กรอบคิดที่สี่ : ทำความเข้าใจเถิดว่าการคิดว่าตัวเองถูกน่ะไม่ได้ทำให้มีอิทธิพลหรอก

การหมกมุ่นอยู่กับเรื่องที่ว่าใครถูกนั้น ทำให้คนเราหยุดนิ่งอยู่กับที่โดยแท้

พ่อแม่ก็ถูก ครูก็ถูก เจ้านายก็ถูก ทุกคนแย่งกันถูกหมด เพราะคิดกรอบคิดที่ว่าคนที่ถูกเท่านั้นจึงจะเป็นผู้มีอิทธิพล จนกระทั่งละเลย “สิ่งที่ถูก” ไปเลยก็มี

พรรคการเมืองพรรคหนึ่งก็บอกอุดมการณ์ของตนนั้นถูกต้องแล้ว ซึ่งหมายถึงว่าของอีกฝ่ายนั้นผิด

แพทย์แผนปัจจุบันบอกว่าการรักษาของตนนั้นถูกแล้ว

ดูๆไปในสังคมจะเห็นได้ว่าทุกคนอยากเป็นฝ่ายถูกกันทั้งหมด เพราะคิดว่าการที่เป็นฝ่ายถูกนั้นมีอิทธิพล ทว่าการหมกมุ่นอยู่กับการที่คิดว่าตนเองต้อง “ถูก” เท่านั้นเป็นขวากหนามการเรียนและการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ทำให้ไม่มีคนที่มีกรอบคิดเช่นนั้นไม่เติบโต

ไม่มีผู้ใดจะเติบโตได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง แก้ไขและตั้งคำถามกับตัวเอง

ถ้าคุณจำเป็นต้องเป็นฝ่ายถูกแต่เพียงฝ่ายเดียว คุณกำลังทำให้ตัวคุณตกอยู่ในเลนแห่งการปกป้องตนเอง

ทว่าถ้าคุณสลัดกรอบคิด “I’m right” ไปได้แล้วไซร้

คุณจะเหมือนกับเปิดตัวเองไปสู่โลกกว้าง

ความคม ชัด ลึก จะบังเกิด

Published in: on May 29, 2007 at 1:57 am Comments (22)

กรอบคิดที่สาม : โฟกัสที่คะแนนของเกม

ในการวิเคราะห์เหตุการณ์อะไรก็ตามแต่ จงคำนึงถึงคะแนนของเกม

ความหมายก็คือให้ดูในจุดที่บิดเบือนไม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น ผู้บรรยายเกมอาจใช้อารมณ์บรรยายเกมการแข่งขันฟุตบอล เข้าข้างทีมที่ตัวเองชื่นชอบ ทว่าสิ่งที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ก็คือผลการแข่งขัน ถึงจะบรรยายว่าลิเวอร์พูลเล่นดีกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทว่าผลการแข่งขันที่ออกมาผีชนะหงส์

2 – 1 เป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอน

ถ้าผู้บริหารประเทศบอกว่าเศรษฐกิจกำลังเจริญเติบโตด้วยดี 7% แต่ตัวเลขคนว่างงานสูงที่สุดในรอบลง 10 ปี จำนวนการลงทุนจากต่างประเทศตกต่ำอย่างน่าใจหาย ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทรุดฮวบ ตัวเลขเงินอัดฉีดที่รัฐบาลส่งลงระบบน้อยมาก ดัชนีความมั่นใจของผู้บริโภคตกต่ำในรอบสิบปี

อย่างนี้จะเชื่อใครดี

สิ่งที่ซีอีโอพูด ไม่น่าเชื่อถือกับผลงานของเขา

ความเรียบง่ายและความน่าไว้วางใจคือมาตรฐานที่จะวัดความถูกต้องและเกี่ยวโยงของข้อมูล

ความซับซ้อนมักจะถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการพรางตา

ส่วนความเรียบง่ายนั้นจะสนับสนุนความโปร่งใส

และนี่คือจุดตั้งต้นของการทำความเข้าใจปัจจุบัน ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นในการทำความเข้าใจอนาคต

Published in: on May 27, 2007 at 11:46 pm Comments (5)

Mind Set! : อนาคตได้ฝังอยู่ในปัจจุบันแล้ว

แม้จะมีการพูดกันอย่างมากๆในระยะหลังมากว่า อนาคตไม่ได้เชื่อมกับปัจจุบัน

เพราะโลกไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ปัจจุบันจะไม่ได้ส่งผลถึงอนาคตเอาเสียเลย

เนสบิตต์คิดว่าปัจจุบันกันอนาคตไม่เพียงเชื่อมต่อกันเท่านั้น ถึงขนาดใช้คำว่า “ฝัง” เอาไว้เลยทีเดียว

คำแนะนำก็คือจำไว้ว่าเมื่อเราจะโฟกัสในสิ่งที่ฝังอยู่ในปัจจุบันนั้น จงหาจุดตั้งต้นในการพิจารณาให้ดี อย่างไรก็ตาม พึงระลึกไว้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ฝังในปัจจุบันเท่านั้นที่จะนำไปสู่อนาคต

การที่จะอ่านปัจจุบันเพื่อทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำนั้น จำเป็นต้องถอยห่างจากเหตุการณ์ อยู่ในระยะที่เหมาะสม

การมองป่าทั้งป่าได้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะเห็นต้นไม้ทุกต้นได้

ถ้าจะเห็นเหตุการณ์ในโลกได้อย่างแจ่มแจ้ง ต้องมองหาระยะที่ไม่ใกล้ และไม่ไกลจนเกินไป

