Archive for Brand

Building Brand for SMEs

บ่ายวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่าน มีการจัดงานสัมมนาเรื่อง “สร้างแบรนด์เพื่อ SMEs” โดยอ.สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล

ผู้คนมากันล้นหลาม กว่า 600 คนทีเดียว

ในจำนวนนี้เกิน 70% ที่เป็น SMEs

เดินทางมาจากต่างจังหวัดก็หลายคน

บางคนเพิ่งกลับจากต่างประเทศก็มี

ผมพูดเกริ่นในช่วงแรกครึ่งชั่วโมงเศษๆ ก่อนที่จะพักเบรกสักครู่ ก่อนจะเข้าสู่การบรรยายที่เข้มข้น

เนื้อหาการบรรยายเป็นอย่างไร ผมจะไม่เขียนตอนนี้ อยากขอพูดเบื้องหลังมากกว่า

สาเหตุที่ผมเชิญ อ.สรรค์ชัย มาบรรยายนั้นก็เพราะอาจารย์สรรค์ชัยไม่ใช่นักการตลาดธรรมดา ทว่าเป็นนักกลยุทธ์การตลาด

ผมรู้จักอ.สรรค์ชัยมานาน 20 ปี จึงรู้ระดับฝีมือ อีกทั้งอ.ยังเป็น Commentator ประจำรายการของผมอยู่ช่วงหนึ่ง

อย่างไรก็ตามการที่อ.มีภารกิจมากเหลือเกิน ทำให้ผมกังวลว่าเมื่อถึงวันสัมมนาจริงๆ อ.จะไม่ว่าง ต้องมีประชุมด่วนหรือเดินทางไปต่างประเทศ

ซึ่งถ้าฉุกเฉินแล้ว ผมก็ต้องเป็นผู้บรรยายแทน

ซึ่งผมไม่อยากทำ

ผมต้องการให้วิทยากรที่เชิญมาโซโร่มากกว่า

ทว่างานก็ผ่านไปด้วยดี
ในงานมี Power Point ที่เราไม่ได้แจก เพราะอ.เพิ่งทำเสร็จ

ผมได้ Upload เรียบร้อยแล้ว

ใครต้องการก็ Download ไปใช้ได้

ก่อน Download ผมอยากให้ท่านที่ไปงานสัมมนา Comment งานสักหน่อย

ครั้งหน้าจะได้ปรับปรุงครับ

branding-for-small-business.ppt

Comments (27)

การตลาดสามารถใช้กับคนได้ไหมครับอาจารย์คอตเลอร์

คนก็สามารถมองว่าเป็นแบรนด์ได้

แน่นอน Madonna, Michael Jordan และ Jim Carrey คือแบรนด์

แบรนด์คือชุดของสัมพันธภาพที่เรามีกับคนหรือผลิตภัณฑ์ ด้วยเหตุนี้เองผู้คนจึงพยายามออกแบบและจัดการแบรนด์ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาสื่อเกี่ยวกับตัวอื่นไปสู่ผู้อื่น

พวกเขาอาจต้องการปลูกฝังคนผู้สร้างสรรค์ หรือคนทรหด หรือคนที่แคร์ผู้อื่น เพราะบางครั้งเขาอาจรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้บรรลุเป้าหมาย

ผู้มีชื่อเสียงและผู้ที่กำลังจะมีชื่อเสียงล้วนใช้บริการจากเอเยนซี่และบริษัทพีอาร์

ที่ปรึกษาเหล่านั้นจะแนะนำให้เปลี่ยนกิจกรรม พฤติกรรม ทัศนคติ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้คนเห็นมากขึ้น

การตลาดไม่สามารถสุ่มใครขึ้นมาสักคนและทำให้คนๆนั้นดังขึ้นมา

นักฟิสิกส์คงไม่สามารถชนะรางวัลโนเบลด้วยการทำการตลาดให้ตัวเอง

นักฟิสิกส์จะเพิ่มโอกาสส่วนใหญ่ด้วยการระบุปัญหาที่สำคัญได้ จากนั้นก็ทำวิจัยและท้ายสุดก็คือการสร้างความรู้ใหม่ๆ

Comments (5)

