จากหมีแพนด้าถึงคุณปลื้ม

ดังเป็นพลุแตกอยู่ในขณะนี้ เห็นจะไม่มีใครเกิน ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล

พูดชื่อจริง ไม่ค่อยมีคนรู้จัก

แต่ถ้าบอกว่า “คุณปลื้ม” หรือ “หม่อมปลื้ม” แล้วล่ะก็

เชื่อว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายคงรู้จักกันทั้งประเทศ

จริงๆปลื้มไม่ใช่หน้าใหม่ของวงการแต่อย่างใด

เขาเป็นพิธีกรรายการข่าวภาคภาษาอังกฤษทางช่อง 11 มานานตั้งหลายปีแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นหน้าเห็นเขามาบ้าง อย่างน้อยก็เคยผ่านๆมาบ้างล่ะน่า แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ เพราะเป็นข่าวภาษาอังกฤษ

ผมดูบ้าง ไม่ดูบ้าง แต่เห็นปลื้มคงมันอยู่ไม่น้อย

จัดรายการที่คนดูน้อย หรือฟังน้อยก็ดีไปอย่าง จะออกแอ็คชั่นยังไงก็ได้

ผมเคยจัดรายการทีวีอยู่ 2-3 รายการ ไม่ค่อยมีคนดูหรอกครับ เพราะไม่ใช่รายการแมส เล่นกันได้เต็มที่ แต่อยู่ในกรอบนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่อง 11 ทำอะไรมากไม่ได้หรอกครับ เพราะเป็นช่องของทางราชการ กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ดูแล ผู้จัดรายกาต้องได้ใบผู้ประกาศ มิเช่นนั้นก็จัดไม่ได้ ผมเองตั้ง 6 เดือนกว่าจะสอบได้ ซึ่งต้องขอบคุณพี่หน่องไว้ ณ ที่นี้ ในฐานะผู้ช่วยติวจนสอบผ่าน

นอกจากช่อง 11 แล้วในระยะหลังปลื้มยังไปจัดอีกหลายช่อง ช่อง 5 ช่อง 9 แต่ก็งั้นๆ มีคนรู้จัก จำได้ แต่ดังเป็นพลุแตก

ผมคิดว่ามีคนอย่างเขาเยอะนะ

และถ้าจะให้มองทางการตลาด ก็ต้องบอกว่าปลื้มเป็นโปรดักส์ตัวหนึ่ง ที่ยังไม่เกิด ทว่ามีศักยภาพสูงมาก
โปรดักส์ประเภทนี้มีเยอะ

เพลงหมีแพนด้านั่นไงครับ

เพลงหมีแพนด้าที่ดังระเบิดเถิดเทิงในเวลานี้ ไม่ใช่เพลงใหม่ แต่ออกวางตลาดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่มีใครรู้ และไม่มีใครนึกหรอกว่าจะดังถึงขนาดนี้

คนแต่งเพลงก็คงไม่คิด

คนร้องก็คงไม่คิดเหมือนกัน

ตอนที่เพลงดังอย่างกะทันหันนั้น นักร้องนำยังเลี้ยงไก่อยู่เลยมั้ง ส่วนเพื่อนร่วมวงอีกคนไปขายน้ำส้ม

เพลงหมีแพนด้านั้นเป็นของวงไฮโร อยู่ในอัลบั้ม “กูขอร้อง” ซึ่งผู้แต่งและนักร้องนำเป็นคนเดียวกัน คือนายสุดโก้

สุดโก้ เจียระไน หรือชื่อจริง อุดม บุญประคม เป็นนักแต่งเพลงวัย 50 ปี จากเมืองหนองบัวลำภู ซึ่งผ่านประสบการการเขียนเพลงให้กับ รจนา สารคาม, ร็อคสะเดิด, จินตหรา พูนลาภ, ต่าย อรทัย, นก พรพนา, ดอกอ้อ ทุ่งทอง, เจเน็ท เขียว ฯลฯ

เนื้อเพลงหมีแพนด้าและลีลาการร้อง เมื่อ 3 ปีก่อน ถ้าใครบอกว่าจะดังเป็นพลุแตก คงมีคนหัวเราะจนฟันโยก

