Archive for July, 2007

ความท้าทายทางการตลาด-ฟิลิป คอตเลอร์

ความท้าทายที่การตลาดกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันคืออะไรครับอาจารย์?

ผู้คนกำลังสับสนการตลาดว่าคือการขาย

ผมต้องเตือนให้ผู้ฟังพึงระลึกว่าการตลาดเป็นมากกว่าการขาย “ของ”

การตลาดเริ่มต้นนานหลายเพลาก่อนที่จะมีผลิตภัณฑ์ และการตลาดก็ยังต่อเนื่องสืบไปหลังจากขายสินค้าได้แล้ว

การตลาดคือเครื่องมือสำหรับ…

…การซอยตลาด(segment market)

…ค้นพบความจำเป็นที่ยังไม่ได้รับการสนอง(discovering unmet demand)

…และสร้างทางแก้ปัญหาใหม่ๆ

เมื่อทำได้ดีถึงขนาด การตลาดสร้างอนาคตบริษัท

ความท้าทายอื่นๆก็คือหาหนทางใหม่ๆเพื่อนำสาร(message)และสิ่งที่นำเสนอ(offering)ไปให้ผู้คนที่จะได้ประโยชน์

โฆษณาคือพลังสำคัญที่จะเข้าถึงมวลชนส่วนใหญ่ ทว่าประสิทธิผล(โดยเฉพาะช่วงสามสิบวินาทีแรก) เริ่มลดลง
สารที่มากเกินไป คนหาซื้อเครื่องมือเพื่อหนีโฆษณา และยุ่งกับกิจกรรมอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น อินเตอร์เน็ต, วิดีโอเกม ,อีเมล์ ฯลฯ

การทำให้คนสนใจในช่วงสิบวินาทีแรก ยากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้บริโภคบางคนหลีกหนีราวกับกับโรคระบาด

เราจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากพวกเขาก่อนจะส่งสาร

ความท้าทายประการต่อไปก็คือ ลูกค้ามีการศึกษาและมีความรู้เกี่ยวกับตลาดเพียงมากกว่าแต่ก่อน เพียงแต่การหาข้อมูล
เปรียบราคาและคุณสมบัติในสินค้าหมวดหมู่ใดก็ได้ที่พวกเขาสนใจ

ลูกค้าจะให้ความใส่ใจกับผู้ที่เสนอราคาต่ำสุด

นักการตลาดถูกท้าทายให้สร้างความแตกต่างในสินค้าและบริการทั้งในเชิงจิตวิทยาและสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง

ผู้บริหารระดับสูงท้าทายนักการตลาดว่าให้ใช้เงินให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น พวกเขาและผู้บริหารการเงินต้องการรู้ว่าเงินที่ถูกหว่านเพื่อการตลาดนั้นก่อดอกออกผลจริงจัง

Comments (7)

การตลาดธุรกิจขนาดเล็ก-ฟิลิป คอตเลอร์

สิ่งที่ธุรกิจขนาดเล็กสามารถทำเพื่อพัฒนาประสิทธิผลทางการตลาดคืออะไรครับ

ผู้บริหารในธุรกิจขนาดเล็กทำหลายอย่างได้เพื่อเรียนเกี่ยวกับการตลาดที่มีประสิทธิผล

พวกเขาสามารถอ่านตำราการตลาด หรือนิตยสารการตลาดซึ่งอธิบายและให้รายละเอียดเกี่ยวกับทฤษฎีและหลักปฏิบัติทางการตลาด

พวกเขาสามารถไปอบรมคอร์สสั้นๆที่จัดโดยโรงเรียนธุรกิจต่างๆ

พวกเขาสามารถจ้างอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อเป็นที่ปรึกษานอกเวลา

พวกเขาสามารถจัดโครงการในชั้นเรียนภายใต้การดูแลของอาจารย์

พวกเขาสามารถขอความ1คิดทางการตลาดจากเอเยนซี่โฆษณา

สุดท้ายก็สามารถนำนักการตลาดมืออาชีพมาช่วย

บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถใช้การวิจัยตลาดต้นทุนต่ำ (โฟกัสกรุ๊ป) และการส่งเสริมการขายต้นทุนต่ำ(แผ่นปลิว และประชาสัมพันธ์)

มีหนังสือเป็นชุดเกี่ยวกับ “การตลาดกองโจร” เกี่ยวยุทธวิธีและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการสร้างความตระหนักและการให้คนทดลองใช้ผลิตภัณฑ์

