Optimist VS Pessimist

การมองโลกในแง่ดี และ การมองโลกในแง่ร้ายนั้นได้ต่อสู้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ คุณจะมองโลกในแง่ดี ซึ่งเป็นสายพิราบ หรือ

คุณจะมองโลกในแง่ร้ายซึ่งเป็นสายเหยี่ยว?

ทำไมคนถึงให้ความสนใจกับคนมองโลกในแง่ดีมากนัก

ก็เพราะมันมีคุณค่านั่นเอง

คมคิดบวก

ถ้าหากคนที่มีทัศนคติเชิงบวกนั้นอยู่ใกล้ๆ กับใคร เขาจะให้พลังแก่คนที่อยู่รอบข้าง และช่วยดึงศักยภาพของคนเหล่านั้นออกมา แล้วยังเพิ่มความตระหนักในโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีก

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราอยู่ใกล้ๆ คนที่มองโลกในแง่ร้าย ก็จะทำให้เรารู้สึกหดหู่ และหมาความหวัง และความเชื่อมั่นลงได้

คนที่มองโลกในแง่บวกนั้นเปรียบเสมือน คนที่ส่องแสงสว่างมาที่ปลายอุโมงค์ เขาจะเปิดโอกาสให้เราเห็นถึงความเป็นไปได้ คนประเภทนี้จะมีแนวความคิดที่ว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”

“สิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้น” เมื่ออยู่ใกล้คนที่มองโลกในแง่ร้ายนั้นเหมือนกับเป็น “เงา” แต่ถ้าอยู่ใกล้คนที่มองโลกในแง่ดีนั้นก็จะเหมือนกับการนำ “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” นั้น ออกจากเงา กลายเป็น “สิ่งที่เป็นไปได้”

ซิกเว่ เบรเก้ นั้นเคยบอกว่า “ผู้บริหารอย่าให้คุณค่ากับเรื่องอารมณ์น้อยเกินไป แต่ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ในการจัดการ”

คนที่คิดเชิงบวก หรือ คนที่มองโลกในแง่ดี เขาจะมีวิธีการในการแปลความต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เขาอยู่ในคอนโดที่อยู่ห่างจากรถไฟฟ้าเป็นกิโล เขาก็จะถือเสียว่าเป็นการเดินออกกำลังกาย เพราะถ้าเราขับรถไปตลอด ก็จะไม่ได้ออกกำลังกายเลย และถ้าออกกำลังกายที่ฟิตเนสก็ไม่ค่อยมีเวลา แถมยังต้องเสียเงินอีก เพราะฉะนั้นถือเสียว่า การอยู่ไกลรถไฟฟ้า และต้องเดินไปรถไฟฟ้านั้นเป็นการออกกำลังกายเสีย

มีมุมมองในการแปลเหตุการณ์จากมุมมองของความหวัง

แต่ถ้าคนที่มองโลกในแง่ร้ายก็จะคิดว่า กว่าจะเดินทางไปถึงมันแสนลำบาก ก็จะเกิดการท้อถอย

คนที่มองโลกในแง่ดีนั้น หากอยู่ใกล้กับใคร เขาจะช่วยให้เราเห็นผลประโยชน์ และก็ช่องทาง หา “คำตอบเชิงสร้างสรรค์” ซึ่งคนที่มองโลกในแง่ร้ายนั้นจะมองข้าม คิดว่าไม่มีทางออก ไม่มีทางแก้

คนเรานั้นจะมีกรอบความคิดในใจ (Frame of Mind) เวลาที่เรามีกรอบความคิดในใจเชิงลบ (Negative Frame of Mind) จะดูดพลังงานของเราไป

Published in: on November 28, 2007 at 10:21 pm Comments (8)

ไตรภาคความเสี่ยง ตอนจบ

ไตรภาคของความเสี่ยง (Risk) และ ความไม่แน่นอน (Uncertainty)
ตอนอวสาน กุมบังเหียนความเสี่ยง (Rick) และ ความไม่แน่นอน (Uncertainty)
ดร. วรัณทัต ดุลยพฤกษ์