คอตเลอร์พูดถึงแบรนด์

อะไรคือเหตุผลที่อธิบายว่าในทศวรรษที่ผ่านมาจึงมีการพูดถึงแบรนด์อย่างเกินจริง

แบรนด์คือแนวป้องกันสำคัญต่อการแข่งขันด้านราคา

แบรนด์อันแข็งแกร่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความสะดวกสบายอีกทั้งยังสร้างภาพลักษณ์คุณภาพที่เหนือกว่าาแบรนด์ที่มีชื่อเสียงน้อยกว่า

ผู้คนยินดีซื้อของแพงสำหรับแบรนด์แข็งแกร่ง แต่ก็ต้องเข้าใจว่าแบรนด์มิได้แข็งแกร่งเพียงเพราะทุ่มงบโฆษณา

ความแข็งแกร่งที่สุดของแบรนด์มีพื้นฐานจากสมรรถนะ มิใช่การโปรโมชั่น

พูดได้ว่าแบรนด์หนึ่งๆถูกสร้างโดยโฆษณาและประชาสัมพันธ์และสุดท้ายแบรนด์จะถูกธำรงไว้ด้วยสมรรถนะของแบรนด์

บริษัททั้งหลายทั้งปวงล้วนตระหนักดีว่าในสภาพการแข่งขันรุนแรง หากจะได้รับความสนใจและการยอมรับนับถือต้องมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง

แบรนด์คือคำมั่นสัญญาต่อคุณค่า(a brand is a promise of value)

มันกลายเป็นแนวคิดสำหรับกิจกรรมต่อทุกบริษัทที่ล้อมรอบแบรนด์นั้นๆอยู่

ดังนั้น ถ้าโมโตโรลล่าอ้างว่าคุณภาพของตนคือ Six Sigma(ชำรุดเพียง 3 ตัวใน 1 ล้านตัว) ดังนั้นทุกๆกิจกรรมจะต้องถูกจัดวางเพื่อให้สามารถนำส่งตามคำมั่นสัญญาให้ได้ เมื่อนักการตลาดเริ่มมองเห็นแต่ละแบรนด์ในฐานะสิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละปริมณฑลความชื่นชอบของลูกค้า จากนั้นพวกเขาจะตระหนักถึงความต้องการของการก้าวข้ามจาก 4Ps ของสินค้า ราคา ช่องทางจำหน่ายและการส่งเสริมการขาย

The brand become the strategy lever and activity organizer for the company’s efforts in the marketplace.

แบรนด์ที่ประบสบความสำเร็จจะเคลื่อนย้ายโค้งของดีมานด์ไปทางซ้าย ทำให้บริษัทสามารถขายสินค้าในราคาเดิมได้มากขึ้น หรือขายแพงขึ้นในปริมาณเท่าเดิม

Comments (9)

แบรนด์ที่ชื่อ……ประเทศไทย –ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

กว่าจะทันตั้งตัว….. ก็สายเสียแล้ว

ประโยคข้างบนดังกล่าวถือเป็นความรู้สึกส่วนตัวของผมครับ ต่อสิ่งที่ผมรู้สึกต่อปรากฎการณ์หลายเรื่องที่เกิดขึ้น ณ ประเทศไทยแห่งนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศไทย

แดจังกึม เป็นตัวอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่า หากประเทศไทยไม่พยายามสร้างแบรนด์ของตนให้เข้มแข็ง ในรูปแบบรวมพลังแล้ว คำว่า “ไทยแลนด์” คงผงาดในเวทีโลกยากครับ

วันนี้ คนหลายประเทศและ 1 ในนั้นคือคนไทยรู้จักประเทศเกาหลีมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารเกาหลีจากละครโทรทัศน์ “แดจังกึม” ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการทำอาหารของเกาหลี อำนวยการสร้างโดยภาคเอกชนแต่เป็นการขานรับนโยบายจากภาครัฐ ถือเป็นการรวมยุทธศาสตร์ภาครัฐและเอกชนในการขยายทุนทางวัฒนธรรมในรูปแบบ “ละคร” ได้อย่างแนบเนียนและที่สำคัญได้อรรถรสในการชมแบบไม่น่ารังเกียจ

วันนี้ “อาหารเกาหลี” จึงกลายเป็นเมนูที่คนดู “แดจังกึม”อยากชิมมากที่สุด

วันนี้ “เด็กไทยรุ่นใหม่” หลายคนรู้จักที่มาของอาหารเกาหลีมากกว่าอาหารไทยจาก “แดจังกึม”

ผมไม่แน่ใจว่าผลสะท้อนที่ออกมามากกว่าเรตติ้งของผู้ชม ทางผู้ใหญ่ของบ้านเราเริ่มนำมาคิดวิเคราะห์และศึกษาเป็นแบบอย่างหรือไม่ ???