บริษัทเล็กๆสามารถชนะบริษัทใหญ่ได้ใน 4 ทางด้วยกัน คือ

1. กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดเฉพาะ
2. ยืดหยุ่นในด้านการออกแบบสินค้าและบริการ
3. ให้บริการที่เยี่ยมยอด
4. สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับลูกค้า

จากหนังสือคุณถาม คอตเลอร์ตอบ

Comments (37)

Positioning

ผมรู้จัก อัล รีย์ และ แจ็ค เทร้าท์ ครั้งแรกเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อนจากการอ่านหนังสือสองเล่ม… Positioning : The Battle for Your Mind และ Marketing Warfare…

ทั้งสองเล่มอ่านฉบับแปลภาษาไทย ผลงานการแปลของ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ซึ่งเมื่อยี่สิบปีที่แล้วกำลังคึก เพิ่งจบจากวาร์ตันมาใหม่ๆ แปลผลงานคลาสสิกออกมาเป็นจำนวนสองเล่ม ในจำนวนนั้นรวมผลงานคลาสสิกทั้งสองชิ้นของรีย์และเทร้าท์เอาไว้ด้วย

อัล รีย์ และ แจ็ค เทร้าท์ เป็นนักโฆษณาที่ตอนผันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจการให้คำปรึกษาทางการตลาด ในคัมภีร์ที่ว่าด้วยกูรูเกือบทุกสำนักไม่ปรากฏว่ามีการจัดสองกุมารการตลาดคู่นี้ไว้ในฐานะกูรูการตลาด แต่อิทธิพลจากหนังสือที่สองกุมารเขียนไว้นั้นสูงมาก

อัล รีย์ และ แจ็ค เทร้าส์ ปัจจุบันแยกกันเขียนโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกับ แกรี่ ฮาเมล และ ซี.เค.พาฮาลัด ที่ดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อเขียน Competing for the Future ร่วมกัน

แต่ทว่าเมื่อแยกกันก็ไม่โด่งดังเท่าเมื่อเขียนร่วมกัน Rowan Gibson รู้เหมือนว่าถ้าจะเขียนถึงสองคนนี้ก็ต้องสัมภาษณ์คู่ เพราะเดี๋ยวจะไม่มีพลัง

อัล รีย์ และ แจ็ค เทร้าท์ จึงเป็นกูรูชุดเดียวที่ออกมาเป็นคู่ BE Focus

อัล รีย์ ชี้ให้เห็นว่า ยิ่งตลาดใหญ่ขึ้น ก็ต้องสร้างผลิตภัณฑ์เฉพาะมากขึ้น

หากคุณต้องการประสบความสำเร็จ

เขาเปรียบเทียบให้ฟังว่าถ้าเราอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่อเมริกา ย่านตะวันตกที่มีผู้คนอาศัยอยู่เพียง 100 กว่าคนเท่านั้น เมืองแบบนั้นจะมีร้านขายของชำแต่เพียงร้านเดียวก็พอ ร้านนี้จะมีทุกอย่างหมดเลย เช่น หน้าร้านเป็นปั๊มน้ำมัน ในร้านขายโชวห่วย และยังมีเสื้อผ้า รองเท้า มีด ปืนล่าสัตว์ ฯลฯ

แต่ถ้าคุณอยู่กลางกรุงเทพมหานครแล้วเปิดร้านแบบนี้ก็แย่ เพราะคนจะมีทางเลือกเยอะมาก ปั๊มน้ำมันเกลื่อนเมือง ร้านเสื้อผ้า ร้านขายของชำ ร้านขายของเดินป่า เต็มกรุงเทพฯ สิ่งที่ธุรกิจต้องทำก็คือ ยิ่งตลาดใหญ่มากเท่าไหร่ ก็ต้องทำธุรกิจเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเท่านั้น

หากต้องการประสบความสำเร็จ มันถูกต้องสำหรับธุรกิจค้าปลีกและสำหรับทุกอุตสาหกรรมด้วย

คำแนะนำของ อัล รีย์ ที่มีต่อบริษัทขนาดใหญ่ก็คือจงโฟกัส รีย์ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทไอบีเอ็มที่ทำทุกอย่างก่อนหน้านี้ เขาบอกว่าไอบีเอ็มควรกำจัดทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลักและโฟกัสไปยังธุรกิจที่เป็นอนาคตของบริษัท

“ถ้าผมบริหารไอบีเอ็ม ผมจะโฟกัสไปที่ Client-Server, เมนเฟรมผมจะออกจากธุรกิจพีซีและซอฟต์แวร์”

