสามารถเข้าไปในโลกของ Second Life ได้

ในช่วงแรกของการเปิดให้บริการ Second Life ยังเป็นโลกที่ว่างเปล่า เพราะทีมผู้สร้างต้องการให้ Second Life เป็น Platform ที่รองรับการสร้างสรรค์ของบรรดาผู้เข้ามาใช้ ปรากฏว่าผ่านไป 5 เดือน มีผู้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอเพียง 1,000 คน และเงินทุนมีอยู่ก็ใกล้เกลี้ยงกระเป๋า

ท่ามกลางความลังเลใจของเจ้าของเงินทุนว่าจะเดินหน้าหรือถอยฉาก ทีมงานได้สังเกตเห็นบางสิ่งในโลกที่พวกเขาสร้างขึ้น … หน้าตาของเมืองที่ผู้ใช้ร่วมกันสร้าง บางคนก็สร้างป่า บางคนสร้างไนต์คลับ บ้างก็สร้างอะไรแปลก ๆ … ทั้งหมดเต็มเปี่ยมไปด้วย “ความคิดสร้างสรรค์”

ทีมงานจึงตัดสินใจลุยต่ออีกเฮือกหนึ่ง รีลอนช์ Second Life อีกครั้ง พร้อมน้อมเอาคำแนะนำของกูรูทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา แห่งโรงเรียนกฎหมายแสตนฟอร์ด ลอว์เรนซ์ เลสซิก มาใช้ ซึ่งได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของสถาปัตยกรรมทางสังคมของ Second Life

ลอว์เรนซ์ได้แนะให้ออกกฎเกณฑ์ที่ทำให้ สิ่งต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นใน Second Life ถือเป็นทรัพย์สินของผู้ใช้ นั่นคือมีกฎกติกาเกี่ยวกับ “ทรัพย์สินทางปัญญา” (Intellectual Property) ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นแรงจูงใจที่กระตุ้นให้ผู้ใช้สร้างอะไรดี ๆ ออกมามากขึ้นไปอีก

(ตรงคล้ายคลึงกับความคิดที่ให้ปัจเจกบุคคล เป็นเจ้าของทรัพย์สินของตัวเอง หรือเรียกว่ามี Property Right เป็นรากฐานของระบบทุนนิยม ซึ่งแตกต่างกับสังคมที่คนแต่ละคนไม่มีกรรมสิทธิ์ในของที่ตัวเองทำ รัฐเท่านั้นที่เป็นเจ้าของ)

เมื่อสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นในโลกเสมือนนี้ (Digital Creation) เป็นทรัพย์สิน นั่นหมายความว่าจะมีการซื้อ-ขายเปลี่ยนมือได้ ทางผู้สร้างจึงกำหนดให้ใช้เงินตราสกุล Linden เป็นสื่อกลางในระบบเศรษฐกิจของ Second Life

ยิ่งกว่านั้น สกุลเงิน Linden นั้น ยังสามารถแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินสำคัญที่เราใช้กันอยู่ในโลกปัจจุบันได้อีก

เป็นสะพานเชื่อม “โลกไซเบอร์” กับ “โลกจริง” อีกต่อหนึ่ง

สำหรับผู้ต้องการครอบครองพื้นที่ (ที่ดิน) ใน Second Life จะต้องจ่ายเงินซื้อจากบริษัท Linden Lab หรือสำหรับผู้ใช้ที่อยากลงทะเบียนแบบพิเศษ (ต้องจ่ายตังค์) ก็จะได้รับเงินติดกระเป๋าจำนวนหนึ่ง และได้ค่าใช้จ่ายประจำสัปดาห์อีกจำนวนหนึ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจคิดเอาว่าคงมีเฉพาะคนที่มีเวลาว่าง ๆ หรือนึกสนุกอยากคิดสร้างสรรค์อะไรเพลิน ๆ ถึงค่อย “อวตาร” เข้าไปอยู่ในโลก Second Life

แต่ลองสำรวจดูจะพบว่า …

รอยเตอร์ ไปตั้งสำนักข่าว มีตัวนักข่าวรอยเตอร์จริง ๆ และเชื่อมต่อกับเวปรอยเตอร์จริง โดยมีรายงานอัตราแลกเปลี่ยน (ระหว่างสกุลเงิน ลินเดน และสกุลเงินสำคัญของโลก) มีการสรุปธุรกรรมที่เกิดขึ้นใน Second Life ในแต่ละวัน

โบโน และวง U2 ของเขาไปจัดคอนเสิร์ตกัน

ประเทศสวีเดนประกาศตั้งสถานทูตของตัวเอง (แต่ไม่แน่ใจว่าจะมี อวตารของเอกอัคราชฑูตสวีเดนประจำ Second Life หรือเปล่า)

