The World is Flat คือหนังสือเกี่ยวกับ Globalization ที่ดีที่สุดในรอบหลายปี สองฉบับก่อนได้ Excerpt ให้อ่านกันไปแล้ว
ฉบับนี้ผมสัมภาษณ์ แจ๊ค มินทร์ อิงธเนศ ประธานบริษัทหลายแห่ง
การสัมภาษณ์ครั้งนี้คุยกันบนเวที MAI พร้อมๆกับผู้บริหารอีกสองท่าน แต่ผมขอหยิบแจ๊คมาเพียงผู้เดียวก็เกินพอ
แจ๊ค มินทร์ อิงธเนศ เป็นคนไต้หวันที่เข้ามาทำมาหากินในเมืองไทยเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว
เขาเป็นคนมีวิสัยทัศน์ เข้าสู่ตลาดข้อมูลและความรู้ก่อนใคร จากนั้นเชื่อมธุรกิจต่างๆให้ร้อยกันเป็น Value Chain
ก่อนหน้าสัมภาษณ์กันบนเวที แจ๊ค มินทร์ อิงธเนศ แสดงวิสัยทัศน์บนโต๊ะสนทนา
ทว่าเมื่ออยู่บนเวที ไอเดียบรรเจิดยิ่งกว่า
แจ๊ค: ผมคิดว่า คำว่าโลกแบนหรือไม่นั้น นอกจากจะแบนแล้วยังเล็กลงด้วย และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เบาขึ้น
ที่เล็กลงนั้น ยกตัวอย่างเช่น หากเราไปคุยกับคนที่อายุ 70 วันนี้ เขาจะบอกว่าเวลาที่จะไปเรียนหนังสือที่อังกฤษ ต้องสอบชิงทุน กว่าจะได้ทุน ต้องลงเรือไป ต้องไปที่หาดใหญ่ก่อน ต้องนั่งรถไฟไปถึงสิงคโปร์ หรือต้องไปจากปีนังเพื่อจะไปที่อังกฤษ เพราะเราไม่ใช่เมืองขึ้นเขาก็ต้องไปขึ้นที่เมืองขึ้นของอังกฤษ (หัวเราะ)
ถ้า ณ วันนี้ ถ้าเราอยู่กรุงเทพฯ ไปทานข้าวเที่ยงที่สิงคโปร์ เย็นประชุมที่ฮ่องกง
วันนี้บินจากกรุงเทพฯ ไปที่นิวยอร์ก สิบกว่าชั่วโมงก็ถึงแล้ว เรื่องอย่างนี้ในอดีตนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่วันนี้เป็นไปไม่ได้
thaicoon: เห็นได้ว่าโลกเล็กลง
แจ๊ค: พูดถึงเรื่องอินเตอร์เน็ต วันนี้คนที่ไม่ได้ใช้อีเมล์นั้นถือว่าโชคดีมาก (5555) วันนี้นั้นใช้อีเมล์นั้นทรมานขนาดไหน สมัยก่อนอยากได้อีเมล์กันมาก เพราะอยากให้คนที่อยากติดต่อเรานั้นได้ติดต่อเรา แต่วันนี้วันนึงมีคนส่งมาสองสามร้อยฉบับ ไม่รู้อันไหน
เพราะฉะนั้นดูในรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงตอนนี้ ผมคิดว่าคำว่า Flat นั้น เราก็เห็นพ้องกันว่า ความหมายของคำว่า Flat ที่ว่าโลกเรานั้นแบนแล้วนั้น…ไม่ใช่
แต่หมายความว่าโลกนั้นอยู่ในลักษณะที่ทำให้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันมาก และเรื่องเดียวกัน โลกนั้นเล็กลงในรูปแบบของวิวัฒนาการ มีประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาเป็นพันๆ ปี ถ้าถอยหลังนั้นเราไม่อยากได้ แต่ความก้าวหน้านั้นเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้