ซึ่งไอบีเอ็มก็ทำแบบนั้น แถมยังเน้นไปที่ธุรกิจบริการอีกต่างหาก ซึ่งเป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิมซึ่งได้ผลดีมาก

ขณะที่ธุรกิจ Go Global ต้อง Narrow Focus สู่ Niche Market ของตลาดโลก และขั้นต่อไปก็คือ การเป็นเจ้าของคำๆ เดียวในใจกลุ่มมุ่งหวัง

แนวความคิดเรื่องโฟกัสนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่ อัล รีย์ เป็นคนแรกที่พูด ทอม ปีเตอร์ส ผู้เขียนผลงานสะท้านโลก In Search of Excellence ได้เขียนถึงคุณสมบัติของบริษัทชั้นเลิศข้อแรกคือ… Stick to its Knitting จงทำในสิ่งที่ตนเองถนัด อย่างที่ แกรี่ ฮาเมล และ ซี.เค.พาฮาลัด บอกว่าต้องสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะ (Core Competencies)

แจ็ค เทร้าส์ เสริมว่าบริษัทต้องไม่เลอะเลือน เพราะถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ บริษัทจำนวนมากจะทำให้ตนเองสับสน ขยายออกนอกธุรกิจหลักมากจนเกินไ

อัล รีย์ ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุที่บริษัทจำนวนมากเกิดมีปัญหาด้านโฟกัสนั้นโดยการเปรียบเทียบกับตู้เสื้อผ้าซึ่งเริ่มต้นด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย สุดท้ายก็จบลงด้วยสภาพที่ยุ่งเหยิงอย่างไม่น่าเชื่อ

วอลโว่เริ่มต้นด้วยการโฟกัสที่ Safety แต่ถ้าหาก CEO ไม่ตอกย้ำคำว่า “Safety Safety Safety” ไปเรื่อยๆ ที่สุดวอลโว่จะผลิตรถออกมาทุกชนิด ซึ่งได้ทำแล้วด้วย

บริษัทในลักษณ์นี้เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อทำธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งประสบความสำเร็จแล้วก็มักจะเกิดความฮึกเหิมคิดว่าจะทำอะไรทุกอย่างได้ตามใจปรารถนา แทนที่จะโฟกัสให้แคบลงและลุกขึ้นยืนเพื่อบางสิ่งบางอย่าง พวกเขากลับขยายออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะโฟกัส ก็เหมือนที่วอลโว่คิดนั่นเอง “ถ้าเราขายรถที่ปลอดภัยได้ เราก็ขายรถที่ไม่ปลอดภัยได้เช่นกัน”

Rethinking Positioning

คนที่รู้จัก อัล รีย์ และ แจ็ค เทร้าท์ จะจำได้ว่าเขาทั้งสองเป็นผู้เสนอแนวความคิดเรื่องการวางตำแหน่งหรือ Positioning จนกระทั่งได้ได้รับความนิยมอย่างมาก(แต่เมื่อเทียบคำว่า Brand แล้ว Positioning สู้ไม่ได้หรอกนะ ขอบอก…)

เทร้าท์บอกใน “คิดใหม่เพื่ออนาคต” ว่า Perception คือสิ่งที่สร้างหรือทำลายคุณได้ ซึ่งหมายความว่า… คุณจะชนะหรือพ่ายแพ้ในใจลูกค้าและกลุ่มมุ่งหวัง การเข้าถึงจิตใจลูกค้าเป็นงานที่ยากแสนเข็ญเอามากๆ

การ Positioning ในปัจจุบันเป็นเรื่องยากมากเมื่อเปรียบเทียบกับสิบหรือยี่สิบปีที่แล้ว ทุกวันนี้มีการสื่อสารมากเกินไป

Positioning ที่เคยใช้ได้ผลเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว อาจจะเดี้ยงในยุคสมัยนี้ก็เป็นได้ ดังนั้น ยุคนี้ไม่ใช่ยุคของ Positioning (จริงๆเป็น BrandAge ต่างหาก) แต่เป็นยุคแห่งการ RePositioning

บริษัทในสหรัฐนั้นจะเข้าสู่จุดคับขันในอดีตเพราะขยายไลน์สินค้ามากจนเกินไป หรือไม่ก็ขยายตัวออกนอกธุรกิจที่แตกต่างมากจนเกินไป

ปัญหาการ OverDiversified นั้นทำให้บริษัทจำนวนมากกลายเป็น Monster ดังนั้น สิ่งที่เราจะเห็นได้ในปัจจุบันก็คือ บริษัทเหล่านี้กำลัง ReFocus ในธุรกิจดั้งเดิมของตนเอง ละทิ้งกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก

บริษัทประเภทดังกล่าวกำลังได้รับบทเรียนและบัดนี้กำลังกลับฐานที่ตั้งเดิมของตน กลับไปทำในสิ่งที่ตนเองถนัด ซึ่งก็คือ RePositioning นั่นเอง ยกตัวอย่าง เช่น บุหรี่มาร์ลโบโร ซึ่งละเลือนไปพักใหญ่

ทว่าตอนนี้ได้หันกลับไปสู่คาวบอยและความเรียบง่าย คุณจะไม่ได้เห็นมาร์ลโบโรรสเมนทอลอีกต่อไป เพราะคาวบอยตัวจริงจะไม่สูบบุหรี่รสเมนทอล ขณะที่โลกเปลี่ยน บริษัทจำต้อง RePositioning เพื่ออนาคต

อย่างไรก็ตาม แจ็ค เทร้าท์ บอกว่าการ RePositioning จากจุด A ไปจุด B เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก

บางครั้งกระบวนการ Repositioning อาจทำให้แทบกระอักเลือด เนื่องเพราะการเปลี่ยน Perception ของคนเป็นเรื่องยาก

อัล รีย์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าเมื่อบริษัทใหญ่ขึ้นขั้นหนึ่งบริษัทต้องมี MultiFocus แทนที่จะมีโฟกัสเดียว แต่บริษัทต้องดูแลแบรนด์ที่สอง เช่น เลกซัสของโตโยต้า หรือดอกเกอร์ของลีวายส์ ในฐานะแบรนด์ที่แยกออกไปต่างหาก

ความลับของ Multi-Focus Strategy จะได้ผลก็ต่อเมื่อมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างแบรนด์ต่างๆ ครั้งหนึ่งจีเอ็มเคยใช้ Multi-Focus Strategy กับทั้ง 5 แบรนด์ในสังกัด

คือเชฟโรเล็ต…

ปอนเตี๊ยก…

โอลสโมบิ้ล…

บูอิก…

และคาดิลแล็ก…

ทว่าในฐานะบริษัทแล้วยังคงมีโฟกัสเดียวคือ รถยนต์ โฟล์คสวาเกนเป็นตัวอย่างของบริษัทที่ไม่มีโฟกัส

บริษัทนี้เป็นเบอร์หนึ่งในยุโรปก็จริง แต่ทว่าย่ำแย่ในสหรัฐ เพราะโฟล์คสวาเกนพยายามทำตลาดรถของตนเช่นเดียวกับที่ทำในยุโรปในฐานะสายผลิตภัณฑ์ของรถยนต์ชั้นยอด

ในอีกด้านหนึ่งความคิดในการนำโฟล์คเต่ากลับมาทำใหม่นั้นเป็นความคิดที่เยี่ยมยอดเอามากๆ เพราะมันเป็นการนำเสนอสิ่งที่โฟล์คสวาเกนยังคงอยู่ในจิตใจของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็คือ เล็ก น่าเกลียด ไว้ใจได้และไม่แพง

การตลาดคือสมรภูมิที่เกิดในใจ

ตราบใดที่บริษัทกลับไปสู่สิ่งที่อยู่ในจิตใจของผู้บริโภค นั่นแหละจะได้ผล

ข่าวดีก็คือ ถ้าคุณจับจองตำแหน่งที่แข็งแกร่งในจิตใจของกลุ่มเป้าหมาย คุณจะเก็บเกี่ยวตำแหน่งนั้นไปชั่วนิรันดร์

ข่าวร้ายก็คือ คุณไม่เปลี่ยนตำแหน่งนั้นได้อย่างง่ายดาย

Comments (9)

ไตรภาคความเสี่ยง ตอน 2 มาแล้วจ้า

ไตรภาคของความเสี่ยง (Risk) และ ความไม่แน่นอน (Uncertainty)
ตอน ภาค 2 ท่านจัดอยู่ในประเภทกลุ่มเสี่ยงหรือไม่
ดร. วรัณทัต ดุลยพฤกษ์

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักเบื้องต้นกับเจ้าพี่น้องความเสี่ยง (Risk) และความไม่แน่นอน (Uncertainty) มาแล้ว ผมได้ทิ้งท้ายคราวที่แล้วถึงประเภทของคน 3 กลุ่มที่มองความเสี่ยงต่างกันครับ ก่อนที่จะให้ท่านทั้งหลายเลือกจัดกลุ่มที่เหมาะสม ผมขอแนะนำตัวแปรอีกหนึ่งตัวเพิ่มเติมสักเล็กน้อยครับ