ถ้าเข้าจนใกล้จนเกินไป ก็จะทำให้ถูก “กระแส” ครอบงำจนมุมมองไม่เฉียบคมอีกต่อไป

“กระแส” โดยตัวมันเองก็จะถูกฝังอยู่ใน trend เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้าย trend ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่กระแสหรือแฟชั่นที่ฝังอยู่ใน trend นั้นจะ Inspire การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ดังนั้นในการสะสมข้อมูลข่าวสารนั้น ปริมาณข้อมูลไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่วิธีการรับข้อมูลต่างหากเป็นสิ่งสำคัญ

กระบวนการเลือกและ Verify ข้อมูล เราสามารถพบองค์ประกอบวสำคัญที่จะต่อภาพไปสู่อนาคตได้

Published in: on May 24, 2007 at 1:06 am Comments (3)

Mind Set! กรอบคิดเพื่อการทำนายโลก ตอน 2

ผมยังไม่ได้เข้าเนื้อหา Mind Set ของจอห์น เนสบิตต์ สักเท่าไหร่ เพราะต้องปูพื้นเสียก่อนนายคนนี้เป็นใคร ถึงเขาจะดัง แต่จะทึกทักว่าท่านผู้อ่านทุกคนรู้จักเขา ผู้อ่านบางท่านอาจจะต่อว่าผมได้

กรอบคิดแรกที่เนสบิตต์ ชี้ไว้เพื่อการทำนายโลกก็คือ….

“ขณะที่หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลง สรรพสิ่งส่วนใหญ่ยังคงเดิม”

เขาบอกว่าถ้าไปอ่านงานเขียนตามสื่อต่างๆก็จะพบว่ามีการเขียนถึงหัวข้อการเปลี่ยนแปลงกันมากเหลือเกิน เฉพาะหนังสือที่เกี่ยวกับ Change ใน amazon.com เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2006 มีอยู่ถึง 56,170 เล่ม(27 มกราคม มีอยู่ 62,307 เล่ม)

หัวข้อ Business Change มีจำนวน 11,195(ล่าสุด 17,857)

และหัวข้อที่เกี่ยวกับ Global Change 2,404(ล่าสุด 8,509 )

เพียงแค่ 5 เดือนเท่านั้น หนังสือเกี่ยวกับการเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเพียบ นี่ยังไม่สื่อออนไลน์ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ บล็อก ฯลฯ ที่สื่อให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องเล็กๆน้อยที่ไม่มีความสำคัญถูกเหมารวมไปเสียทั้งหมด

หลักสำคัญของ Mind Set! ก็คืออย่าหลงในสิ่งที่ไม่สำคัญ แต่ควรให้ความสนใจกับสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเรามากที่สุด

เนสบิสต์สรุปในกรอบแรกนี้ ผู้คนส่วนใหญ่มักชอบล่าข่าวและหมกมุ่นกับการเปลี่ยนแปลง แต่ในการก้าวสู่อนาคตนั้น ต้องทำความกระจ่างในโลกอันสับสนวุ่นวายนี้ให้ได้

ไม่ว่าจะมีข่าวสารถั่งโถมเข้าใส่เรามากน้อยสักเพียงไร แยกความแตกต่างระหว่างความจริงและการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด

แยกให้ได้ระหว่างเคลื่อนย้ายที่สำคัญ(Shift) และกระแสที่อยู่เพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว

และจงจำไว้ว่าในประวัติศาสตร์โลกนั้น สรรพสิ่งส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง

Published in: on May 23, 2007 at 1:52 am Comments (2)

Zara สำเร็จได้อย่างไร

“ZARA” ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ประสบความสำเร็จมาก

แบรนด์ดังๆ ของโลก มักจะเป็นแบรนด์ ดีไซน์เนอร์

ซึ่งเกิดจากการที่มีดีไซน์เนอร์คนนึง กำหนดแบบ กำหนดเทรนด์ออกไป แล้วทำเสื้อผ้าออกขาย…

แต่ซาร่าไม่ได้ทำเช่นนั้น

ซาร่าไม่ได้เป็นต้นกำเนิดในการคิดค้นรูปแบบเสื้อผ้าอะไรเลย

เขาอาศัยดูว่าตามแคทวอล์กมีเสื้อผ้ายี่ห้อไหน เดินบ้าง มีแบบใหม่ๆ อะไรน่าสนใจบ้าง…

ดึงแบบตรงนั้นออกมา แล้วก็นำออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

อันนี้คือไอเดียหลักของซาร่า ที่เอารูปแบบเสื้อผ้าที่คนนิยม

…แปลงออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

บ่อเกิดความได้เปรียบเชิงการแข่งขันในการทำธุรกิจนั้นมีอยู่ 2 บ่อเกิด

หนึ่ง…เรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าให้เร็วกว่าคู่แข่ง

สอง…นำสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้านั้นมาลงสู่ภาคปฏิบัติให้เร็วกว่าคู่แข่ง

และนี่ก็คือเคล็ดลับของ “ZARA”

“ZARA” เป็นแบรนด์ของสเปน

พูดถึงเสื้อผ้า เราคิดถึงฝรั่งเศส คิดถึงอิตาลี แต่ไม่มีใครคิดถึงสเปน

เพราะฉะนั้นการที่ ซาร่าประสบความสำเร็จได้ทั้งๆ ที่เป็นแบรนด์จากสเปน แสดงว่าต้นสังกัดของประเทศไม่มีความสำคัญอีกต่อไป