ห่างหายไปนานพอสมควรครับ คราวนี้ถึงเวลาจับเจ้าไตรภาคของความเสี่ยง (Risk) และ ความไม่แน่นอน (Uncertainty) มาถึงตอนอวสานกันเถอะครับ จะเป็นอย่างไรต้องติดตามชมครับ

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับ ‘ มูลค่าของตาย หรือ Certainty Equivalent ’ พร้อมกับการจัดกลุ่มของท่านว่าเป็นประเภทชอบ เฉยๆ หรือ ไม่ชอบความเสี่ยง

คราวนี้เราลองมาดูกันครับว่าเราจะใช้โมเดลง่าย ๆ มาตัดสินใจที่จะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงกับกิจกรรมใหม่ ๆ ในชีวิตของเราอย่างไรครับ

โดยปกติแล้ว หากเราดำเนินกิจกรรมแบบเดิมของชีวิต ๆ มาถึงจุดหนึ่ง ความรู้สึกท้าทายที่จะปรับเปลี่ยนไปลองกิจกรรมใหม่ ๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้ ลองเอาหลักคิดง่าย ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจดูครับ

โดยหากเราพิจารณากิจกรรมเดิม ๆ ของเราให้มีลักษณะเป็นเหมือนมูลค่าของตาย (Certainty Equivalent) ส่วนกิจกรรมใหม่ที่เราอยากจะลองอาจจัดระบบคิดให้เป็นดังนี้ครับ

มูลค่าความคาดหวัง (Expected Value) ของกิจกรรมใหม่ จะเท่ากับการรวมกันของ 2 มูลค่าต่อไปนี้ครับ
มูลค่าที่ท่านได้รับหากท่านประสบความสำเร็จในกิจกรรมใหม่นั้น ๆ จะเท่ากับ ความน่าจะเป็นที่ท่านประสบความสำเร็จ คูณกับ ผลที่ได้จากความสำเร็จนั้น ๆ

และมูลค่าที่ท่านได้รับหากท่านไม่ประสบความสำเร็จในกิจกรรมใหม่ จะเท่ากับ ความน่าจะเป็นที่ท่านไม่ประสบความสำเร็จ คูณกับ ผลที่ได้จากความไม่สำเร็จนั้น ๆ

อย่าลืมนะครับว่า ความน่าจะเป็นของทั้งประสบและไม่ประสบความสำเร็จต้องเท่ากับ 1 ครับ ซึ่งเป็นไปตามกฎของความน่าจะเป็นครับ

คราวนี้ ท่านควรจะตัดสินใจไปร่วมกิจกรรมใหม่ ๆ หาก มูลค่าความคาดหวัง (Expected Value) ของกิจกรรมใหม่ สูงกว่า มูลค่าของตาย (Certainty Equivalent) ที่ท่านได้จากกิจกรรมเดิม ๆ ครับ

ฟังดูเหมือนจะง่ายในการประเมินชะตากรรมของชีวิต หากแต่ว่ามูลค่าของทุกส่วน ควรมีการรวมคิดต้นทุนและผลตอบแทนที่ได้อย่างครบองค์ประกอบครับ

ตัวอย่างเช่น หากท่านคิดจะเปลี่ยนงานเพราะมีคนเสนอตำแหน่งพร้อมสิทธิพิเศษมากมาย สิ่งที่ท่านเคยได้รับจากงานเดิมทั้งทางด้านต้นทุนการดำรงชีวิตและเม็ดเงินที่ได้จากการทำงานนั้น จะต้องถูกคำนวณมาไว้ในฝั่งของมูลค่าของตาย (Certainty Equivalent)

ส่วนงานใหม่ คำว่าใหม่มักจะแฝงความเสี่ยง (Risk) และ ความไม่แน่นอน (Uncertainty) มาด้วย ต้นทุนและเม็ดเงินรายได้ต้องเกิดขึ้นจากการคาดเดาครับ