ตัวแปรที่ว่านี้มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า Certainty Equivalent ครับ ขอตั้งชื่อไทยแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า
‘ มูลค่าของตาย ‘ โดยเจ้ามูลค่าของตายที่ว่านี้เป็นมูลค่าที่ปราศจากความเสี่ยง พูดง่าย ๆ ว่า ได้แน่นอนแบบสิ่งที่เรามักเรียกติดปากว่า ‘ ของตาย ‘

เอาเป็นว่า ถ้าท่านมีโอกาสเล่นเกมโชว์ในโทรทัศน์ ถึงรอบสุดท้ายพิธีกรประจำรายการให้ท่านเลือกเปิดประตูดวงสองประตู

โดยประตูใดหนึ่งในนั้นจะเป็นรางวัลเงินสดมูลค่า 10,000 บาท ส่วนประตูที่เหลือท่านจะได้เพียงแค่เสียงปรบมือโห่ร้องจากกองเชียร์

ท้ายที่สุด พิธีกรก็จะเสนอทางเลือก(ที่จะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของรายการ) โดยให้ท่านตัดสินใจรับเงินสดทันที 3,000 บาทโดยไม่ต้องเปิดประตูดวงดังกล่าวเลย

จากการคำนวณมูลค่าความคาดหวัง(Expected Value) จากคราวที่แล้วจะบอกท่านว่า

ถ้าท่านเลือกเปิดประตูดวง มูลค่าความคาดหวังจะเท่ากับ 5,000 บาทนั่นเอง (มาจาก 10,000 บาทคูณความน่าจะเป็น 0.5 ถ้าท่านเปิดถูกประตู แล้วนำมารวมกับ 0 บาท คูณกับความน่าจะเป็น 0.5 ถ้าท่านเปิดผิดประตู)

ลองคิดดูครับ ว่าท่านจะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงดีเมื่อเทียบกับเงินสด 3,000 บาทที่พิธีกรเสนอให้ซึ่งในที่นี้คือ มูลค่าของตาย นั่นเองครับ

ถ้าท่านเลือกที่จะเสี่ยง เพราะเนื่องจากว่า ท่านคิดว่าท่านเป็นคนเหนือดวง หรือทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เขาบอกว่า ท่านมีความรู้สึกว่าเงินสด 3,000 บาทดังกล่าวยังไม่สามารถทำให้ท่านพึงพอใจที่จะหยุดการเสี่ยงดวงครั้งนี้

หากจะให้เขาหยุดเสี่ยงดวงพิธีกรจะต้องเสนอเงินที่มากกว่ามูลค่าความคาดหวัง ทางเศรษฐศาสตร์บอกว่าท่านเป็นคนที่ชอบความเสี่ยง หรือ Risk Loving นั่นเองครับ

ถ้าท่านเลือกที่จะไม่เสี่ยงและรับเงินสด 3,000 บาทกลับบ้านเพราะรู้สึกได้ถึงความพอเพียงที่จะได้รับโดยไม่ต้องเสี่ยง ท่านจัดอยู่ในกลุ่ม พวกที่ไม่ชอบความเสี่ยง หรือ Risk Averse ครับ เพราะกลุ่มนี้ชอบของตายที่ได้แน่นอนมากกว่าของที่ต้องเสี่ยงครับ

กลุ่มสุดท้าย หรือกลุ่มพวกที่เฉย ๆ หรือ ไม่รู้สึกแตกต่างกับการเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง (Risk Neutral)

กลุ่มนี้จะใช้การเปรียบเทียบกันระหว่างมูลค่าของตายกับมูลค่าความคาดหวัง

ทางกลุ่มนี้จะไม่มีความรู้สึกแตกต่างกันระหว่างการเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงหากมูลค่าทั้งสองอย่างเท่ากันครับ

คือพูดง่าย ๆ ว่า พิธีกรต้องเสนอเงินมากกว่ามูลค่าความคาดหวัง เขาถึงจะไม่เสี่ยงแน่นอนครับ ในการนี้

โดยเนื่องจากเงิน 3,000 บาทมันยังน้อยกว่ามูลค่าความคาดหวังดังกล่าว ผมฟันธงว่า กลุ่มนี้จะเสี่ยงเปิดประตูดวงในรอบนี้ครับ

สรุปแล้วว่า ถ้าพิธีกรเสนอเงินสดเท่ากับมูลค่าความคาดหวังในครั้งนี้นั่นคือ 5,000 บาท ทางรายการเกมโชว์ก็มีโอกาสสูงที่จะลดต้นทุนเงินรางวัลได้ (แทนที่จะจ่ายสูงสุด 10,000 กลับจ่ายแค่ 5,000 บาท)