ประเทศไทยก็สามารถที่จะเป็นเมืองแฟชั่นได้ แต่ไม่ใช่ไปขึ้นรถบุปชาติ แล้วก็กระโดดโลดเต้นอยู่บนรถสิบล้อ

…อย่างนั้นเกิดไม่ได้

การที่ซาร่าจากประเทศสเปนประสบความสำเร็จมาก มันก็ได้บ่งบอกว่า แบรนด์จากประเทศไหนนั้นไม่สำคัญแล้ว

คุณจะอยู่ประเทศไหนก็ตามแต่ หากว่าคุณมีโมเดล หรือรูปแบบการทำธุรกิจที่ดี

คุณอาจจะประสบความสำเร็จได้

ซาร่า เป็นแบรนด์ของสเปน ซึ่งแต่เดิมธุรกิจของซาร่าเป็นธุรกิจที่ทำด้านสิ่งทออยู่แล้ว แต่เขาคิดค้นวิธีให้แบรนด์ซาร่ามีรูปแบบทางธุรกิจที่ต่างจากสิ่งทอที่เขาเคยทำมา

เขามองว่า จริงๆ แล้วคนอยากได้เสื้อผ้าที่มีดีไซน์ แต่ว่าใส่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง

…โจทย์ของเขาก็เลยเป็นการมองหาแรงบันดาลใจที่ได้จากเสื้อผ้าจากดีไซน์เนอร์ต่างๆ ที่เดินบทแคทวอล์ก
แล้วแปลงออกมาในรูปแบบที่ผู้คนต้องการ

ในเวลาที่รวดเร็วที่สุด..

ในราคาที่ทุกคนซื้อได้…

ลักษณะเช่นนี้อาจเรียกว่าเป็น Fast Fashion ก็ได้…

นั่นคือจากขั้นตอนแรกตั้งแต่การออกแบบ มาจนถึงวางขายในร้านนั้น ใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์

ในขณะที่อุตสาหกรรมแฟชั่นโดยปกตินั้น ต้องใช้เวลา 8 สัปดาห์ ซึ่งใช้เวลามากกว่าซาร่าถึง 4 เท่า

ถ้าจะให้เห็นกระบวนการของซาร่านั้น เราจะเริ่มเห็นได้จากทีมของเขา ซึ่งมีทีมออกแบบอยู่จำนวนมากที่สำนักงานใหญ่
จากนั้นก็มีทีมงานไปสังเกตที่งานแคทวอล์กใหญ่ๆ

เมื่อเขาได้ไอเดียมาก็จะปรึกษากับผู้จัดการสาขาของร้านค้าปลีกของซาร่า ซึ่งเขาจะรู้ว่าแบบไหนขายดี แบบไหนขายไม่ดี
และก็ตัดสินใจร่วมกันว่าจะผลิตแบบใดขึ้นมา

ต่อจากนั้นก็เริ่มผลิตต้นแบบด้วยคอมพิวเตอร์ในเวลาอันรวดเร็ว แล้วก็จะกระจายแบบออกไปตามเครือข่ายการผลิตซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในประเทศสเปน

และก็ส่งกลับเข้ามาเพื่อพะยี่ห้อลงไปเป็นรายละเอียดสุดท้าย ก่อนที่จะมีการกระจายเสื้อผ้าออกจากศูนย์การกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ขั้นตอนแรกจวบจนกระบวนการสุดท้ายนั้นเพียง 15 วันเท่านั้นเอง
ซาร่าจะไม่ใช้วิธีการโฆษณา

งบประมาณในการทำการตลาดของซาร่านั้นส่วนใหญ่จะลงไปที่การหาทำเลของร้านค้าที่ดีที่สุดในย่านแฟชั่นของประเทศต่างๆ และก็จ่ายไปตรงนั้น

และตกแต่งร้านค้าอย่างดี เพื่อให้เกิดการตลาดแบบ “ปากต่อปาก” ขึ้นเอง

ลักษณะแบบของสินค้า “ซาร่า” นั้นจะเหมือนกับสินค้าของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก

ซึ่งราคาสินค้าของแบรนด์ชั้นนำระดับโลกนั้น คนเดินดินคงจะหาซื้อได้ลำบาก

ซาร่าก็ไปแกะแบบพวกนั้นมาแล้วปรับเล็กน้อยเพื่อไม่ให้มีปัญหาด้านลิขสิทธิ์
คนอื่นก็จะ outsourcing ไปที่จีน

แต่ซาร่าไม่ทำ เพราะคิดว่าหากทำแบบนั้นจะมีปัญหาด้าน Logistic
มีปัญหาเรื่องของการจัดส่ง

เขาจึงกระจายแต่เพียงในสเปน ให้นักออกแบบในสเปนทำ

ในโลกของอุตสาหกรรมแฟชั่นนั้น “ความเร็ว” ในการออกตัวสินค้าเป็นปัจจัยตัวหนึ่งในการกำหนดความสำเร็จ

สินค้าแฟชั่นของแบรนด์ชั้นนำของโลกต้องใช้เวลา 2 เดือนซึ่งถือว่าช้ามาก

เพราะฉะนั้นหากเราจะไปแข่งกับแบรนด์ชั้นนำเหล่านี้เราต้อง…

…ทำให้เร็วกว่า

…ทำให้ถูกกว่า

แบรนด์ระดับโลกนั้นอาจจะใส่เดินถนนไมได้ แต่ว่าแบรนด์ ซาร่าสามารถที่จะใส่เดินถนนได้