อย่าลืมคิดต้นทุนในการปรับเปลี่ยนงาน (พอจะจัดหมวดพวกนี้เป็นต้นทุนจากการเจรจาติดต่อประสานงาน หรือ Transaction cost) ด้วยนะครับ มันจะอยู่ในระบบคิดของต้นทุนที่เกิดขึ้นกับงานใหม่ครับ ส่วนความน่าจะเป็นที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้นคงต้องอาศัยการพินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ครับ

ทฤษฎีตายตัวสำหรับการใส่ความน่าจะเป็นเหล่านี้ยังไม่มีปรากฏครับ คงต้องอาศัยการพิจารณาปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ร่วมกันครับ

ถ้าเพียงเปรียบเทียบง่าย ๆ แค่นี้แก่ท่านผู้อ่านแต่เพียงเท่านี้คงโดนด่าเปิงเป็นแน่แท้

เอาอย่างนี้ครับ เรามาลองทำความเข้าใจและปรับตัวแปรที่สำคัญของฝั่งมูลค่าความคาดหวัง (Expected Value) ของกิจกรรมใหม่กันดูดีกว่าครับ

โดยโครงสร้างของเจ้ามูลค่าความคาดหวังดังกล่าวนี้ หลัก ๆ แล้วมันจะเป็นผลรวมของความน่าจะเป็นแต่ละประเภท คูณกับผลของแต่ละประเภท ถูกต้องไหมครับ

โดยความน่าจะเป็นที่จะประสบความเสร็จนี้มันจะแปรผกผันกับความน่าจะเป็นที่จะไม่ประสบความสำเร็จ โดยสัดส่วนเท่า ๆ กันครับ กล่าวคือ ถ้าความน่าจะเป็นฝั่งหนึ่งเพิ่ม มันจะไปลดความน่าจะเป็นของอีกฝั่งหนึ่งไงครับ เพราะมันต้องรวมกันเท่ากับ 1
คราวนี้ สิ่งที่เราต้องเพิ่มอย่างแรกคือ ความน่าจะเป็นที่ท่านจะประสบความสำเร็จ เพราะตัวความน่าจะเป็นนี้จะมีน้ำหนักที่สำคัญในการคูณผลประโยชน์สุทธิที่ได้จากกิจกรรมใหม่ ๆ

การเพิ่มความน่าจะเป็นในส่วนนี้ หลัก ๆ แล้วจะมาจากตัวท่านเองก่อนครับ ลองมองดูตัวเราแล้วพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาตนเองเข้าสู่กิจกรรมนั้น ๆ ครับ

ปัจจัยเรื่องความสุขและความท้าทายที่ท่านชื่นชอบราวกับกิจกรรมในฝัน หรือศักยภาพในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ย่อมมีผลในการเพิ่มความน่าจะเป็นในส่วนนี้ได้ครับ

ปัจจัยภายนอกที่มีผลเช่นกันก็คงเป็น ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ระบบตลาด โอกาสทางธุรกิจ นำมาผนวกรวมคิดได้ครับ หากปัจจัยเหล่านี้เป็นเหมือนลมหนุนปีกของท่าน ความน่าจะเป็นดังกล่าวนี้ก็จะเพิ่มขึ้นครับ

ในส่วนของผลที่ได้จากความสำเร็จนั้น ๆ โดยทั่วไปจะต้องเป็นบวกครับ และเกณฑ์การใส่ตัวเลขก็ต้องนำปัจจัยของตัวท่านและปัจจัยภายนอกมาประมวลดูครับ

ดูว่าหักลบกลบหนี้ในการประกอบกิจกรรมใหม่ พร้อมทั้งหักต้นทุนทั้งหมดจากการปรับเปลี่ยนอาชีพ (เสี้ยวหนึ่งของTransaction Cost) ว่าจะมีผลประกอบการใหม่ที่เป็นบวกหรือไม่