ผมคิดว่าวันนี้เมื่อเปรียบเทียบกับสองสามพันปีที่แล้ว หนึ่งชั่วโมง วันนี้เท่ากับสมัยก่อนหนึ่งปี เว็บ 1.0, 2.0 …,5.0
ในโลกความจริง ย้อนกลับไปไม่ต้องนาน ในช่วงที่เรายังจำได้นั้น คนที่รวยที่สุดในสมัยนั้นๆ คือคนที่มีอำนาจในการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ ใครที่มีอำนาจ (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเล่นการเมือง), ใครที่มีเหมืองแร่, ใครที่มีน้ำมัน, ใครที่มีสิทธิการพัฒนารถไฟ คนเหล่านั้นเป็นมหาเศรษฐีหมดเลย ใครที่ทำรถยนต์ก็ขายได้
thaicoon: ฟอร์ด, ร๊อกกี้ เฟลเลอร์ พวกนั้น
แจ๊ค: แต่ ณ วันนี้ ไปดู Fortune 500 ในตลาดอเมริกา คนที่มีน้ำหนักต่อตลาด คนที่มีผลต่อโลก ณ วันนี้ และคนที่มีค่าต่อโลกวันนี้ ต้องดูใหม่แล้ว บริษัทที่อายุเป็นร้อยปีเหลือเพียงแค่หนึ่งบริษัท หรือสองบริษัทเท่านั้นเอง ส่วนใหญ่มีอายุไม่เกิน 20-30 ปีเท่านั้นเอง และส่วนใหญ่ไม่มีสินค้า
เขาขายอะไร?…
เขาขายสิ่งที่คุณเซ็นชื่อ แล้วคุณต้องจ่ายเงินเขา เวลาที่ไมโครซอฟท์ขายของนั่นคือ สัญญาชุดหนึ่ง และคุณมีสิทธิ์ที่จะผลิตเท่าที่คุณต้องการ และก็ให้ Serial Number แก่คุณ ถ้าไม่พอคุณก็เอาไปถ่ายก๊อปปี้ โดยคุมที่ End User ถ้าเมื่อไหร่เข้าอินเตอร์เน็ต ผมลบคุณเลย
วันนี้เราซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ประมาณสองหมื่นถึงสามหมื่น เราต้องจ่ายค่า Licensing ให้กับ Microsoft ถึง 20-30% ของราคาเครื่อง แปลว่าแพงกว่าฮาร์ดิสก์ แพงกว่าจอมอนิเตอร์ นั่นคือ ราคาของ Intangible ซึ่ง แพงกว่า Tangible Assets ในขณะที่ต้นทุนของ Intangible ก็คือความคิด ค่าการผลิตไม่มี เพราะการผลิตของเขาคือกระดาษหนึ่งใบที่เป็นลายเซ็นให้กับพวกเรา
ต้องเข้าใจกันว่า ณ วันนี้ในรูปแบบของโลกนั้นเปลี่ยนไป Intangible Assets นั้นสำคัญกว่า Tangible Asset เพราะฉะนั้นโลกนั้นเบามาก ใครที่มีความสามารถ มีจินตนาการอะไรเกิดขึ้นมา แล้วทำได้ และมีมูลค่านับหมื่นล้าน อย่าง Facebook ขอให้มันขายได้ และเป็นไอเดีย
เพราะฉะนั้นโลกจึงมีรูปแบบ และลักษณะอาการแบบนี้
tiger said
รอมาสองเดือนเลยอาจารย์ สงสัยอาจารย์เล่นไฮไฟว์เพลิน
แบน แคบ และเบา เอ เราจะหาไอเดียอะไรน้าที่มาขายทำกำไรเข้าประเทศเราได้บ้าง ข้าว ยาง ปาล์มน้ำมัน ปุ๋ย เป็น tangible ต้องหาไอเดียอะไรขาย จะได้ไม่ต้องเสียเวลา กำลัง และต้นทุนการผลิต อะไรหนาที่เป็น intangible และคนต้องการด้วย ??
