Archive for December, 2007

คุณมองโลกในแง่ดีหรือเปล่า

คนเรานั้นจะมีกรอบความคิดในใจ (Frame of Mind) เวลาที่เรามีกรอบความคิดในใจเชิงลบ (Negative Frame of Mind) จะดูดพลังงานของเราไป

ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่คนเราโกรธแค้นใคร กระบวนการทางอารมณ์ก็จะมีการออกแบบการตอบโต้ ซึ่งก็จะทำให้เกิดความรู้สึกหมกมุ่น ไม่สามารถทำงานได้ สิ่งที่จะทำก็มีแต่พฤติกรรมเชิงลบ

เวลาที่มีการล้างแค้นนั้น สุดท้ายก็จะเกิด Negative Sum Game เพราะเมื่อคนหนึ่งแค้น และได้แก้แค้น คนที่ถูกแก้แค้น ก็จะกลับมาล้างแค้นอีก เป็นวัฎจักรอย่างนี้ไปตลอด มีแต่เสียกับเสีย

พลังงานที่ควรจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะไม่ได้ใช้

การที่เราคิดเชิงลบนั้น ไม่เพียงแต่จะดูดพลังงานของเราแค่คนเดียวเท่านั้น แต่คนที่รอบข้างเราก็จะโดนดูดพลังงานไปด้วย

เสียงจากภายใน

คณเคยรู้สึกหรือไม่ว่าภายในตัวของท่านมีเสียงจากข้างใน (Inner Voice) อยู่ ถ้าจะทำอะไรสักอย่างจะมีทั้งเสียงที่ดี และไม่ดี อยู่ข้างใน เสมือนมีซาตาน กับปิศาจทะเลาะกันอยู่ข้างในหัว ซึ่งจะมีแต่ตัวเราเท่านั้นที่จะได้ยิน

เสียงที่อยู่ข้างในนั้นมาจากความคิดของเรา ซึ่งจะบอกให้เราประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

เสียงที่อยู่ภายในของเรา ที่บอกเราให้ทำอย่างโน้น อย่างนี้ นั้นมาจากจิตของเรา ถ้าเราจิตดี เราจะคิดดี แต่ถ้าเราจิตร้าย จิตประสงค์ร้าย เราก็จะคิดเลว

อย่างที่บอกไปว่า 25% มาจาก DNA ของพ่อแม่ อีกประมาณ 30% มาจากสภาพแวดล้อม

สภาพแวดล้อมที่สำคัญที่สุดก็คือ “คน” ที่อยู่แวดล้อมคุณ

ตอนที่เรายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อายุประมาณสัก 7-8 ขวบ ก็ทำตามเสียงภายในของตัวเองแล้ว

และสภาพแวดล้อมจากพ่อแม่ หรือเพื่อน ครู อาจารย์ ฯลฯ ก็จะสามารถค่อยๆ ปรับเสียงในตัว และพัฒนาไปสู่การปรับจิต และเมื่อถึงเวลานั้น จิตก็จะมาสั่งเสียงในตัวอีกทีหนึ่ง

เสียงภายในของเราจะพัฒนาในลักษณะของการอธิบาย ว่าดี หรือไม่ดี ประสบการณ์ก็จะช่วยในการอธิบาย และหากยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ่ำๆ เสียงภายในก็จะอธิบายได้ชัดเจนขึ้น

เหมือนกับเป็น กึ๋น ในที่สุด

คนที่ประสบความสำเร็จนั้นเขาตัดสินใจด้วยกึ๋น ซึ่งก็คือการรวมของประสบการณ์ อันมีลักษณะคล้ายกับ “เสียงภายใน”

คำถามก็คือ คุณจะฝึกเสียงภายในแบบมองโลกในแง่ดีอย่างที่มันเป็นได้อย่างไร?