เพราะคนในกลุ่ม Risk Neutral และ Risk Averse มีโอกาสสูงที่เขาจะมาเลือกที่จะไม่เสี่ยงและรับเงินสดแทนครับ

ต้องหมายเหตุไว้สักนิดหนึ่งครับว่า มันอาจจะมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมการเสี่ยงได้

ถ้าอิงจากตัวอย่างดังกล่าว เสียงเชียร์จากห้องส่งผนวกกับความกดดันจากการพยายามรักษาภาพลักษณ์ว่าเป็นคนที่กล้าเสี่ยง อาจจะทำให้เกิดการตัดสินใจชั่ววูปไปในทิศทางที่ทฤษฎีไม่ได้กำหนดไว้ครับ

และผมก็เชื่อว่า คน ๆ เดียวกันอาจอยู่ได้ทั้ง 3 กลุ่ม โดยขึ้นอยู่กับเพศ อายุ ความรู้ ประสบการณ์ และ ฐานะทางเศรษฐกิจ รวมถึงความสำคัญของเรื่องที่จะต้องเสี่ยงครับ

ประเด็นเรื่องเพศ เพศชายโดยส่วนใหญ่จะชอบการเสี่ยงมากกว่าเพศหญิงครับ

อันนี้สังเกตได้จากการใช้ชีวิตของผู้ชายครับ ตั้งแต่เด็กจนโตมา ธรรมชาติสร้างมาให้สมบุกสมบันได้มากกว่าเพศหญิง พูดง่าย ๆ ว่ากล้าได้กล้าเสียครับ ยกตัวอย่างพวกกีฬาต่าง ๆ ผู้ชายจะชอบดูมากกว่าผู้หญิงเพราะติดนิสัยชอบลุ้นครับ

อายุ ประเด็นนี้จะสามารถเชื่อมโยงกับความรู้ ประสบการณ์ และ ฐานะทางเศรษฐกิจด้วยครับ แต่มองในส่วนของอายุก่อน

คนที่อายุน้อยกว่าอาจมีความรู้สึกที่อยากจะท้าท้ายอยากลองสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าคนที่อายุมากขึ้นครับ อาจจะด้วยความคะนองของวัยที่กำลังเติบโต หรือ การถูกชักจูงง่ายโดยไม่ต้องมากเหตุผลครับ

ทางด้านความรู้ มาคู่กับประสบการณ์ ยิ่งข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ที่มีมากขึ้น คนส่วนใหญ่จะมีวิจารณญาณในการคิดและตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล (Rational Thinking and Decision Making) เมื่อมีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น

ฐานะทางเศรษฐกิจก็มีส่วนครับ โดยส่วนใหญ่แล้วพวกที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีมักจะไม่ค่อยอยากเสี่ยงครับ อาจเป็นเพราะมีเงินในกระเป๋ามาก จึงทำให้มีโอกาสเลือกมากกว่าและอาจจะไม่อยากเสียเวลามาเสี่ยง

แต่กลุ่มนี้ต้องวิเคราะห์ให้ลึกหน่อยครับ ว่าพื้นฐานการมั่งคั่งทางเศรษฐกิจดังกล่าวมีที่มาอย่างไร

ถ้าโตมาแบบเสี่ยงตลอดตั้งแต่การปฏิสนธิ แล้วใช้ชีวิตมาด้วยความเสี่ยงตลอดพวกนี้อาจจะมีมุมมองต่างกันกับส่วนใหญ่ที่ผมว่าไว้ครับ

หรือไม่ก็มีเงินมากจนไม่รู้จะทำอะไร โดยเฉพาะเงินหาง่ายจนแทบไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของเงิน แถมเสียเท่าไรก็ยังมีจ่ายแบบเหลือเฟือ ก็อาจจะชอบเสี่ยงครับ

ประเด็นที่จะมองรวมของอายุ ความรู้ ประสบการณ์ และ ฐานะทางเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ตอนที่เราเป็นเด็กนั้น โดยพลังชีวิตที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ ความรู้ยังอยู่ในระหว่างการอัดเข้าไปในสมอง ประสบการณ์อาจมีแต่ยังไม่มากพอ และ ยิ่งมีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่าย (พูดง่าย ๆ ว่าทำได้หนูรับ แต่ถ้าเสียพ่อแม่จ่าย)