“หลายเพลงที่ผมแต่งออกมาเป็นแร็พ โปรดิวเซอร์เริ่มชอบ ก็ให้เขียนอีกหลายเพลงในแบบนี้ จนมาถึงอัลบั้ม หมีแพนด้า” เขาเล่า “ในตอนแรกเขาจะให้ผมเขียนให้ ยู ร็อคสะเดิด เป็นคนร้อง อ.ประเสริฐ ไชยศิลป์ โปรดิวเซอร์ สั่งให้ผมเขียนเพลง ผมก็เขียนมาให้ 2 เพลงคือ ตำเมี่ยงข่า และ หมีแพนด้า”

“เนื้อหาของเพลงจะพูดถึงหมีแพนด้า ซึ่งในตอนนั้นประเทศจีนเพิ่งจะส่งมาให้ไทยใหม่ๆ เราก็เลยแต่งเพลงชักชวนให้ไปดูกัน แต่เมื่อมีคำว่าหมีเข้าไปอยู่ในเพลง เวลาไปสัมผัสคำไหนมันก็จะออกไปทาง 2 แง่ 2 ง่าม จึงต้องมานั่งเกลาเนื้อกันเยอะมาก พอให้ยูร้องมันดันออกไปทางลามกๆ อ.เสริฐก็คิดใหม่ว่า เอาเพลงนี้มาตั้งแล้วเอาไปทำอัลบั้มใหม่ โดยมีครูเพลงหลายคนมาร้องเพลง อย่างเช่น อ.สวัสดิ์ สารคาม อ.สมร บ้านนา อ.กระเดา ซึ่งใครแต่งเพลงไหนก็จะร้องเพลงนั้น ผมแต่ง 2 เพลงคือ เพลง ตำเมี่ยงข่า และ หมีแพนด้า

“เพลง หมีแพนด้าพอดีหาคนร้องไม่ได้ อ.ประเสริฐก็บอกให้ผมเข้าไปร้อง เพื่อจะเป็นไกด์ไปให้นักร้องคนอื่นเขาร้อง แต่สุดท้ายก็เอาเพลงที่ผมร้องไปใส่ในอัลบั้มเลย”

ช่างเป็นเหตุบังเอิญเสียนี่

“จากนั้นก็มาตั้งชื่อวงว่า ไฮโร ซึ่งเป็นชื่อของเผ่าๆ หนึ่งในแอฟริกา”

ทีน่าสนใจก็คือเพลงที่โปรโมท ไม่ใช่ “หมีแพนด้า” แต่เป็นเพลง “กูขอร้อง” ซึ่งเลียนเสียงหลวงพ่อคูณ

แต่สุดโก้ก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง

“ปลายปี49 ก็มีคนโทรมาบอกว่า เพลงหมีแพนด้า มันมาแล้ว มันมาตามเว็บไซต์ และริงโทน ตอนแรกไม่เชื่อเลย พอนานวันเข้าก็มีคนโทรมาว่าอยากจะได้เพลงนี้ไปทำอะไรอีกหลายอย่าง และก็แรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงได้รู้ว่ามันเป็นความจริง”

แปลว่าดังโดยที่ไม่ได้ทำอะไรกับมัน

ดังทั้งๆที่ตนเองอาจหมดหวังไปแล้ว เนื่องจากซีดีวางตลาดมา 3 ปีแล้ว ตามปกติถ้าดังก็ต้องดังไปตั้งแต่ตอนนั้น แห่หามีใครรู้จักไม่

และที่น่าสนใจก็คือดังในกลุ่มตลาดที่ไม่ใช่ลูกทุ่งเสียด้วย นั่นคือดังจากอินเตอร์เน็ต

เป็น Viral Marketing ขนานแท้

บางคนเผยว่าเพลงหมีแพนด้าดังแจกเว็บแคมฟร็อกซึ่งมีคนไทยเข้าไปดูนับล้านคน

เพลงนี้เป็นเพลงที่ดีเจเปิดในเว็บ คนเข้าดูกันเยอะ ฟังแล้วชอบ เพราะแปลกดี ไม่เคยฟังเพลงแบบนี้ที่ไหนมาก่อน แถมยังสองแง่ สองง่าม ถูกใจวัยรุ่นเขาล่ะ ยิ่งไปเป็นเพลงเชียร์ในแคมฟร็อกด้วย ถือว่าอยู่ถูกที่ ถูกเวลา ก็เลยเผยแพร่ออกไปทางเน็ตอย่างต่อเนื่อง มีคนดาวโหลดกันสนั่นเมืองตามเว็บต่างๆ สุดท้ายเมื่อดังได้ถึงขนาด หนังสือพิมพ์เอาไปตีข่าวให้ดังระเบิดเถิดเทิง สรยุทธ ก็เอาไปอ่าน ช่องอื่นๆก็อ่านตามหนังสือพิมพ์ จากนั้นรายการต่างๆก็เชิญวงไฮโรไปออกตามช่องต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เจาะใจ