คนที่มองโลกในแง่ดี ก็จะมีเสียงภายในแบบหนึ่ง คนที่มองโลกในแง่ร้ายก็มีเสียงภายในอีกแบบหนึ่ง คอยกำกับพฤติกรรมอยู่

เสียงภายในจะพัฒนาออกมาเป็นคำอธิบาย นั่นคือ ไม่ได้บอกเพียงแค่ ใช่ หรือ ไม่ใช่ แต่จะออกมาเป็นชุดคำอธิบาย เหมือนกับว่าเป็นหมอดูให้กับตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่น เซลล์คนหนึ่งขายสินค้าไม่ได้ ถ้าหากเขามองโลกในแง่ดีก็จะมีเสียงภายในบอกว่า ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่

แต่ถ้าเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย เสียงภายในก็จะบอกให้เลิกขาย เกิดการท้อถอย

ดังนั้น เสียงในใจจะอธิบายพฤติกรรมตรงหน้า พร้อมทั้ง พยากรณ์พฤติกรรมในอนาคตของเราด้วย

Comments (17)

หนังสือของวิกรม

tc-vigrom2.jpg

การใช้สื่อของวิกรมนั้น ผมไม่ได้พูดถึงประเด็นสำคัญ นั่นคือหนังสือประวัติชีวิตเล่มแรกของเขา หนังสือเล่มนั้นคือ “ผมจะเป็นคนดี”

ครั้งแรกที่ผมได้สัมภาษณ์วิกรมเมื่อประมาณกลางปี 2547 นั้น ผมไม่ได้เคยพบเขามาก่อน ความรู้เกี่ยวกับตัวเขาค่อนข้างน้อย ตอนนั้นเขายังไม่โด่งดังเป็นพลุแตกเฉกเช่นทุกวันนี้

เขาเพิ่งสึกไม่นาน หลังจากบวชอยู่กี่เดือนผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน

ก่อนวันที่สัมภาษณ์ ผมได้อ่านหนังสืออัตชีวประวัติฉบับแรกของเขาที่ชื่อ “ผมจะเป็นคนดี”

หนังสือเล่มนี้เป็น autobiography ที่แปลกที่สุดตั้งแต่เคยอ่านมา เพราะเปิดฉากมาก็เป็นบทที่ว่าด้ายเขาบึ่งรถกลับบ้านที่เมืองกาญจน์เพื่อเปิดศึกกับพ่อ ถึงขนาดเอาเป็นเอาตายทีเดียว

เรื่องราวแบบนี้ ฝรั่งเรียกว่า “โครงกระดูกในตู้” หมายความว่าเป็นเรื่องลับในครอบครัวที่เก็บเอาไว้ไม่เล่าให้ฟัง

ผมใช้คำว่า “เล่า” หมายถึงการพูดโดยผ่านปากให้บุคคลที่ 3 ฟัง ซึ่งขนาดเล่าก็ไม่ทำกันแล้ว อย่าว่าจะเขียนให้คนทั้งประเทศอ่าน

หนังสือเล่มนี้เกือบครึ่งเล่ม เขียนถึงความขัดแย้งและปมในใจที่เขามีต่อพ่อ ซึ่งผมคิดว่าน้อยคนจะกล้าเขียนออกมาแบบถึงกึ๋นขนาดนี้ เพราะในสังคมไทยจะถือกัน ทำให้ผมแปลกใจมากๆ เพราะวิกรม ในสายตาของผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์เอามากๆ ข่าวไม่ดีของเขาไม่ค่อยหลุดออกมา แล้วทำไม จู่ๆถึงได้เขียนหนังสือออกมาได้ เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้หลายคนเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซียนพีอาร์ทั้งหลายที่เอาคงร้องเสียงหลง

“ผมจะเป็นคนดี” สร้างปรากฏการณ์การเขียนประวัติชีวิตตนเอง ที่เอาความจริงมาตีแผ่ ไม่ใช่เขียนเอง เออเอง มีแต่ความดีทุกกระเบียดนิ้ว เพราะมนุษย์ทุกผู้นาม ไม่ดีใครดีหมดและชั่วหมดอยู่แล้ว