หากผลที่ได้จากความสำเร็จนั้นดันเป็นลบ ผมว่าโดยคำนิยามแล้ว การปรับเปลี่ยนไปสู่กิจกรรมใหม่ ๆ นั้นน่าจะเป็นการปรับตัวเข้าไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิมครับ

เพราะฉะนั้นผลบวกจากกิจกรรมใหม่ที่มากเพียงพอจึงจะ kick in ให้เรามานั่งตัดสินใจตรงนี้ไงครับ
หากผลเป็นลบที่เกิดขึ้นจากการโดนเชิญออกจากงานก่อนเวลาอันควร หรือ กิจกรรมเดิมเกิดปัญหาวิกฤตจนต้องเลิก
ลบตรงนี้อาจจะเป็นลบที่น้อยกว่าผลของการอยู่เฉย ๆ เราอาจจะจำเป็นต้องนำลบน้อย ๆ จากกิจกรรมใหม่ไปเทียบกับลบมาก ๆ ของกิจกรรมเดิม แล้วมองชีวิตที่ต้องลุยกันต่อไปครับเพราะจากการเปรียบเทียบโดยรวมแล้วมันจะออกมาเป็นบวก
หรือ พูดง่าย ๆ ว่า ชีวิตติดลบน้อยลง สู้ต่อไปครับสักวันมันจะเป็นบวกจริง ๆ กับเขาบ้าง

ในส่วนของเจ้าต้นทุนจากการเจรจาติดต่อประสานงาน หรือ Transaction cost ซึ่งได้รวมต้นทุนการปรับเปลี่ยนอาชีพ เจ้าต้นทุนตัวนี้มีผลลบกับทั้งผลที่ได้จากความสำเร็จ และ ผลที่ได้จากความไม่สำเร็จครับ เพราะเป็นต้นทุนที่ท่านต้องจ่ายหรือสูญเสียจากการปรับเปลี่ยนไงครับ

ถ้าต้นทุนตัวนี้สูง การปรับเปลี่ยนจะน้อยลงครับเพราะมันจะไปหักล้างกับผลที่ได้จากความสำเร็จ และ ยังไปเพิ่มความสูญเสียกับผลที่ได้จากความไม่สำเร็จด้วยครับ

ในส่วนของการลดความน่าจะเป็นที่ท่านจะไม่ประสบความสำเร็จ จะขอไม่กล่าวถึงครับเพราะมันจะลดลงอยู่แล้วหากเราสามารถปรับเพิ่มทางฝั่งของความน่าจะเป็นที่ท่านจะประสบความสำเร็จไงครับ

ที่น่าสนใจกว่ายังมี การลดความสูญเสียหากท่านไม่ประสบความสำเร็จหรือการเพิ่มผลที่ได้หากไม่ประสบความสำเร็จ การเพิ่มตัวนี้อาจไม่ได้มาฟรี ๆ ครับ

ทางหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่คนนิยมใช้คือ การซื้อประกันภัยไว้ผ่อนหนักให้เป็นเบาครับ แต่อย่างที่เรียนไว้ครับ สุดท้ายมันก็จะสร้างต้นทุนเพิ่มให้กับผลที่ได้จากความสำเร็จและผลที่ได้หากไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้น ก่อนจะตัดสินใจเพิ่ม option ตรงนี้ต้องพิจารณาให้ดีครับ

ส่วนทางที่ไม่เป็นรูปธรรมก็คงขึ้นอยู่กับทางออกของแต่ละท่านครับว่าจะมีทางสนับสนุนตัวแปรตรงนี้อย่างไรครับ
บางท่านอาจจะพึ่งหมอดู หรือ ติดสินบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในการดลบันดาล หรือ ช่วยกำหนดทิศทางในการดำเนินชีวิต อาจจะเป็นมุมมองของการช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นในความสำเร็จในอนาคต

ผมว่าอนาคตของท่าน ผู้ที่กำหนดอย่างแท้จริงคือ ตัวท่านเองครับ ขอข้อนี้ไว้เป็นเพียงปัจจัยรอง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนดีกว่าครับ เดี๋ยวเจ้าไม่ช่วยจะมาพาลโกรธเจ้ากันไปใหญ่