ถึงได้ดังระเบิดถึงขนาดนี้ไง

ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อนเสียด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญก็คือ กลุ่มที่ชื่นชอบนั้นไม่ใช่กลุ่มผู้ฟังลูกทุ่งด้วย

ตอนนี้วงลูกทุ่งเพิ่งจะเริ่มดัง

ความดังของปลื้มนั้นมีลักษณะคลับคล้ายกันกับเพลงหมีแพนด้า

นั่นคืออยู่ในตลาดมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่ดัง

ไม่ดัง แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีชื่อเสียงนะครับพี่น้อง

มีชื่อเสียง คนรู้จัก แต่ไม่มากและไม่ติดตา เคยเห็น แต่ไม่คิดจดจำชื่อ

ว่างั้นเถอะ

เพราะปลื้มอยู่ในตลาดเล็ก ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะที่เรียกว่า Niche Market ย่อมยากที่ดังแบบซุปเปอร์สตาร์ ทั้งๆที่ว่าไปแล้ว เขาอยู่ในตลาดนี้มานานแล้ว

จริงๆโปรดักส์อย่างปลื้มมีอยู่เยอะ นั่นคือคนดูเคยเห็นหน้า แต่ไม่สนใจจำชื่อ เพราะไม่ดังพอ

คนที่จะดังแบบสรยุทธ สุทธิชัยได้นั้น มีนับหัวได้

กนก ดังได้ก็เพราะคู่สรยุทธ

สรยุทธที่ไร้กนก ก็เหมือนขนมจีนที่ขาดน้ำยา

สรยุทธเองก็ขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว มีแต่วันร่วงหล่น

ตอนนี้จึงเป็นช่วงประคองตัว

เช่นเดียวกับเบิร์ด ธงไชย ที่เป็นดาวค้างฟ้ามากกว่าสองทศวรรษแล้ว จะลงก็ลงไม่ได้

เจ้าตัวเองก็ไม่อยากลง ยังสนุกอยู่ ตัวเองเล่นเองก็ได้ แต่เพื่อความแปลกใหม่ ทำให้สถานภาพซุปเปอร์สตาร์มั่นคงยิ่งขึ้น

เราถึงได้เห็นเสก โลโซและจินตหรา พูนลาภ ประกบเบิร์ด ขายดิบขายดีไปหลายชุด

สรยุทธก็เหมือนกัน

จริงๆเขาอยู่คนเดียวก็ได้นะ แต่ดูจะซีเรียสมากเกินไป เหมาะกับรายการถึงลูกถึงคน มากกว่าจะเป็น “เรื่องเล่าเช้านี้” ที่ต้องการเล่าข่าวเพื่อความบันเทิงมากกว่าต้องการสาระ

สรยุทธมีปัญหามาโดยตลอดเกี่ยวกับ “คู่” ของเขานี่แหละ เปลี่ยนกันมาหลาบรอบ ไม่ลงตัวสักกะที เรตติ้งสู้รายการผู้หญิงที่อยู่ถัดไปไม่ได้

พอสรยุทธดึงปลื้มเข้ามาเสริมทีม จึงเป็นอะไรที่ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก

ปลื้มมาเติมเต็มด้านเศรษฐกิจที่สรยุทธขาด

พลันที่ผมได้ยินข่าวว่าปลื้มจัดกับสรยุทธ ผมนึกในใจว่า “จะไปด้วยกันรอดรึ”

จริงๆผมพบปลื้มบ่อยมาก พบตั้งแต่เขามาเป็นผู้ประกาศข่าวที่ 11/1 ที่ผมเคยจัดรายการอยู่ที่นั่น เมื่อมาจัดรายการวิทยุที่อสมท. เวลาเลิกของผมตรงกับเวลาเลิกวิพากษ์หุ้นของเขาทางทีวีพอดี