“ผมจะเป็นคนดี” ได้ Branding วิกรมว่าเขาเป็นผู้ประกอบการที่กล้าพูดความจริง เพราะขนาดเรื่องที่คนทั่วๆไปไม่กล้าพูดถึงมากที่สุด เขายังนำมาเปิดฉากหนังสือหน้าแรกของเขานั้น ทำให้ผู้อ่านต้องคิดว่าเขาเป็นคนเปิดเผย มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ คนที่เคยคุยกับเขา “นอกรอบ” จะรู้ดีว่าเขาเป็นคน “ตรงมาก”

ประวัติชีวิตเล่มแรกของเขาเรียบเรียงโดย ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนรางวัลซีไรท์ ซึ่งคุ้นเคยกับชีวิตเจ้าสัวไทยเป็นอย่างดี เพราะเขาคือผู้เขียนนิยายเรื่อง “ลอดลายมังกร” ซึ่งว่ากันว่าเป็นการนำเอาชีวิตของนายห้างเทียมกับนายห้างชินมาผสมกัน

ดังนั้นต้องถือว่าวิกรมพิถีพิถันและเลือกถูกคน

“ผมจะเป็นคนดี” เล่มแรกทำเป็นพ็อกเก็ตบุ้กส์ขนาดมาตรฐาน ขาย 200 กว่าบาท ขายดีมาก วิกรมกันไว้แจกหลายพันเล่ม แจกให้คนหนุ่มๆที่ผิดพลาดในชีวิตจนต้องติดคุกติดตะราง

“ผมอยากจะสร้างลายแทงชีวิตให้กับคนที่กำลังเดินอยู่ พวกหนุ่มๆ ทั้งหลาย อยากให้เซฟเวลา ในการที่พวกเขาต้องเดินให้มันเซฟ ลดต้นทุนชีวิต เมื่อลดต้นทุนชีวิตได้ สังคมก็จะเข้มแข็ง เพราะว่าไม่ไปเสียโดยใช่เหตุ

อันที่สอง ผมอยากให้ความผิดพลาดของเขาน้อย เพราะการที่เขาผิดพลาดยิ่งน้อย ปัญหาของสังคมก็ยิ่งต่ำ อันนั้นคือประเด็นที่ผมนั้นตอนเด็กๆ เราอยากจะได้ในสิ่งที่เรากำลังจะให้ เพราะตอนนั้นเราไม่มี ตอนที่ไม่มีเราโหยหา เราต้องการ เรารู้คุณค่าของมัน แต่เมื่อเรามี เราต้องมาผลิต เราต้องมาถ่ายทอด เราต้องมาส่งต่อ เพราะเราถือว่านี่คือหน้าที่”

“ผมจะเป็นคนดี” ฉบับสมบูรณ์ยังไม่พิมพ์ แต่ทยอยตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์และนิตยสารบางเล่ม

วิกรมวางแผนจะออกหนังสือปีละ 3 เล่ม ตอนนี้ออกได้ 4-5 เล่มได้แล้ว

เล่มสุดท้ายของเขาวางพล็อตเอาไว้แล้ว

“ ผมก็ตั้งชื่อเรื่องไว้แล้ว “เมื่อวันนั้นมาถึง” ผมจะเขียนต่อเมื่อผมนั่งอยู่บนเตียงแล้ว ผมจะหยิบปากกาเขียน ปากกาเล่มนั้นจะเขียนหมึกหยดสุดท้ายจะไปหยดจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย

ผมอยากจะบอกคนในโลกนี้ที่ยังหายใจอยู่ให้รู้ว่านี่คือวันของมัน และก่อนที่จะไปถึงวันของมันในช่วงนั้น ตาแก่คนหนึ่งจะเจออะไร มีความนึกคิดอะไรที่กำลังจะเดินไปข้างหน้า ผมรู้สึกอะไรตอนนั้น ผมมองเห็นอะไรตอนนั้น และคิดอะไรตอนนั้น
และอยากจะบอกอะไรตอนนั้น ผมจะบอกออกมาเป็นหนังสือเล่มนั้นให้หมดเลย เล่มสุดท้าย”