ฟังแล้วเครียดมากขึ้นอีกสักนิดก่อนจะตัดสินใจเดินทางใหม่ครับ
การนำระบบคิดดังกล่าวมาปรับใช้สำหรับฝั่งเจ้าของกิจการ ในกรณีที่ท่านทั้งหลายมีลูกน้องที่คิดจะแยกทางเดินกับท่าน
โดยหลัก ๆ แล้ว ลูกน้องเราจะอยู่ต่อหากเจ้ามูลค่าความคาดหวัง (Expected Value) ของกิจกรรมใหม่ ต่ำกว่า มูลค่าของตาย (Certainty Equivalent) ที่ท่านจ่ายให้เขาจากกิจกรรมเดิม ๆ ครับ

จากโครงสร้างการปรับระบบที่เสนอมาแล้ว หากนำมามองกลับกัน การเพิ่มผลประโยชน์ที่อาจจะอยู่ในรูปเงินหรือสวัสดิการให้แก่ลูกน้องเราก็จะเป็นส่วนเพิ่มมูลค่าของตาย (Certainty Equivalent) โดยตรงครับ
ในส่วนการสร้าง Loyalty ลูกน้องในระบบคิดของการรักองค์กรก็คงต้องทำต่อเนื่องครับ ส่วนนี้อาจจะไม่ได้ให้ผลเป็นเงินโดยตรงกับลูกน้องครับ แต่ได้ใจเขามาร่วมกันทำงานให้องค์กรเราเจริญครับ

ของอย่างนี้ HR อย่าพลาดครับ อย่ามัวแต่ดูแลลูกค้าจนลืมความเป็นองค์กรของตนเองนะครับ
ส่วนทางอื่น ๆ ที่จะปิดกันข้อมูลข่าวสารสู่ลูกน้องเพื่อลดโอกาสในการเปลี่ยนงาน คงจะห้ามลำบากครับ เทคโนโลยีและการสื่อสารมันเร็วเกินกว่าที่เราจะควบคุมมันครับ

เปิดใจให้กว้างและพร้อมจะแข่งขันในการชิงตัวคนเก่งให้อยู่กับองค์กรจะดีกว่าครับ
ผมจะลองเอามุมมองของโมเดลเดิม ๆ นี้มาปรับใช้กับคนโกงหรือไม่โกงดีไหมครับ จะได้นำไปใช้ควบคุมพฤติกรรมของบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชา หรือ จะจับตานักการเมืองบางคนที่เขาจะเข้าไปโกงประเทศ ลองคิดตามผมดูครับ (ผมนำงานเขียนของ Becker (1968) มาอธิบายแบบง่าย ๆ กันครับ)

ผมกำหนดให้ เงินหรือผลประโยชน์เป็นตัวดัชนีครับ หากเขาท่านนั้นไม่โกง เขาจะมีมูลค่าของตาย(Certainty Equivalent) เป็นตัวเริ่มต้นในการเปรียบเทียบครับ

แต่หากเขาจะโกง เขาจะต้องคิดถึงมูลค่าความคาดหวัง (Expected value) ที่มาจากการรวมกันของ
หากเขาไม่ถูกจับได้จะคำนวณจาก ความน่าจะเป็นที่เขาจะไม่ถูกจับได้ คูณกับ ผลประโยชน์สุทธิที่เขาได้จากการโกงครั้งนั้น
โดยคำว่าสุทธิต้องให้ปรากฏไว้เพราะ บางคนเวลาเขาจะโกง เขาจะมีต้นทุนการหลบเลี่ยงการถูกจับได้ที่เขาต้องเสียให้รูปของเงินหรือทรัพยากรไงครับ