เพราะฉะนั้นแบรนด์ “ซาร่า” ซึ่งเป็นแบรนด์อะไรก็ไม่รู้สามารถ “เกิด” ขึ้นมาได้เลย

zara-brand.pdf

ปล. มีบทความอีกชิ้นเกี่ยวแบรนด์ Zara เป็น PDF File load เอาได้เลยครับ ที่เป็นเส้นเขียวๆที่เขียนว่า zara brand pdf นี่แหละครับ

Published in: on May 21, 2007 at 10:35 am Comments (15)

ภาครัฐไม่คุมกำเนิดโมเดอร์นเทรด

จริงๆสถานการณ์ ณ วันนี้ถึงโมเดอร์นเทรดชะลอการเปิดสาขาก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของทุนท้องถิ่นเล็กๆดีขึ้น เพียงแค่ยืดเวลาสูญพันธุ์เท่านั้นเอง

ก่อนหน้านี้รัฐบาลสามารถรักษาทุนท้องถิ่นเอาไว้ได้ เพียงแค่กำหนดกฎเกณฑ์และคุมกำเนิดโมเดอร์นเทรดให้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ดังเช่นที่ต่างประเทศทำกันนั้น

สถานการณ์ก็ไม่เลวร้ายถึงขั้นนี้อีกแล้ว

แต่รัฐบาลไม่ได้ใส่ใจทำอะไรเลย ปล่อยให้โมเดอร์นเทรดขยายสาขาตามอำเภอใจ อยู่กลางกรุง กลางเมืองในต่างจังหวัด ซึ่งไม่มีใครทำกัน

ขณะที่โชห่วยก็อยู่กันตามยถากรรม เพราะลูกหลานที่เรียนสูงๆก็ไม่ต้องการมาทำงานขายของชำอยู่ที่บ้านอีกต่อไปแล้ว พ่อแม่แก่เฒ่าก็ต้องเลิกขายของไปโดยปริยาย ส่วนพวกที่ทำโชห่วยต่อนั้นก็ไม่รู้จะพัฒนาต่อไปอย่างไร แม้จะมีบางเจ้าพยายามติดแอร์เหมือน 7-11 แต่ไม่นานก็ต้องล้มหายตายจากไปในที่สุด

รัฐบาลเองก็เคยให้ความช่วยเหลือ แต่ก็เหมือนไฟไหม้ฟาง ประเดี๋ยวประด๋าวก็เงียบหาย ไม่ได้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด อย่างดีก็ตั้งความหวังลมๆแล้งๆเท่านั้น

ขณะที่ซัพพลายเออร์ก็อยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก เพราะต้องโมเดอร์นเทรดมีอำนาจต่อรองสูง เนื่องจากสั่งของทีละมากๆ ต้องการส่วนลดเยอะ เครดิตยาว จ่ายค่าแรกเข้าห้างและต้องสมทบทุนร่วมทำกิจกรรมอยู่ตลอด อีกทั้งต้องทนหวานอมขมกลืนกับการที่โมเดอร์นเทรดออก Fighting Brand มาแย่งลูกค้า

ดังนั้นหนทางเดียวในการสยบระบอบโมเดอร์นเทรดก็คือ ออกกฎหมายมาควบคุมเพื่อทอนความอหังการ

พ.ร.บ.ค้าปลีกฉบับใหม่ที่กำลังร่างกันอยู่นั้นจะทันการรึ

ท่านคิดว่ามาตรการภาครัฐจะช่วยค้าปลีกไทยได้ไหม

Published in: on May 16, 2007 at 12:02 am Comments (17)

Rebranding or Repositioning โดยสรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล

เราคุยกันเรื่องการสร้างแบรนด์มาเยอะ บางคนก็สร้างแบรนด์แล้วพอถึงจุดๆ หนึ่งแบรนด์มันไปไม่ได้ หรือว่าสร้างแบรนด์แล้วเกิดมีปัญหา

คำถามก็คือเราควรจะ Rebranding อย่างไร

ในการออกแบรนด์แล้วทำให้ประสบความสำเร็จได้นั้น เราต้องมีการเลือกตำแหน่ง (Positioning) ทางด้านการตลาดของแบรนด์แบรนด์นั้น

ซึ่ง ณ วินาทีที่เราออกแบรนด์มาใหม่ การเลือก Positioning ที่เหมาะสมก็จะทำให้แบรนด์นั้นประสบความสำเร็จได้

เมื่อเวลาผ่านไป โดยปรกติแล้วสภาพแวดล้อม การแข่งขันก็เปลี่ยนแปลงไป เรื่องของผู้บริโภค ความต้องการของผู้บริโภคก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป ทุกๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด

เราก็ยังทำสินค้าอยู่เหมือนเดิม และก็ไม่ได้มีการแก้ไขอะไร เมื่อเวลาผ่านไป Positioning ของเราก็ถูกคู่แข่งขันทำให้มันเคลื่อนจากจุดเดิมของเรา ผู้บริโภคก็อาจจะมองว่าสินค้าของเราเป็นสินค้าที่ล้าสมัยแล้ว Market Share ก็เริ่มตก ถึงเวลาตรงนั้นก็ต้องทำอะไรบางอย่าง

บริษัทที่เป็น Pro-Active ส่วนใหญ่แล้วเขาก็จะไม่ปล่อยให้ถึงวินาทีนั้น เมื่อแบรนด์เกิดขึ้นเรียบร้อย เขาก็พยายามที่จะทำให้แบรนด์ทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งตรงนั้นเราก็เรียกว่าเป็นลักษณะของ Rebranding