ปล.ขอไฟล์ฉบับเต็มเป็น PDF ได้ที่ข้างล่างครับ เขียนเกี่ยวกับคุณวิกรมให้แกชื่นใจหน่อยเถอะ

Comments (58)

วิกรม ใช้สื่ออย่างไร

tc-vigrom1.jpg

วิกรมเป็นคนที่รู้จักใช้สื่ออยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี พ็อกเก็ตบุคส์ ฯลฯ

จริงๆก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้ประกอบการหลายคนก็ใช้สื่อเป็นเช่นกัน ยกตัวอย่าง โชค บูลกุล เดินสายพูดเป็นว่าเล่น นอกจากนี้ยังออกรายการทีวี วิทยุ เขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ออกพ็อกเก็ตบุกส์ และให้สัมภาษณ์นิตยสารต่างๆ ตาม Concept ที่เรียกว่าซีอีโอเป็น Chief PR นั่นเอง

Concept ออกจะบูมมากๆ อย่างไรก็ตาม มีซีอีโอเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล ที่เห็นและเป็นอยู่ก็มีตัน โออิชิ และซิกเว่ เบรกเก้ ที่ฮ๊อตสุดๆ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับวิกรมแล้ว ต้องถือว่างวิกรมเหนือกว่ามาก

คนที่ไม่ติดตาม หรือใครที่ตามห่างๆก็อาจจะสงสัยว่าวิกรมบูมได้อย่างไร เพราะคนซีอีโอที่สื่อตามติดนั้นส่วนใหญ่นั้นต้องอยู่ใน Consumer Product แต่วิกรมทำนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ Sexy แม้แต่น้อย ข่าวในวงการนี้ค่อนข้างจะเป็น Macro เสียเป็นส่วนใหญ่

นิคมอมตะน่ะไม่ Sexy หรอก แต่ตัววิกรมนี่สิน่าสนใจ

เขาเป็นคนเล่นกับสื่อเป็น ดังนั้นจึงรู้ดีว่าสื่อต้องการอะไร และไม่ต้องการอะไร

สื่อต้องการอะไรที่แตกต่าง มีสีสัน เพราะเมื่อลงไปแล้วคนอ่าน คนดูชอบ วิกรมจะเสนอในส่งนั้น ซึ่งเป็นสิ่งเขามี แต่คนอื่นไม่มี หรือมีแต่ไม่สามารถนำเสนอได้มันส์เท่าเขา

สื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุดที่เขาใช้ ก็คือสื่อวิทยุ

ก่อนหน้านั้น เขาจัดรายการวิทยุที่คลื่นๆหนึ่ง แต่ไม่มี Impact มากเท่าใดนัก จวบจนกระทั่งเขาจัดรายการ CEO Vision ที่คลื่นความคิด FM 96.5 ซึ่งมีวิชัย วรวนาวงศ์ เป็นพิธีกร

การได้จัดรายการต่อเนื่องทุกวันพุธ-ศุกร์ เวลา 09.00-10.00 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดี ในคลื่นดังนั้น ทำให้ชื่อของเขาติดตลาด เพราะสิ่งวิกรมพูดและตอบคำถามในรายการนั้น ไม่ได้พูดแต่ประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจอย่างเดียว แต่เป็นการพูดถึงความรู้ทั่วโลกผ่านชีวิตของผู้นำในวงการต่างๆนับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

เขาบอกว่าประเทศไทยถ้าจะไปรอดได้คนไทยต้องมีความรู้ ดังนั้นเขาจึงพยายามใช้สื่อเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้คนไทย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่เขาทำ เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการพีอาร์องค์กรตัวเอง สุดท้ายคนจะไม่ฟัง ซึ่งวิกรมเข้าใจจุดนี้ดี

เขาจึงวางตำแหน่งเป็น “ผู้ให้ความรู้” ก้าวข้ามความเป็นเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอมตะไปแล้ว