แต่หากเขาถูกจับได้ เราจะคำนวณได้จาก ความน่าจะเป็นในการถูกจับได้ คูณกับ ความสูญเสียจากการโดนจับได้ เช่น การถูกปรับ การติดโทษจำคุก เป็นต้น ซึ่งมูลค่าความสูญเสียตรงนี้ยังต้องรวมคิดต้นทุนที่เขาเสียไปเพื่อการหลบเลี่ยงการถูกจับได้ด้วยครับ

แบบเดิมครับ ความน่าจะเป็นจากทั้ง 2 ส่วนนี้ต้องรวมกันเท่ากับ 1 ครับ

เป็นที่แน่นอนครับ หากมูลค่าความคาดหวัง (Expected value) ของการโกง สูงกว่า มูลค่าของตาย (Certainty
Equivalent) ที่เขาไม่ได้โกง เขาก็จะโกงครับ

ลองนำตัวแปรที่สำคัญในโมเดลง่าย ๆ เหล่านี้มาวิเคราะห์ดูจะพบว่า

ความน่าจะเป็นในการจับได้ หรือ จับไม่ได้ ตรงนี้มีผลโดยตรงกับพฤติกรรมการโกงครับ หากโอกาสที่เขาจะถูกจับได้ใกล้ศูนย์มาก ๆ คือ ยากที่จะตรวจจับหรือเอาผิดได้ เขาจะโกงครับ

ตรงส่วนนี้ หากจะมองมุมมองจากผู้ควบคุมแล้ว เราต้องเพิ่มความน่าจะเป็นในการจับได้เพื่อแก้ปัญหาเปราะแรกครับ
ในเชิงรูปธรรม ก็คงจะเป็นการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น เช่น การติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด การเพิ่มและกวดขันเวรยาม พวกนี้มีต้นทุนครับ และจะสูงมากทีเดียวหากต้องการ x-ray ทุกตารางนิ้วครับ

ในเชิงนามธรรม ก็คงจะเป็นการนำเอาหลักธรรมคำสอน จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพต่าง ๆ มาปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง อันนี้ต้นทุนทางเวลาสูงและความมีประสิทธิภาพของวิธียังเป็นความถามอยู่ครับ เพราะเคยได้ยินไหมครับว่า คนจะโกงยังไงมันก็โกง ครับ

อีกปัจจัยที่มาควบคู่กันกับการเพิ่มความน่าจะเป็นในการตรวจจับคือ บทลงโทษที่จะส่งผลโดยตรงกับความสูญเสียของผู้ที่โกงหากถูกจับได้ครับ หากบทลงโทษส่งผลถึงความสูญเสียที่มากกว่าผลได้จากการโกง เขาจะไม่โกงตามทฤษฎีครับ

ทั้งสองอย่างนี้ต้องมาพร้อม ๆ กันครับ หากมาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ตรวจจับได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ความรุนแรงของบทลงโทษต่ำ หรือ บทลงโทษรุนแรงแต่ความเป็นไปได้ในการถูกจับได้ต่ำ การโกงจะเกิดขึ้นโดยง่ายเพราะมันโกงแล้วคุ้มครับ
นำตัวอย่างในชีวิตประจำวันมาพิจารณา การก่อปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ หากมีการตรวจจับได้สูง พร้อมกับบทลงโทษที่รุนแรง ความสงบสุขในสังคมก็น่าจะเกิดขึ้นได้ครับ

หากแต่การเพิ่มจำนวนเจ้าพนักงานและเครื่องมือในการตรวจจับมันมีต้นทุนที่สูงครับ และ บทลงโทษที่รุนแรงก็ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตัวบทกฎหมายที่ยาวนาน คงจะเดาออกครับว่าผลจะเป็นอย่างไร

มีสาระน่ารู้มาบอกเพิ่มเติมครับ คดีประเภทสะเทือนขวัญเปรียบเทียบกับคดีลักเล็กขโมยน้อย อัตราการตรวจจับซึ่งนำไปสู่การจับกุมในที่สุดจะต่างกันครับ

โดยเหตุผลที่ว่า คดีสะเทือนขวัญจะทำให้สังคมมีต้นทุนจากความหวาดกลัวสูงจึงจำเป็นต้องมีอัตราการจับกุมที่สูงกว่าคดีลักเล็กขโมยน้อยครับ