ซึ่งจริงๆ ผมอยากจะพูดว่ามันคือการ Repositioning ของแบรนด์มากกกว่า

ตัวอย่างง่ายๆ ในกรณีของสบู่ยี่ห้อหนึ่ง เช่น สบู่ตรานกแก้ว จะเห็นได้ว่าสมัยคุณตา คุณยาย ถือว่าสบู่ตรานกแก้วนั้นทันสมัยมาก

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สบู่ตรานกแก้วซึ่งอยู่ในตลาดมาก 30 ปี ความนิยมก็ต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดๆ หนึ่งเขาก็บอกว่า “ลุกขึ้นมาทำ Rebranding เถอะ” มันก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการทำ Rebranding นั้นไม่ต้องรอ ต้องรีบทำ เพราะถ้าเราปล่อยไปนานตำแหน่งที่เราต้องการจะเป็น กับตำแหน่งที่มันถูกเคลื่อนไปเรื่อยๆ มันจะไกลกันมากเกินไป

บางครั้งการทำแบรนด์ใหม่อาจจะง่ายกว่าการทำ Rebranding เสียด้วย อาจจะใช้เงินน้อยกว่า

เพราะว่าการไปทำ Rebranding คือการไปเปลี่ยน Perception ไปเปลี่ยน Attitude ของผู้บริโภค เพื่อให้รับรู้ว่าในขณะนี้แบรนด์นี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด…ซึ่งมันยากกว่าการที่จะเอาของใหม่ใส่เข้าไปในหัวคนด้วยซ้ำไป

อย่างกรณีของนกแก้วนั้น ความที่ Positioning แข็งแกร่งเกินไป เจ้าของแบรนด์ก็ไม่กล้าจะแตะต้องมัน ปล่อยมันไปตามเรื่องตามราว อยู่ไปเรื่อยๆ อย่างนั้น คิดว่าทุกอย่างมันคงโอเค แต่ว่ามันไม่โอเค ก็เลยเกิดปัญหาตรงนี้ขึ้น

เหตุการณ์ตรงนี้โดยมากก็จะเกิดขึ้นจากแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จพอสมควรทีเดียว

ถามว่าเมื่อแบรนด์แก่แล้วจะทำอย่างไร

คำตอบก็คือถ้าเป็นยา ก็ยังไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ เพราะว่ายาพวกนี้มี Functional Benefit ที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ว่าเป็นแบรนด์อย่างสบู่ แชมพูด อันนี้ต้องเหนื่อยหน่อย เพราะถ้าหลุดออกจากความนิยมของผู้บริโภคปั๊บ มันจะกลายเป็นของโบราณ แล้วการที่จะปรับ Perception ของผู้บริโภคให้กลับเข้ามาอีกนั้นก็ค่อนข้างจะยากแล้ว

แต่ว่าถ้าเป็นแบรนด์ยา อย่างตะขาบห้าตัว อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะอยู่มานานแค่ไหน เมื่ออมเข้าไปมันก็หายเจ็บคอ อยากจะพูดอย่างนั้นมากกว่า

อย่างแฟซ่า เป็นแชมพูที่ทันสมัยมาก เมื่อสัก 30-40 ปีที่แล้ว แล้ววันหนึ่งแฟซ่ามา rebranding ซึ่งก็ยังไปได้ดีอยู่ แฟซ่าเขาก็ทำ rebranding เยอะมากทีเดียว ยังไม่ถือว่าถึงจุดที่เลวร้ายมากเกินไป เพราะว่าวันนี้ก็ยังมี Market Share ที่ดีอยู่ มีแฟนของเขาอยู่พอสมควร เพราะเขาก็ใช้เวลา rebranding ของเขามากพอสมควรทีเดียว

กล่าวสำหรับน้ำยาอุทัย ถือเป็นกรณีพิเศษ

น้ำยาอุทัยในสมัยก่อนก็กินกันมา แต่มีอยู่วันหนึ่งตอนหลังๆ ก็บังเอิญได้รับความนิยม เพราะพวกสาวๆ เอาน้ำยาอุทัยมาปากทาแก้มกัน พอไปๆ มาๆ เข้า น้ำยาอุทัยก็กลายเป็น rebranding ซึ่งเป็นทุกเจ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาอุทัยหมอมี, น้ำยาอุทัยทิพย์ ฯลฯ ทุกคนก็ทำรีแบรนด์ดิ้งกันหมดเลย ทำแพ็คเกจกันใหม่ ซึ่งดีทีเดียว

ลักษณะแบรนด์แบบนี้ที่คลาสสิคที่สุดก็คือ ตัวโซดาปิ้งขนมปัง (Baking Soda) มาจากบริษัทอเมริกันก็คือ Harm and Hammer ที่เป็น Market Leader ที่ทำ Baking Soda มานานมาก

ชื่อก็บอกยี่ห้ออยู่แล้วว่าใช้ทำขนมปัง มาถึงจุดๆ หนึ่งตลาดมันก็ saturated ไม่มีการเติบโต ปรากฏว่าช่วงนั้นมีผู้บริโภคอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเยอะเลยทีเดียว ก็คือโซดาจาก Harm and Hammer ไปทำขนมปังแต่ว่าใช้ไม่หมด เพราะว่าใช้เพียงนิดเดียว ก็เลยเอากล่องนี้ไปยัดไว้ในตู้เย็น ก็ไปพบว่าโซดาปิ้งขนมปังแล้วมันสามารถดูดกลิ่นในตู้เย็นได้