เขา outsource ทีมงานข้างนอกทำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะพูดทุกวัน จากนั้นเขาจะเป็นผู้พูดออกอากาศ และงานของเขาหนึ่งชิ้นจะถ่ายทอดออกไปตามสื่อต่างๆ ในรูปแบบคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น มติชน กรุงเทพธุรกิจและโพสต์ทูเดย์ จากนั้นก็ไปรวมเล่มตีพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุกส์ เช่น มองซีอีโอ ,มองโลกอย่างวิกรม

ในด้านรายการวิทยุนั้นก็มีการอัดเป็นซีดีเป็นตอนๆ ไว้จำหน่ายและจ่ายแจก

และถ้าจำไม่ผิด ก็น่าจะมีหนังเกี่ยวกับประวัติชีวิตของเขาออกมาอีกด้วย

การใช้สื่อสร้างแบรนด์ของวิกรมประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เห็นได้จากจัดอันดับ Role Model ของนิตยสารผู้จัดการรายเดือน ชื่อวิกรมพุ่งพรวดจากที่ไม่เคยติดอันดับมาก่อน กลายเป็นชื่อที่มาอันดับต้นๆ

วิธีการใช้สื่อสร้างแบรนด์ในลักษณะนี้ในระดับโลก มีสองคนเด่นๆ คือริชาร์ด แบรนสัน แห่งค่าย Virgin อีกคนก็คือ Donald Trump

ปล.ใครต้องการไฟล์ pdf ฉบับเต็ม ก็ขอมาได้

Comments (38)

ตัวตน ความคิด จิตวิญญาณ ของวิกรม กรมดิษฐ์

tc-vigrom.jpg

ตัวตน ความคิด จิตวิญญาณ

ผมได้ยินชื่อวิกรม กรมดิษฐ์ มานาน แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

ชีวิตผู้สื่อข่าวก็เป็นแบบนี้ ต้องอ่านเรื่องราวผู้ประกอบการ นักบริหารมืออาชีพ ดาวรุ่งพุ่งแรงหน้าใหม่ๆที่พุ่งขึ้นมาตลอด

บางคนก็น่าสนใจ บางคนก็งั้นๆ

ทว่าสำหรับวิกรม ชีวิตของเขาน่าสนใจเอามากๆ

วิกรมไม่ใช่นักธุรกิจดาษดื่น

ชีวิตของวิกรมคือชีวิตของผู้ประกอบการที่โลดโผน โอเคล่ะ ผู้อ่านบางท่านอาจจะบอกว่าเถ้าแก่คนไหนบ้างล่ะที่จะชีวิตจืดชืดเป็นแกงจืดตำลึงหมูสับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สร้างตัวด้วยหนึ่งสมองและสองมือ

เจริญ สิริวัฒนภักดี กว่าจะมีวันนี้ได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น เช่นเดียวกับตัน ภาสกรนที ซึ่งหลายท่านก็คงทราบประวัติกันดีอยู่แล้ว

จริงเรื่องราวของวิกรมนั้นไม่ใช่ความลับอะไรอีกต่อไป นิตยสารที่สัมภาษณ์และลงเรื่องราวของของเขาขึ้นปกเยอะมากๆ เรียกได้ว่านิตยสารที่ขึ้นปกเขาได้ ก็นำเขาขึ้นปกไปหมดแล้ว ส่วนที่ขึ้นปกไม่ได้เพราะเป็นนิตยสารผู้หญิง ก็นำเรื่องของเขาไปตีพิมพ์หรือสัมภาษณ์ในเล่ม

รายการทีวีก็ชอบสัมภาษณ์เขาออกอากาศ เพราะออกทีวีทีไร เรตติ้งรายการดี

สองสามปีมานี้ วิกรมกลับมาดังอีกครั้ง ผมคิดว่าเพราะรายการวิทยุ “CEO Vision” ทางคลื่นความคิด FM 96.5 โดยแท้

Comments (9)