แบรนด์อย่าง Adidas หรือ American Apparel ก็ไปเปิดช็อป (ทั้งที่ขายของจริง ๆ ในนั้น และโปรโมทคอลเล็คชั่นใหม่ ๆ ให้ผู้เล่นหน้าจอคอมอยากออกไปซื้อจริง ๆ ตามร้านแถวห้างสรรพสินค้าที่ไปกันบ่อย)

Harvard Business School ไปเปิดแคมปัสย่อย

Window Vista ก็จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในนั้น

IBM ได้ไปซื้อที่เกาะ ๆ หนึ่งเพื่อเป็นที่ชุมนุมสังสรรค์ของพนักงานทั่วโลก และนาย Sam Palmisano ซีอีโอไอบีเอ็ม (และบรรดาผู้บริหารท่านอื่น ๆ) ก็ได้มีตัวตนจริง ๆ นอกจากนั้นยังได้ไปสนับสนุนการแข่งขันเทนนิสออสเตรเลียนโอเพ่นในนั้นอีก

คุณล่ะ อยากอวตารบ้างไหม

ปล.ผม คืออาทิตย์ โกวิทวรางกูร ไม่ใช่ธันยวัชร์ นะครับ

Published in: on April 18, 2007 at 2:05 am Comments (9)

Nike Model

และก็มีอีกโมเดลหนึ่งก็คิอ โมเดลของไนกี้

Nike สร้างแรงบันดาลใจทางด้านกีฬาให้กับคนทั่วโลกผ่านแคมเปญที่ว่า “If you have a body you are an athlete”

Nike กับ Adidas นั้นแตกต่างกัน Adidas มีเทคโนโลยีในเรื่องของการผลิตรองเท้ากีฬาสูงมาก

อาจจะเรียกได้ว่าสูงกว่า Nike ก็ได้

แต่ทำไม Nike ประสบความสำเร็จมากกว่า Adidas

ก็เพราะว่าไนกี้เปลี่ยนรองเท้ากีฬาให้เป็นรองเท้าแฟชั่น

ถ้าเป็นรองเท้ากีฬา คนที่สวมก็คือนักกีฬา

แต่ว่าเป็นรองเท้าแฟชั่นนั้น เราใส่กันได้ ใครๆ ก็ใส่ได้

ตลาดเป้าหมายก็ใหญ่กว่าเดิมมาก

ไนกี้จึงคอนโทรลส่วนแบ่งการตลาดสูงมาก

ไนกี้ผลิตรองเท้าเพื้อตอบสนองความต้องการที่มีลักษณะจำเพาะของนักกีฬาแต่ละประเภทในยุคต้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเรื่องกลศาสตร์ทางชีวภาพ สรีระทางการออกกำลังกาย วิศวกรเชิงอุตสาหกรรม ทำให้ไนกี้เป็นองค์กรที่มีทีมงานมากมาย

แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้ไนกี้ประสบความสำเร็จก็คือ “การทำรองเท้ากีฬาให้เป็นรองเท้าแฟชั่น”
ในระยะหลังนี้ อาดิดาสเองก็ปรับให้รองเท้าอาดิดาสสามารถเป็นรองเท้าที่คนทั่วไปใส่ได้ด้วย

Barnes & Noble เป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา

นึกภาพง่ายๆ ก็คือ ขนาดของใหญ่เท่าๆ กับร้านคิโนะคุนิยะ แต่มีสาขาเยอะเหมือนกับซีเอ็ด

Barnes & Noble เจอคู่แข่งที่ไม่เคยคาดคิดอย่าง Amazon

เขาก็ต้องปรับตัวโดยการทำให้ร้านเป็นเหมือนกับห้องสมุดสาธารณะ

ธรรมดาคนขายหนังสือก็ไม่อยากให้คนอยู่ในร้านหนังสือนานๆ เหมือนร้านกาแฟและร้านอาหารก็อยากให้คนเข้าออกเร็วๆ

แต่สตาร์บั๊คส์ทำตรงกันข้ามให้คนนั่งแช่อยู่ในร้าน

Barnes & Noble ก็เช่นเดียวกัน ทำให้คนอยู่ในร้านนานๆ โดยการปรับให้ร้านเสมือนกับเป็นห้องสมุด
โดยการจัดเก้าอี้ให้นั่ง เชิญนักเขียนมาพบลูกค้าเวลาออกหนังสือใหม่ มีกาแฟขายในร้าน และอนุญาตให้ลูกค้าหยิบหนังสือหรือวารสารอ่านได้พร้อมๆ กับจิบกาแฟ

Barnes & Noble ไม่ได้มองร้านของตนเองเป็นเพียงร้านขายหนังสือ แต่มองว่าเป็นศูนย์กลางทางสังคม (Social Hub) เหมือนกับสตาร์บั๊คส์ แต่ว่าสตาร์บั๊คส์ขายกาแฟแถมหนังสือให้คนอ่าน

แต่ที่นี่ขายหนังสือมีกาแฟให้คนดื่ม…

Published in: on February 3, 2007 at 4:06 pm Comments (18)