ก็เอาเรื่องนี้พูดกันปากต่อปากไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายไปเข้าหูบริษัท Arm & Hammer เข้า เขาก็เลยตั้งทีมวิจัยขึ้นมา แล้วพบว่ามันจริง เมื่อมันจริงปั๊บก็เจอวิธีการใช้ใหม่ เขาก็เลยออกแพ๊คเกจของ Baking Soda ขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง อันนี้ไม่ได้เอามาให้คนทำขนมปังแล้ว แต่ออกแบบมาเพื่อให้เก็บไว้ในตู้เย็นให้ดูดกลิ่นเลย ก็เกิดการใช้ใหม่ขึ้นมา

อันนี้ก็คล้ายกับน้ำยาอุทัยทิพย์

มันก็มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ

กระบวนการในการ Repositioning นั้นมีหลายอย่างมากเลยที่เราจะต้องทำ

อันที่หนึ่ง หากระยะเวลาไม่ห่างเกินไปเช่น เราออกแบรนด์ไปแล้วของใหม่กับของเก่านั้นยังไม่ห่างกันมาก ส่วนใหญ่แล้วก็อาจจะเป็นการเปลี่ยนทางด้าน Marketing Communication ซึ่งตรงนี้ก็มีการทำกันค่อนข้างเยอะ

อาจจะมีการเปลี่ยนคุณสมบัติบางอย่างของสินค้าไปบ้าง ยกตัวอย่างอันหนึ่งที่เขาขยันทำกันอยู่มากๆ ก็คือสบู่ Lux

สบู่ Lux นั้นก็อยู่มานานพอๆ กับนกแก้ว หรืออาจจะนานกว่าด้วยซ้ำไป แต่วันนี้เราไม่รู้สึกเลยว่าเป็นสบู่ที่ล้าสมัย แต่อาจจะเป็นเพราะว่า Lux เขาขยัน ขยันที่จะเปลี่ยน theme เปลี่ยนกล่อง ฯลฯ

แต่ว่าวิธีการโฆษณายังเหมือนเดิมเลย ก็คือเป็นสบู่ของดารา ก็เปลี่ยนดาราไปเรื่อยๆ เขาขยันทำอยู่เรื่อยๆ เป็นความถี่เดียวกับผู้บริโภคไปตลอดเวลา มันก็ไปได้เรื่อยๆ

แต่สบู่อย่างนกแก้วนั้นปล่อยไป 30-40 ปีแล้วค่อยมาทำนั้นมันก็เหนื่อยหน่อย

เพราะฉะนั้นแรกสุดเลยก็คือการทำ Marketing Communication Modification คือเปลี่ยนทางด้านของ Marketing Communication

อันที่สอง คือเปลี่ยนคุณสมบัติบางอย่างที่เรียกว่า คุณสมบัติผิวๆ เช่นพวก Cosmetic Feature ของสินค้า

อีกอันหนึ่งก็คือ มันมีแบรนด์เหมือนกันที่เป็นแบรนด์เดิมแต่เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไป ประเภทจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย เช่น อาจจะมีแบรนด์อยู่แบรนด์หนึ่งเมื่อก่อนทำหลอด แต่วันนี้กลายเป็นเครื่องเสียงที่ทำทรานซิสเตอร์ เป็นไฮเทคไปแล้ว

อันนี้คือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี

ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี แล้วยังใช้หลอดอยู่เหมือนเดิม มันก็ยังไปไม่ได้

อันนี้คือการเปลี่ยนแปลงตัวสินค้าโดยตรงเลย

Published in: on May 15, 2007 at 12:58 pm Comments (14)

ใครคือผู้ประกอบการ

วันนี้เราจะคุยกันถึงเรื่อง Entrepreneurial Mind Set นั่นก็คือ “กรอบความคิดของผู้ประกอบการ” ซึ่งก็จะไม่คิดกับคนที่เป็นลูกจ้าง ไม่เหมือนกับคนที่เป็นผู้บริหารมืออาชีพ เพราะคนเรานั้นเวลาคิดและตัดสินใจนั้นก็จะมี “กรอบความคิด” กำกับพฤติกรรมอยู่

จะมองโอกาสอย่างไร…

ประเมินความเสี่ยงอย่างไร…

กล้าได้กล้าเสียแค่ไหน…

What Make Entrepreneur

ประการแรกก็คือ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จนั้นจะเป็นคนที่เน้นการปฏิบัติ ลงมือทำ (Action Oriented) ยกตัวอย่างเช่นคุณตัน ลงมือทำเลย ฟังเยอะ แล้วก็ลงไปลุย จะเปิดตัวโออิชิ เซกิ ก็ลงไปเป็นพรีเซนเตอร์เอง

แต่ละบทที่เราจะกล่าวต่อไปนั้นจะทำให้ท่านได้รับความคิดที่ท่านสามารถเอาไปปฏิบัติได้ทันที ถึงแม้ว่าสถานการณ์ที่ท่านเผชิญอยู่นั้นจะมีความไม่แน่นอนสูงก็ตาม

ประการที่สอง เนื้อหาเหล่านี้เป็นแนวความคิดที่ใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน เมื่อเวลาที่ท่านเคลื่อนไหว (move) ที่รวดเร็ว และมีความซับซ้อน มักจะคิดว่าความซับซ้อนจะก่อให้เกิดความได้เปรียบ…ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่

ผู้ประกอบการเป็นคนอย่างไร?