แต่ไม่เคยพูดกันเลยสักครั้ง ทว่าผมติดตามเขามาโดยตลอด แต่ไม่ได้ดูประจำนะครับ

ดูเพื่อหาสไตล์น่ะครับ

ก็เพราะดูสไตล์ออกนี่แหละที่ผมคิดว่าเขาน่าจะอยู่กับสรยุทธไม่นาน
ปลื้มนั้นเป็นเบอร์หนึ่งมาโดยตลอด สไตล์ดุดัน รู้จริง กล้าแสดงความเห็น ไม่กลัวใคร ตามสไตล์ข่าวภาคภาษาอังกฤษ เมื่อเผชิญกับสรยุทธรุ่นเก๋า ซึ่งไม่ยอมให้เทียบเท่าตัวอยู่แล้ว คนที่อยู่กับสรยุทธได้ต้องยอมเป็นลูกคู่ ไม่เช่นนั้นก็ต้องแยกทางกันเดิน

ไม่ต้องแปลกใจว่าปลื้มอยู่กับสรยุทธไม่กี่เดือนก็ต้องจากไป

เพราะเสือสองตัวไม่อาจอยู่ถ้ำเดียวกันได้

อย่างไรก็ตาม ปลื้มก็ต้องขอบคุณสรยุทธ เพราะถ้าไม่ได้จัดรายการกับสรยุทธ เขาก็จะไม่ดังเป็นพลุแตกขนาดนี้

และคงไม่ได้พูดว่า “ทุกคนรู้จักผม แต่ยังไม่รู้จักนิสสันทีด้า” ที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์

ความสำเร็จของปลื้มนั้น ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

เขามีความรู้ความสามารถ กล้าแสดงออก เพียงแต่ขาดเวทีที่เหมาะสมกับตัวเขาเท่านั้น

เมื่อได้จัดรายการแมส มีผู้จัดรายการที่เป็นแม่เหล็ก และตัวเขาก็เติมเต็มได้อย่างเหมาะเจาะ ก็ประสบความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน

แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จของคนเราอยู่ถูกที่ ถูกเวลาและมีคู่หูที่เหมาะสม ก็จะเปล่งประกายฉายแสงแรงกล้า

จากดาวเคราะห์กลายเป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง

ถึงวันนั้นก็จะบินสูงได้

ดังนั้น ปลื้มจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้เงาของสรยุทธต่อไป

ส่วนจะประสบความสำเร็จขนาดไหนนั้น ในระยะยาวคงไม่อาจประเมินได้

ส่วนระยะสั้น ดังเป็นพลุแตกครับ

จัดมาเกือบ 10 ปี ไม่มีใครรู้จัก
จัดกับสรยุทธไม่กี่เดือน

กลายเป็นบุรุษเนื้อหอมแห่งปี

คิดถึงเพลงหมีแพนด้าจังเลย

Published in: on August 29, 2007 at 12:05 am Comments (11)

การตลาดสามารถใช้กับคนได้ไหมครับอาจารย์คอตเลอร์

คนก็สามารถมองว่าเป็นแบรนด์ได้

แน่นอน Madonna, Michael Jordan และ Jim Carrey คือแบรนด์

แบรนด์คือชุดของสัมพันธภาพที่เรามีกับคนหรือผลิตภัณฑ์ ด้วยเหตุนี้เองผู้คนจึงพยายามออกแบบและจัดการแบรนด์ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาสื่อเกี่ยวกับตัวอื่นไปสู่ผู้อื่น

พวกเขาอาจต้องการปลูกฝังคนผู้สร้างสรรค์ หรือคนทรหด หรือคนที่แคร์ผู้อื่น เพราะบางครั้งเขาอาจรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ทำให้บรรลุเป้าหมาย

ผู้มีชื่อเสียงและผู้ที่กำลังจะมีชื่อเสียงล้วนใช้บริการจากเอเยนซี่และบริษัทพีอาร์

ที่ปรึกษาเหล่านั้นจะแนะนำให้เปลี่ยนกิจกรรม พฤติกรรม ทัศนคติ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้คนเห็นมากขึ้น