คงเดากันได้นะครับว่า น่าจะชอบเสี่ยงมากกว่าไม่เสี่ยงครับ

ความสำคัญของเรื่องที่จะต้องเสี่ยง อธิบายง่าย ๆ ว่า เรื่องสำคัญคอขาดบาดตาย โดยส่วนใหญ่คนจะไม่กล้าเสี่ยงครับ

โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องของคนที่เรารักและหวงแหนเช่น ลูกบังเกิดเกล้า หากภาวะทางเศรษฐกิจไม่บังคับ คุณพ่อคุณแม่ย่อมหาสิ่งที่ดีๆ ที่สุดมาให้ครับ (ลูกไม่ได้ร้องขอแต่พ่อแม่จัดให้ครับ)

เคยอ่านงานเขียนของนักเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศครับ เขาว่า เกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาอย่างพวกเราเป็นกลุ่มไม่ชอบความเสี่ยง (Risk Averse)

ผมจะไม่ขอค้านความคิดแบบนี้ทั้งหมดทีเดียวครับ หากแต่ต้องพิจารณาประเด็นบางอย่างที่ชาวต่างชาติอาจจะไม่เข้าใจครับ

การใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่มีต้นทุนสูงในการลงทุนผลิตสินค้าทางการเกษตรที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากการเกษตรของเรามักอิงกับความเสี่ยงสูง ๆ ทางด้านปัจจัยการผลิตเช่น ฝนและแดดที่ไม่สามารถควบคุมได้

ผนวกกับราคาผลผลิตที่เกษตรกรไม่อาจเลือกได้ ซึ่งดูผิวเผินแล้วเหมือนว่าเกษตรกรไทยชอบความเสี่ยง

แต่แท้จริงแล้วผมว่า เขาเหล่านั้นไม่มีทางเลือกของชีวิตที่ดีกว่าหรือเสี่ยงน้อยกว่านี้มากกว่าครับ เราอาจเรียกว่า เขาเลือกเกิดไม่ได้ครับ

ลองนำประเด็นเรานี้มาเชื่อมโยงกับความรู้ทางด้านการตลาดอันน้อยนิดของผม (หากจะถามลึก ๆ แล้วต้องอัญเชิญคุณธันยวัชน์มาตอบแทนครับ)

จะเปิดตัวสินค้าใหม่ให้กับตลาด

จะดึงความสนใจหรือความคิดที่จะลองเสี่ยงกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จากกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่อย่างไร โดยอาศัยพฤติกรรมการเสี่ยงของแต่ละกลุ่มเบื้องต้นนี้

การสื่อสารผ่านวิถีทางการตลาดในเรื่องของความแปลกใหม่ที่พัฒนาตรงกับความต้องการของลูกค้าเพื่อทำให้สินค้าของท่านแตกต่างในทางบวก(Positively Differentiated Product) การสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัย และ ความถูกตาต้องใจของผลิตภัณฑ์ ในราคาที่แต่ละกลุ่มลูกค้ายอมรับได้

น่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำให้เกิดความอยากที่จะเสี่ยงลองใช้ผลิตภัณฑ์ของท่าน

โจทย์ที่ยากที่สุดน่าจะเป็นกลุ่มพวก Brand Loyalty สูง ๆ ที่อาจจะเกิดจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์เดิม ๆ ไม่มีเสื่อมคลาย หรือ ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจนเกิดความเคยชินจนเป็นยากที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้

ก็คงต้องอาศัยกลยุทธ์ทางการตลาดที่ช่ำชองในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบคิดของลูกค้าครับ
ความอยากเสี่ยงของลูกค้าในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของท่านก็ไม่ได้น้อยไปกว่าความเสี่ยงของท่านที่จะนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกสู่ตลาด

แต่มันเสี่ยงกันคนละมุมครับ

ตอนหน้าผมจะจับโมเดลเดิม ๆ นี่แหละครับ มาวิเคราะห์ให้ดูครับว่าวิธีทั่วไปที่เขาทำกันเพื่อลดความสูญเสียจากความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกันภัย หรือ บูชาองค์ท้าวจตุคามรามเทพตามกระแส มีผลอย่างไร ว่าจะแถมในเรื่องของมุมมองคนที่คิดจะโกงกับมุมมองคนที่จะกันไม่ให้โดนโกงเป็นเรื่องปิดบทสรุป ติดตามตอนต่อไปได้ครับ

Comments (13)

เถ้าแก่กับการเสาะหาความรู้และการบ่งชี้โอกาสการตลาด

เมื่อวานไปพูดเรื่องการสร้างแบรนด์สไตล์เอสเอ็มอีที่รร.รามาการ์เด้นท์ เอสเอ็มอีอุ่นหนาฝาคั่งมาก เจอแฟนรายการหลายคน