ก็ต้องดูนิยามของบุคลิกลักษณะของผู้ประกอบการ

หนึ่ง -ผู้ประกอบการ หรือเถ้าแก่ หรือคนที่สร้างธุรกิจ เขาจะเป็นคนที่เสาะแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ มีแรงปรารถนาอยู่ตลอดเวลา และมักจะมองหาโอกาสที่จะทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงหรือการทำลายกฎเกณฑ์เดิมๆ ที่ธุรกิจเคยทำอยู่

ยกตัวอย่างเช่นเห็นคนเขาเบื่อถุงขยะสีดำ ก็คิดแบบใหม่ขึ้นมา หรือเห็นหมาอุจจาระแล้วเจ้าของสุนัขต้องเก็บอุจจาระหมาไป ซึ่งก็ไม่มีถุงใส่อุจจาระสุนัข ท่านก็คิดถุงใส่อุจจาระสุนัขขึ้นมาเฉพาะเลย ซึ่งก็มีคนทำไปแล้ว

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ตลาดของสยามฟิวเจอร์ บ้านของเขาเคยทำตลาดสดแบบเดิมๆ มาก่อน บริหารตลาดสดแบบเดิมๆ มาก่อน

แต่ว่าเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป

กฎเกณฑ์เดิมๆ ของการสร้างตลาดสดนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ในเมื่อคนทำงานอยู่กลางเมืองเขาคงจะไม่มาเดินที่ตลาดสดอีกแล้ว เขาก็ทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลง (Profit from the Change) และบางครั้งการเปลี่ยนของเดิมทิ้งไปทั้งหมดก็ยังสามารถทำกำไรได้

ในกรณีของสยามฟิวเจอร์นั้นชัดเจนว่าไม่ได้ทำเฉพาะตลาดกลางแจ้ง หรือชุมชนอย่างเดียว แต่ทำเป็นห้างอย่างเอสพละนาดก็ทำได้เหมือนกัน

ผู้ประกอบการแบบนี้จะสร้างผลกระทบ (Impact) อย่างใหญ่หลวง เมื่อเขาสามารถจะสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ขึ้นมาได้
ยกตัวอย่าง เช่น ไมเคิล เดลล์สร้างรูปแบบการทำธุรกิจแบบใหม่ เป็นการขายตรงเลย ตัดพ่อค้าคนกลางทิ้ง
หรือว่าคุณตัน ภาสกรนที ก็สร้างภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่าตามโรงแรมก็มี แต่สำหรับร้านที่ตั้งอยู่เดี่ยวๆ (Stand Alone) ถือว่าเป็นของใหม่ และการที่มีราคาเป็นครึ่งหนึ่งของโรงแรมก็เป็นของใหม่

โมเดลธุรกิจนั้นจะต้องปฏิวัติวิธีการหารายได้ อย่างเช่น amazon.com ซึ่งแทนที่จะต้องเปิดร้านหนังสือ แต่เป็นขายหนังสือผ่านอินเตอร์เน็ต ตัดร้านค้าทิ้ง แล้วเน้นเรื่องการจัดส่ง (Logistic) แล้วก็สร้างระบบความปลอดภัยขึ้นมา
โมเดลธุรกิจใหม่ๆ มักจะเกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต

หรืออย่าง Google ซึ่งก่อนหน้านั้นคนทำอินเตอร์เน็ตเวลาจะเก็บเงินได้จะต้องมีโฆษณาโผล่และต้องคลิ๊กเข้าไป แต่ Google เปลี่ยนวิธีหาเงิน โดยการที่หากใครเสิร์ชข้อมูลอะไรก็จะใส่โฆษณาที่มีเนื้อหาใกล้เคียงเข้าไป

หรืออย่างเฮียฮ้อที่สร้าง DDZ ขึ้นมา แล้วเลิกการขายเทป และเพิ่มวิธีการขายผ่านการดาวน์โหลดขึ้นมา และก็สร้างพันธมิตรขึ้นมา เอาตัวศิลปินดิจิตอลไปจอยกับพิซซ่า และโทรศัพท์ เฉพาะรายได้จากการดาวน์โหลดก็ทำได้ถึง 40 ล้านบาท

Published in: on May 13, 2007 at 10:59 pm Comments (10)

โค่น โมเดอร์นเทรด…ยาก

โมเดอร์นเทรดที่ครองอำนาจตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมานั้นได้กลายเป็น “ระบอบ” ที่ฝังรากลึกลงไปในอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยแล้ว

ถ้าจะ “โค่นระบอบโมเดอร์นเทรด” จริง ก็ต้องมี “คณะปฏิรูปการปกครองระบอบค้าปลีก” เสียก่อน

ใครจะเป็นคนลงมือ ในเมื่อ “พันธมิตรโชวห่วยเพื่อค้าปลีก” ยังไม่เข้มแข็งพอ

ข่าวเครือข่ายต้านระบอบโมเดอร์นเทรดที่สะพัดไปทั่วทั้งก่อนการปฏิรูปการปกครองและหลังปฏิรูปการปกครองก็ยังไม่ซ่างซานั้นแสดงให้เห็นว่าผู้ค้ารายย่อยนั้ย “ทุกข์จริง”

ถึงกับมีข่าวว่าจะรวมตัวกันประท้วงแม้ว่าจะมีประกาศกฎอัยการศึกก็ตาม

แสดงให้เห็นว่า “ระบอบโมเดอร์นเทรด”กำลังจะทำลายค้าปลีกไทยให้สูญพันธุ์ไปจริงจังแล้ว