การตลาดไม่สามารถสุ่มใครขึ้นมาสักคนและทำให้คนๆนั้นดังขึ้นมา

นักฟิสิกส์คงไม่สามารถชนะรางวัลโนเบลด้วยการทำการตลาดให้ตัวเอง

นักฟิสิกส์จะเพิ่มโอกาสส่วนใหญ่ด้วยการระบุปัญหาที่สำคัญได้ จากนั้นก็ทำวิจัยและท้ายสุดก็คือการสร้างความรู้ใหม่ๆ

Published in: on August 14, 2007 at 1:36 am Comments (5)

China Renaissance

เลสเตอร์ ทูโรว์ หนึ่งใน 16 กูรู แห่งหนังสือ “คิดใหม่เพื่ออนาคต”(Rethinking the Future) กล่าวถึงจีนว่า…

จีนต้องรักษาอัตราการเจริญเติบโตระดับสูงสุดไว้เป็นเวลากว่า 100 ปี จึงจะวิ่งไล่กวดประเทศโลกตะวันตกทัน

แล้วลองคิดดูว่าอีก 100 ปีข้างหน้า สหรัฐอเมริกา เยอรมนีและญี่ปุ่นจะวิ่งไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

ถึงที่สุดแล้วผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัวของจีนก็คงอยู่ในระดับครึ่งหรือสองในสามของประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อุบัติในขณะนี้ก็คือ ถนนทุกสายมุ่งสู่ประเทศจีน

แสดงให้เห็นว่า GDP ในภาพรวมของจีนไม่ได้มีความหมายอะไรเลย…

ย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ 7 ปี คำว่า Federation เป็นคำต้องห้ามในภาษาจีน บริษัทใดก็ตามที่ใช้คำนี้จักต้องถูกขอร้องให้เปลี่ยน แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบันก็คือจีนได้กลายเป็นสหพันธรัฐในทางปฏิบัติไปเสียแล้ว หากจะเป็นรองก็แต่เพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

จีนเป็นหนึ่งประเทศสองระบบ ถึงจะเป็นคอมมิวนิสต์แต่ระบบเศรษฐกิจได้กลายเป็นทุนนิยมไปแล้วในบางพื้นที่ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

รัฐบาลกลางควบคุมทั้งประเทศก็จริง แต่ในระดับท้องถิ่นจะมีรัฐบาลท้องถิ่นดูแลและมีอำนาจในการปกครองตนเอง หากเป็นท้องถิ่นที่รัฐบาลกลางเปิดโอกาสให้ใช้ระบบตลาดเสรี ท้องถิ่นเหล่านั้นก็จะกลายเป็น business unit ที่เป็น semiautonomous region’s state เฉกเช่นหน่วยธุรกิจในโลกตะวันตกไปโดยปริยาย
หากมองจีนแบบเลสเตอร์ ทูโรว์ ซึ่งเป็นการมองจีนแบบบูรณการ ศตวรรษที่ 21 ย่อมไม่ใช่ศตวรรษจีน แต่ทว่าหากมองเฉพาะการเติบโตเศรษฐกิจในส่วนที่เปิดเสรี จีนคือพญามังกรที่ฟื้นจากการหลับใหลและพร้อมทะยานฟ้าแล้ว

เคนอิชิ โอมาเอะ เอกอัครมหาคุรุคนเดียวของญี่ปุ่นถึงกับระบุว่า…

ไม่เกินสองทศวรรษจากนี้ไป จีนจะกลายเป็นเสาหลักทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง พญามังกรจะครอบงำทั้ง Politic และ Marketplace

เปี่ยมด้วยนวัตกรรมและฟื้นตัวเร็วแม้จะเผชิญความยากลำบากในอนาคต

อิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศและความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจะแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด จะเป็นรองก็เฉพาะสหรัฐอเมริกาเท่านั้น…

การก้าวขึ้นสู่ความเป็นอภิมหาอำนาจในประวัติศาสตร์โลกนั้นมักจะมีการเปลี่ยนกันทุกศตวรรษ

ต้นศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาเริ่มคืบคลานเติบใหญ่จนกระทั่งกลายเป็นอภิมหาอำนาจในเวลาต่อมา

หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมอังกฤษเริ่มฉายแววโดดเด่นกระทั่งในที่สุดก็กลายเป็น Super Power ไปในที่สุด