เขาว่ากันว่า คนที่มีการศึกษาสูงขึ้น หรือ ประชากรในประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาจะกลัวการถูกจับได้มากกว่าบทลงโทษครับ
อันนี้อธิบายได้ง่าย ๆ จาก ต้นทุนและความเสื่อมเสียชื่อเสียงที่สูงจากการถูกจับได้และเป็นข่าวสู่สังคมสูงกว่าค่าปรับหรือบทลง
โทษมากครับ

โมเดลที่ผมบอกไปนั้น ไม่ค่อยจะได้ผลกับอาชญากรรมโดยเสน่หา (Crime by Passion) เช่น พวกฆาตกรโรคจิตต่อเนื่อง (Serial killer) หรือ พวกชอบขโมยที่ออกแนวโรคจิตครับ

พวกนี้ความสุขที่ได้จากการกระทำผิดมันมีมากจนปัจจัยอื่น ๆ ดูมีผลน้อยลงไปครับ
และต้นทุนในการตรวจจับ เรายังไม่ได้รวมคิดถึงกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องมีการสืบสวน สอบสวน ขึ้นศาล รวมทั้งการตัดสินจำคุก ที่ยังมีต้นทุนทั้งทางด้านเวลาและทรัพย์สินจากทางสังคม

ในส่วนของต้นทุนการหลบเลี่ยง ต้องพิจารณาสองด้านครับ ด้านแรกต้นทุนการหลบเลี่ยงโดยตรง ถ้าการโกงนั้นสามารถหลบเลี่ยงโดยวิธีง่าย ๆ ไม่แพง ย่อมเปิดประตูทางด้านความโกงให้กว้างขึ้นครับ

หรือ อีกด้านที่มองถึง ความมีประสิทธิภาพของการหลบเลี่ยงนั้น ๆ หากเป็นวิธีที่เนียนและยากที่จะตรวจจับ ประตูโกงก็ยิ่งเปิดกว้างขึ้นเท่านั้นครับ

จะเห็นได้ว่าการมานั่งจับคนโกง หากจะยึดการตรวจสอบที่เข้มข้นและบทลงโทษที่รุนแรง ที่ต้องแข่งกับความสามารถในการหลบเลี่ยง มันดูเหมือนว่าจะไม่จบง่าย ๆ ครับ

เพราะมันไม่ได้แก้ปัญหาที่รากแก้วครับ ซึ่งระบบส่วนใหญ่ของกฎหมายจะเป็นระบบนี้ครับ เขาเรียกว่า Command and Control

ทางแก้อีกทางที่ต้องอาศัยการปลูกฝังอย่างต่อเนื่องคือ การสร้างจิตสำนึกที่ดี ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Incentive program ครับ อันนี้ยอมรับว่ายากครับ เพราะยากที่จะหยั่งถึงถึงจิตใจมนุษย์

แง่คิดข้อสุดท้ายก็มีอยู่ว่า ทางเศรษฐศาสตร์ไม่เคยบอกว่าสังคมที่ดีที่สุดต้องปราศจากการโกงหรืออาชญากรรมนะครับ
ไม่ใช่เพราะนักเศรษฐศาสตร์สนับสนุนคนโกงนะครับ แต่เขามองว่าต้นทุนที่จะทำให้สังคมเราสะอาดขนาดนั้น มันอาจจะสูงเกินไปครับ

มันต้องหาจุดเหมาะสมให้ได้ครับ

ลองนำโมเดลง่าย ๆ ที่ผมแสดงให้ดูไปเป็นแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ หรือ การบริหารจัดการดูครับ มันอาจจะไม่ใช่เทคนิคที่หวือหวา แต่ก็น่าจะให้มุมมองที่ดีกับเราต่อไปครับ