อันจริงโมเดอร์นเทรดในช่วงแรกที่เข้ามาในปี 2539 นั้น ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นยังไม่ได้รับความนิยมเพราะเพิ่งเข้ามาในช่วงแรก อีกทั้งห้างสรรพสินค้าไทยก็แข็งแกร่ง

ตอนนั้นไม่ได้มองว่าโมเดอร์นเทรดจะเป็นคู่แข่ง เพราะถือว่าอยู่คนละตลาดกันอีกทั้งกลุ่มเซ็นทรัลซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในอุตสาหรรมก็ถือหุ้นใหญ่ในคาร์ฟูร์ และบิ๊กซีอยู่ด้วย ก็เลยคิดว่ายิ่งโมเดอร์นเทรดโต ตัวเองก็จะได้ด้วย

โมเดอร์นเทรดและห้างสรรพสินค้าอยู่คนละตลาดก็จริง แต่ก็มีบางส่วนที่คร่อมกันอยู่ เพราะก่อนหน้านั้นคิดว่าโมเดอร์นเทรดนั้นก็แค่ทำให้แผนกซุปเปอร์มาร์เก็ตให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง

จริงอยู่ที่คนเข้าโมเดอร์นเทรดก็เพราะต้องการไปซื้อของใช้ประจำวันราคาถูกกว่าไปซื้อตามห้างทั่วไป แต่สินค้าอื่นๆจะลูกค้าก็จะไปซื้อตามห้างสรรพสินค้าที่มีของให้เลือกมากกว่าและมีคุณภาพสูงกว่า แต่ทว่าวันนี้ความนิยมของผู้ซื้ออยู่ที่ว่า ถ้าซื้อของใช้ประจำวันราคาถูกได้ที่โมเดอร์นเทรด ก็น่าจะซื้อของอย่างอื่นได้เหมือนกัน

ดังนั้นจะเห็นว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าในโมเดอร์นเทรดก็ขายดีมาก

สุดท้ายโมเดอร์นเทรดก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยยุคใหม่

ในรอบสิบปีมานี้ โมเดอร์นเทรด ซึ่งหมายถึงบิ๊กซี แมคโคร โลตัส คาร์ฟูร์ และ 7-11 ได้เจริญเติบโตขึ้นมาก แผ่กิ่งก้านสาขาและสร้างระบอบของตนขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ยากที่ใครจะโค่นลงได้ เพราะโมเดอร์นเทรดเหล่านี้มีประชาชนเป็นผนังแดงกำแพงเหล็ก

ข้ออ้างของพวกนี้ก็คือ “ก็ประชาชนได้ประโยชน์”

“เป็นความต้องการของประชาชน”

“ประชาชนเรียกร้อง”

ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาว่า ทว่าการแผ่ขยายอาณาจักรโมเดอร์นเทรดไปเรื่อยๆไปบ่อนทำลายธุรกิจรายเล็กรายน้อย เพราะอำนาจมากเหลือเกิน

ฝ่ายโชวห่วยนั้นถูกกระทำจนแทบหมดสภาพที่จะต่อสู้แล้ว

โมเดอร์นเทรดก็คิดว่าโชห่วยสูญพันธุ์ไปแล้วเสียด้วยซ้ำ ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่ามีพลังฮึดได้อย่างไร

Published in: on May 10, 2007 at 12:45 am Comments (12)

โมเดอร์นเทรดโดยเฉพาะโลตัสควรศึกษาบทเรียนจากการเมือง

การที่โมเดอร์นเทรดทั้ง 3 ยินดีที่จะชะลอการขยายสาขาเอาไว้ก่อนนั้น ก็เพราะเป็นการดูทิศทางลมว่า

หากเดินหน้าต่อไปโอกาสการต่อต้านจะรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆอีกทั้งก็ไม่ได้มีแผนขยายสาขามากมายแต่อย่างใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้มีแนวทางในการเปิดสาขาขนาดเล็กเพื่อแย่งชิงตลาดโชห่วยโดยตรง

แต่โลตัสมียุทธศาสตร์อีกแบบหนึ่ง

เพราะโลตัสไม่ได้วางยุทธศาสตร์เฉพาะเปิดห้างขนาดใหญ่เท่านั้น

ทว่าโลตัสต้องการลงทุนเข้าไปยึดตลาดในระดับชุมชน

ดังนั้นโลตัสจึงแข็งขืน ไม่ยอมรับชะลอการขยายสาขา เพราะวางยุทธศาสตร์เอาไว้แล้ว
โลตัสไม่ได้ทำอารยะขัดขืน แต่มั่นใจว่าในพลานุภาพของตนเองว่าสามารถทำได้ตามกฎหมาย เพราะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็คงไม่เดินหน้าอยู่แล้ว

โลตัสน่าจะศึกษาบทเรียนจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นรัฐบาลชุดที่มีอำนาจมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่าเมื่อถือว่าตนเองแข็งแกร่งและเดินหน้าทำในสิ่งที่คิดว่าตนเองทำถูกต้องนั้น บทสรุปจะเป็นเช่นไร

เพราะถึงที่สุดแล้ว เมื่อเกิดการต่อต้านกันทั่วทุกหัวระแหงนั้น ย่อมชักนำให้ภาครัฐเห็นว่าควรจะออกกฎหมายเพื่อควบคุมการค้าปลีกทั้งระบบ

ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายยุทธศาสตร์โลตัสเอ็กซเพรสเท่านั้น

หากยังอาจทำลาย “ระบอบโมเดอร์นเทรด”ทั้งมวลอีกด้วย

Published in: on May 8, 2007 at 2:09 am Comments (15)