รัฐบาลประกาศนโยบาย “ครัวไทย ครัวโลก” ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าคนทั่วโลกรู้จักอาหารไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่ และที่สำคัญรู้จักแล้วอยากลิ้มลองรสชาติอาหารไทย มากน้อยขนาดไหน

ผมเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลใช้ในขณะนี้ ไม่ว่าการ สนับสนุนให้ภาคเอกชนขยายกิจการร้านอาหารไทยในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น การใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่ได้รับการควบคุมตรวจสอบ การปรุงอาหารตามตำรับไทยแท้โดยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าทำอย่างไรให้คนต่างชาติอยากชิมอาหารไทย โดยตัดสินใจเป็นอาหารมื้อพิเศษนอกบ้านในวันไม่ธรรมดาครับ

ต่อให้มีร้านอาหารไทยขึ้น เป็นดอกเห็ดทุกหัวมุมถนนในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกเหมือนแมคโดนัล แต่คนต่างชาติไม่รู้สึกอยากลิ้มลองแล้ว คงไม่มีประโยชน์ครับ

ทุกวันนี้คนต่างชาติรู้จักแต่ต้มยำกุ้ง ผัดไทย ทั้งๆ ที่อาหารไทยมีอีกมากมาย และหากได้เห็นกรรมวิธีการทำอาหารไทยจากสาวไทย ผมเชื่อว่าคนที่รู้จักอาหารเกาหลีจาก”แดจังกึม” ต้องลืมอาหารเกาหลี ฝันถึงแต่อาหารไทยจากแม่ครัวไทยที่อ่อนช้อยครับ

ถึงเวลาแล้วครับ ที่ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกัน หากต้องการสร้างแบรนด์ไทยให้รู้จักไปทั่วโลก และไม่ได้หยุดแค่รู้จัก แต่เป็นทางเลือกอันดับแรกในการตัดสินใจ และที่สำคัญในส่วนของภาครัฐด้วยกันเองคือ กระทรวงการต่างประเทศในฐานะผู้เปิดประตูโลก และกระทรวงวัฒนธรรมต้นเรื่องในการขายทุนทางวัฒนธรรม ที่ไม่ใช่แต่เฉพาะอาหารเท่านั้น ต้องร่วมพลังในการสร้างแบรนด์ไทย

หากเปรียบเทียบแบบหมัดต่อหมัดแล้ว ถือว่าประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมมากมายกว่าประเทศคู่แข่งที่จ้องขายวัฒนธรรมหลายเท่า ด้วยเพราะความมีรากเหง้าของประเทศที่สะสมมานาน เพียงแต่การร่วมมือประสานของเจ้าของต้นทุนในแต่ละเรื่อง ยังหาได้ยากในสังคมไทย

ยังไม่สายครับ ที่จะปรับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ใหม่ต่อการสร้างภาพลักษณ์ให้รู้สึกถวิลหา มากกว่าการยัดเหยียดจนเกิดปฎิกิริยาตอบกลับในเชิงลบ เพราะคนส่วนใหญ่ยังเชื่อในทฤษฎีที่ว่า “ของดีจริงทำไมต้องโฆษณา” ทั้งๆ ที่ในโลกของความเป็นจริงแบรนด์ที่ได้รับการนิยมยังต้องมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อ “สร้างการตระหนักรู้” อยู่ตลอดเวลา

ผมคิดว่า “แดจังกึม” น่าเป็นทางออกที่ดีให้กับนโยบายครัวโลกของรัฐบาลครับ

ลองทุ่มเงินอีกสักก้อน สร้างหนังไทยที่บอกถึงตำนานอาหารไทยที่แม้แต่คนไทยด้วยกันเองยังไม่รู้ ถึงวันนั้นอย่าว่าแต่ชาวต่างชาติอยากชิมอาหารไทย แม้แต่เด็กโจ๋ตาดำ หัวแดง สัญชาติไทยอาจเปลี่ยนใจมาแฮงค์ตามร้านส้มตำไทยก็ได้ครับ

ผมพอจะนึกถึงพล็อตเรื่องคร่าวๆ จากกาพย์เห่เรือ เห่ชมเครื่องคาวของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่เคยท่องสมัยละอ่อนครับ

มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา
ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ

Comments (13)