เอาไว้ครั้งหน้าจะหาหัวข้อสนุก ๆ มาเล่าให้ฟังใหม่ครับ

Published in: on November 13, 2007 at 7:51 pm Leave a Comment

ผู้นำต้องการอะไรจากลูกน้อง ตอน 1

เป็นที่เข้าใจกันว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “นาย” กับ “ลูกน้อง” นั้นสำคัญมาก

เพราะถ้าผู้นำกับลูกน้องสามารถทำงานร่วมกันได้ดี จะเกิดทีมเวิร์คที่แท้ หรือ Real Team แล้วบริษัทจะประสบความสำเร็จ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากหัวหน้าทีมกับลูกทีมไปด้วยกันไม่ได้ องค์กรก็จะเกิด “การเมืองภายในองค์กร” และองค์กรนั้นก็จะพังทลายในที่สุด

แต่จะทราบได้อย่างไรว่าเป็น “นาย” กับ “ลูกน้อง” นั้นดูตรงไหน?

วิธีหนึ่งก็คือต้องดูด้วยว่าใครคือคนที่เป็น “ลูกน้อง” (โดยตรง) ของเราส่วนใหญ่จะนึกถึงคนที่รายงานเราโดยตรง ถึงจะเรียกว่าเป็นลูกน้อง

แม้ว่าท่านจะเป็นเจ้าขององค์กร มีพนักงานบริษัทจำนวนมากในองค์กร แต่ทุกคนไม่ใช่ลูกน้องของท่านโดยตรง เพราะฉะนั้นลูกน้องโดยตรงคือ คนที่รายงานต่อเรา และเรามีหน้าที่บังคับบัญชาเขาได้โดยตรง

พนักงานองค์กรที่อายุ 40 ปีขึ้นไปนั้นหากไม่มีการพัฒนาตัวเองแล้วนั้น อาจจะถูกไล่ออกได้ เพราะว่าเป็นพนักงานที่อยู่ในองค์กรมานาน ทำงานมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เงินเดือนก็จะสูง เพราะฉะนั้นเงินเดือนที่สูงนั้นจะต้องมาด้วยความคาดหวังที่สูงตามไปด้วย

และคนวัยนี้ก็อาจจะต้องมีภาระต้องดูแลครอบครัว อาจจะต้องกลับบ้านเร็วเพื่อไปรับลูก และภรรยา ถึงเวลาต้องทำงานอยู่ดึกก็อาจจะไม่สามารถอยู่ได้

ความคิดใหม่ๆ ก็อาจจะไม่มี

เพราะถ้าเอาพนักงานใหม่ๆ เข้ามานั้น ก็จะมีต้นทุนเงินเดือนที่ไม่สูงเท่า และอาจะได้ผลงานที่เทียบเคียงคนเก่า
นั่นคือ เอาเด็กใหม่ๆ 3 คน ดีกว่าจ้างผู้อาวุโสในองค์กรที่ไม่พัฒนาคนเดียว

…นี่คือเทรนด์ของเมืองนอก และหลายองค์กรในเมืองไทยเริ่มทำ

นี่คือทัศนคติของคนที่เป็น นายจ้าง หรือ “เจ้านาย” ที่มีต่อลูกน้อง ว่าอะไรที่เขาไม่ต้องการจากลูกน้อง

แต่คำถามที่ ลูกน้อง ควรจะทราบไว้ก็คือ แล้วอะไรล่ะ คือสิ่งที่เจ้านายต้องการจากลูกน้อง?!?

ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับลูกน้องเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง สำคัญพอๆ กับผลการทำงานด้วยซ้ำ สำหรับบางองค์กร
เพราะผลงานที่ดี และความสัมพันธ์ที่ดี จะเกื้อหนุนให้ ลูกน้อง สามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้

การวิเคราะห์คนนั้นสำคัญที่สุด และสำคัญยิ่งกว่าการวิเคราะห์ธุรกิจ เพราะธุรกิจนั้นขับเคลื่อนได้ด้วยคน
ผู้นำต้องการอะไรจากเรา

Published in: on November 5, 2007 at 5:10 pm Comments (11)