คุณสุรินทร์ แฟนประจำ ตามไปทุกงาน ให้ยืมซีดีบลูโอเชี่ยนและ Winning ของ Jack Welch มาด้วย ถือโอกาสขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย

คุณสุรินทร์ กุจิรพันธ์ ถือว่าเป็นเถ้าแก่ที่สนใจใฝ่รู้มาก อ่านหนังสือ ฟังสัมนา เข้าเรียนหลักสูตรต่างๆ

ถ้าเถ้าแก่ใหญ่สนใจความรู้ขนาดนี้ ลูกน้องก็ต้องสนใจใฝ่รู้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังเจอเจ้าของสมญาไฉไลพลัส หรือคุณเล้ง

คุณเล้งเป็นเถ้าแก่น้อย ยังหนุ่มอยู่เลย เป็นตัวแทนจำหน่ายชั่วโมงอินเตอร์เน็ตรายใหญ่ เคยเขียนอีเมล์มาขอคำปรึกษา ผมก็ให้คำแนะนำไป ไม่เคยเจอตัวจริง แต่คุณอาทิตย์เคยเจอแล้ว ไปเจอกันที่โปรแกรมมินิเอ็มบีเอ ที่ธนาคารกสิกรเปิดสอนให้เอสเอ็มอีนั่นเอง

คุณสุรินทร์ ก็ไปเรียนที่กสิกรไทยด้วยเหมือนกัน

ตอนนี้ใครต่อใครก็หันมาเอาใจเอสเอ็มอีกันหมดเลย เพราะเอสเอ็มอีที่อยู่จนถึงทุกวันนี้ได้ แสดงว่าแข็งแรงพอสมควร ส่วนจะไปได้ไกลแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเถ้าแก่จะใส่ใจกับการหาความรู้ เสาะหาโอกาสและดึงคนเก่งมาอยู่กับตัวได้มากขนาดไหน

เถ้าแก่ทุกวันนี้สนใจความรู้มากครับ

เมื่อวานนี้ผมถูกถามนอกรอบนับสิบๆราย มากที่สุดตั้งแต่ไปบรรยายเป็นต้นมา

ก็ดีใจกับครับที่เถ้าแก่ไทยใฝ่ความรู้ เพราะท่านทั้งหลายคือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยโดยแท้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมทิ้งไว้ว่าจะเขียนเรื่องการบ่งชี้โอกาส ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในกระบวนการทางการตลาด

ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น เพราะการเสาะหาโอกาสและการบ่งชี้โอกาสนั้นเป็นคุณสมบัติสำคัญของเถ้าแก่ด้วย

เรื่องเล่าทางการตลาดที่เล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับการบ่งชี้โอกาสนั้น หลายคนคงจำกันได้

เจ้านายซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผลิตยกทรงส่งเซลส์สองคนไปเกาะบาหลี

เซลส์คนหนึ่งบอกว่า “นายครับ ไม่ต้องเอายกทรงมาขายที่บาหลีนะครับ ผู้หญิงที่นี่ โนบราทุกคน”

ขณะที่เซลส์อีกคน โทรมาระล่ำระลักด้วยความตื่นเต้นว่า “นายครับ โอกาสมหาศาลเลย ไม่มีใครใส่ยกทรง ถ้าเราทำให้หญิงบาหลีขายยกทรงได้คนละหนึ่ง ยอดขายกระฉูดเลยครับ”

เซลส์คนที่สองคือเซลส์มือทอง เพราะมองเห็นโอกาสทางการตลาด ขณะที่คนแรกมองไม่เห็น

Comments (8)

คอตเลอร์พูดถึงกระบวนการสำคัญทางการตลาด

อาจารย์ช่วยสรุปกระบวนการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการตลาด

กระบวนการสำคัญทางการตลาดคือ
(1) การบ่งชี้โอกาส
(2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
(3) การดึงดูดลูกค้า
(4) การรักษาลูกค้าและการสร้างความภักดี
(5) การตอบสนองคำสั่งซื้อ

บริษัทที่สามารถจัดการกระบวนการเหล่านี้ทั้งหมดได้ดีจะเริงร่ากับความสำเร็จ

แต่ทว่าเมื่อบริษัทล้มเหลวในกระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง บริษัทนั้นจะมีผลที่ย่ำแย่

ขออธิบายเพิ่มเติมเป็นข้อๆวันพรุ่งนี้นะครับ

Comments (7)