dumberer said
เปิดกว้างทางความคิดมากเลย หลักการคิดวิเคราะห์ดีมากคับ มันเป็น Innovetion อย่างหนึ่ง
แล้วไมโครซอฟต์ก็เข้ามาเป็น ส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการใช้ Computer ของคนทุกวันนี้
ถ้าไม่มี Window ใช้ comp ไม่ได้เลย คนรุ่นใหม่ ลืมโครงสร้าง Dos แล้ว
การหา Intangible คงไม่ยากเท่าการปรับหลักคิดของคนเราหรอกนะครับ
เฮ่อ…. เหนื่อยใจคนไทย
สู้ต่อไปคนสยาม
RN said
ที่บริษัทเป็นกรณีศึกษาที่ดีเรื่องนี้เลยค่ะ
พอดี ต้องใช้เครื่องแมก และทรัพยากรระบบที่มีเอื้อกับพีซีและวินโดวส์มากกว่า
แมกค่อนข้างออกแบบมาใช้กับระบบปฎิบัติการของเขา คือแมกโอเอสเท่านั้น การติดต่อสื่อสารกับแผนกอื่นทำได้ลำบาก รับส่งไฟล์ทางโปรแกรมส่งเมล์ก็ลำบาก แมกใช้กับงานออกแบบน่ะค่ะ แผนกอื่นใช้พีซี
เพราะโปรแกรมรับส่งเมลล์ทำงานกับพีซีได้ดีกว่า บวกราคาที่ถูกกว่า เลยตกลงกันเปลี่ยนมาใช้พีซีซะเลย แมกแพงๆก็งดใช้ไป กรณีต้องซื้อแมกหลายๆเครื่อง แล้วใช้ร่วมกับพีซีอีกหลายๆเครื่อง ลำบากค่ะ
แมกเสียโอกาสนะคะเนี่ย สร้างถนนวิ่งเล่นแต่รถตัวเอง สร้างรถวิ่งได้แต่ถนนตนเอง ทำเผื่อคนอื่นจริงแต่ๆไม่สะดวก เพราะคนซื้อของตัวเองยังน้อยและแพงอยู่มาก ซื้อแมกหนึ่งได้พีซีสองเชียว แถมปัญหาเยอะ
japh said
ขอบคุณครับ
จุดประกายประเด็นดีครับ ทำให้เข้าใจลึกมากขึ้น กับคำต่างๆ ที่นิยม(เป็น Trend) ในขณะนี้เช่น
Flat etc.
kherng said
หลับแป๊บเดียวโลกก็เปลี่ยนไปแล้วนะเนีย ทำเงินได้ทั้งที่ไม่ต้องมีสินค้าจริงเลยหรอเนีย สุดยอดจะมีคนที่ลมบิวเกตส์ได้ไหมเนียอยากรู้จัง
นายเลิศ said
ผมว่าโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก หากเราปรับตัวไม่ทัน ก็จะหลุดออกจากเกมทันที
จากสมัยก่อนการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เราจะยึดหลัก Economy of Scope
แต่ปัจจุบันผมว่าไม่สามารถใช้ได้แล้ว ผมว่ามันคืออยู่กับว่าใครปรับตัวได้เร็วกว่า คิดได้ก่อน ทำได้ก่อน จะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ต้องเป็น Economy of Speed
(อาจารย์ครับ อยากได้ไฟล์ pdf ที่อาจารย์แจกในเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ย้อนหลังด้วยนะครับ หากเป็นไปได้ ขอบคุณครับ)
บุญเลิศ/แฟนรายการ Business Connection
one said
ทุกคนพยายามวิ่งตามโลกใบนี้ให้ทัน พยายามมองไปให้ไกลกว่าคนอื่นจะมองเห็น
แต่มีใครสักกี่คนที่พยายามวิ่งตามจิตรตัวเองให้ทัน มองในสิ่งที่ตนเป็น เห็นในสิ่งที่ตนมี
และนี่คือจุดเรื่มต้น ถ้าไม่มีจุดเริ่มต้นยิ่งวิ่งตามโลกเร็วเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสหลงทางมากเท่านั้น