มิพักต้องเอ่ยถึงมหาอาณาจักรโรมันที่ครองโลกมานานหลายศตวรรษ

มองโกลก็เคยเหยียบโลกไว้ใต้ฝ่าเท้านานนับศตวรรษ ไม่ต้องพูดถึงอเล็กซานเดอร์มหาราชที่สยบโลกไว้พักใหญ่

การก้าวขึ้นสู่ฐานภาพอภิมหาอำนาจของจีนไม่ได้เกิดจากการฟลุ๊ค หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวแต่อย่างใด แต่ทว่าเกิดจากการปรับโครงสร้าง จัดทัพ ปรับกำลังคนในทุกๆส่วนอย่างต่อเนื่องและยาวนานจวบจนกระทั่งส่งผลมาตราบกระทั่งทุกวันนี้

ยุคสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ(Renaissance)กำลังเกิดขึ้นในประเทศจีนเช่นเดียวกับที่เกิดในยุโรปหลังพ้นยุคมืด

จีนเป็นประเทศที่ทุนทางอารยธรรมสูงที่สุดในบรรดาประเทศทั้งหลายทั้งปวง เพราะจีนเป็นประเทศเดียวที่มีความต่อเนื่องทางอารยธรรมกว่า 5,000 ปีโดยไม่ถูกทำลายล้างเฉกเช่นอารยธรรมอื่นๆ

คนจีนเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ชาญฉลาดที่สุดเผ่าพันธุ์หนึ่ง

สิ่งประดิษฐ์ต่างๆหลายชนิดริเริ่มจากประเทศจีนเพียงแต่ไม่ได้ถูกสานต่ออย่างเป็นระบบและคนจีนฆ่าฟันกันเองมากจนเกินไปเท่านั้น

จีนเป็นชนชาตินักคิด

พวกเขารู้ว่าความคิดหนึ่งๆจะใช้ได้ในห้วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อถึงห้วงเวลาหนึ่งความคิดหนึ่งๆจะใช้ได้ผลแล้ว คนจีนจะคิดหาวิธีใหม่

สภาพเช่นนี้สอดคล้องต่อยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการโดยแท้

เมื่อมันถูกนำมาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

พญามังกรตนนี้จะน่ากลัวเอามาก ๆ

ไม่เพียงเฉพาะดาวบริวารไม่แถบเอเชีย…

แม้แต่สหรัฐอเมริกาและยุโรปก็ต้องสยิว…

Published in: on August 11, 2007 at 11:25 pm Comments (8)

Innovation is not enough

ในบรรดาหัวใจทางความคิดของเหล่าปรมาจารย์ทางการจัดการและกลยุทธ์ที่นำเสนอในหนังสือ “คิดใหม่เพื่ออนาคต”(Rethinking The Future) นั้น การสร้างนวัตกรรมถือว่ามีความสำคัญอยู่ในอันดับหนึ่ง

ไมเคิล อี.พอร์เตอร์ กูรูกลยุทธ์ที่โดดเด่นที่สุดของโลกในรอบสามสิบปีกล่าวว่าหนึ่งในความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21 คือความได้เปรียบทางนวัตกรรม(Innovation Advantage)

นวัตกรรมโยงใยกับทิศทางด้านกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง นวัตกรรมที่กำลังดำเนินอยู่จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์เชิงยุทธ์ด้วย

แกรี่ ฮาเมล กูรูกลยุทธ์รุ่นใหม่ที่มาแรงที่สุดกล่าวว่าการ invent อนาคตใหม่ด้วยจินตนาการนั้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผู้นำองค์กร แต่ทว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ของคนที่ล้อมรอบซึ่งผู้นำมีปฏิสัมพันธ์ด้วย

ปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ อภิมหาปรมาจารย์เจ้าของฉายา “บิดาแห่งการจัดการ” เขียนบทความ Innovation or Die อีกครั้งหลังจากเขียน Innovation and Entrepreneurship เมื่อหลายทศวรรษก่อน

ดูเหมือนว่าโลกธุรกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ก่อนที่ “จิวยี่” จะรากเลือดตายในเรื่องสามก๊กนั้น เขาได้กล่าวอมตะวาจาประโยคหนึ่งว่า “ฟ้าให้จิวยี่มาเกิด ไฉนให้ขงเบ้งมาเกิดด้วยเล่า”

หากจะปรับให้เข้ากับท้องเรื่องของบทความชิ้นนี้ก็คือ “ฟ้าให้กำเนิดนวัตกรรม ไฉนอุ้มบุญ CopyCat ออกมาด้วยเล่า”

ดูเหมือนวัตกรรมคือจุดสูงสุดของธุรกิจ บริษัททั้งหลายทั้งปวงจึงมุ่งเน้นในการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปสู่นวัตกรรม เลสเตอร์ ทูโรว์ เขียนใน “คิดใหม่เพื่ออนาคต” ว่าเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอัตรา GDP เฉลี่ยต่อหัว 30-40%ของเนเธอร์แลนด์เท่านั้น แต่ทว่าเกาหลีใต้ลงทุนด้าน R&D ในอัตราส่วนที่มากกว่าเนเธอร์แลนด์ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเกาหลีใต้จึงเป็นประเทศที่อุมด้วยนวัตกรรมและก้าวไปสู่แถวหน้าของเอเชียในปัจจุบัน

แต่นวัตกรรมไม่ได้ดำรงอยู่ได้นาน เปรียบเสมือน “กระดานหมากล้อม” เมื่อมีหมากขาวก็ย่อมต้องมีหมากดำ มีนวัตกรรมก็ต้องมีผู้ลอกเลียนแบบหรือ Copy Cat

BusinessWeek เรียกเศรษฐกิจที่มีการลอกเลียนแบบเป็นสรณะว่า Copy Cat Economy

เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้การก๊อปปี้ง่ายเพียงชั่วข้ามคืน

Entry Barrier ในการก้าวเข้าสู่ชมรม Copy Cat แทบจะกลายเป็นศูนย์

คำถามที่น่าสนใจก็คือแล้วจะสร้างนวัตกรรมกันไปทำไม เพราะนวัตกรรมในด้านหนึ่งก็คือความสุ่มเสี่ยงต่อความล้มเหลวและต้นทุนมหาศาลที่ลงไปก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้

สู้ปล่อยให้องค์กรที่คลั่งไคล้ไหลหลงนวัตกรรมทุ่มเทงบประมาณกับ R&D และทดลองตลาดไปให้เห็นว่าประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนแล้วค่อยกระโดดไปก็ไม่สาย

ในแง่นี้ Copy Cat ย่อมเป็นคำตอบสุดท้าย

เมื่อ SONY ประกาศส่งนวัตกรรมจอแบนลงสู่ตลาดเมื่อสองปีก่อนนั้นเป็นที่ฮือฮามากเพราะ SONY ใช้ทั้งราคาและนวัตกรรมไล่ขยี้คู่แข่งจมเขี้ยว แต่ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่เดือน ทีวีทุกแบรนด์กลายเป็นจอแบนไปทั้งหมด

SONY จึงต้อง Innovate อีกครั้งด้วยการออกจอแบนแบบใหม่ที่เฉียบคมด้วยดีไซน์และคมชัดมากกว่าแบรนด์อื่นๆ

แต่ SONY จะนำหน้าไปได้สักกี่เดือน

เช่นเดียวกับฟอร์ดปิ๊กอัพรุ่นตู้กับข้าวที่เปิดได้สี่ประตูที่นำหน้าเหนือกว่าปิ๊กอัพแบรนด์อื่นที่ยังตามไม่ทัน

แต่ฟอร์ดจะนำหน้าในฐานะ Innovator อยู่ได้กี่เดือน

ซึ่งก็หมายความว่า Innovation is not enough

เพราะทุกบริษัทต่าง Innovate กันหมด

Copy Cat ก็ลุยลอกกันชั่วข้ามคืน

อย่างนั้นอะไรคือคำตอบสุดท้าย

อัล รีย์ กล่าวไว้ในคิดใหม่เพื่ออนาคต ว่าต้องสร้างแบรนด์ผูกขาดไร้คู่แข่งขัน

เฉกเช่นที่ไมโครซอฟท์ทำได้กับ Window

เพียงแต่ว่าการผูกขาดยุคนี้ทำได้ไม่ง่าย

แต่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้เลย!!!

Published in: on August 6, 2007 at 9:59 pm Comments (15)