Archive for March, 2007

จงกล้าที่จะเป็นผู้ประกอบการเชิงสังคม -Howard Schultz

200px-howard-shultz-starbucks.jpgกฎแห่งการสร้างแบรนด์ได้เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 10 – 15 ปีที่ผ่านมา

ในอดีต บริษัทสามารถสื่อสารข้อความที่ต้องการไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีการทางการตลาดแบบดั้งเดิมได้

แต่ทุกวันนี้ ผู้บริโภคแสวงหาการเชื่อมต่อทางอารมณ์อย่างยั่งยืนกับบริษัทที่พวกเขา patronize

ฐานรากของการเชื่อมต่อนั้นเป็นคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของการสร้างแบรนด์ระดับโลก

สิ่งนั้นคือ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” (Trust)

… ไว้เนื้อเชื่อใจกับ “คน” ของคุณ

… และไว้เนื้อเชื่อใจกับ “ลูกค้า” ของคุณ

ในช่วงแรก ๆ ของสตาร์บัคส์ เราพยายามทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับในสิ่งที่เกินความคาดหวังของเขา

แต่เราตระหนักดีว่าการทำเช่นนั้นได้ เราต้องเริ่มจากการทำให้พนักงานของเรารู้สึก “เกินคาด” เองเสียก่อน

สิ่งที่เราทำในทศวรรษ 1990 นั้นเป็นประจักษ์พยานที่ชัดแจ้งที่สุด

ตอนนั้นเรายังไม่ได้เป็นบริษัทมหาชน และยังไม่ได้กำไร แต่เราได้ให้สวัสดิการรักษาพยาบาลครบชุดแก่พนักงานทุกคน รวมทั้งคนที่ทำงานพาร์ทไทม์ด้วย

เรายังเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าคนของเราควรจะมีส่วนร่วมในความสำเร็จของสตาร์บัคส์ ผ่านการเป็นเจ้าของ Stock Option … ที่เราเรียกมันว่า “หุ้นเมล็ดกาแฟ” (Bean Stock)

มันยากที่จะจินตนาการถึงการหนุนให้มี “ค่าใช้จ่าย” จำนวนไม่น้อยในช่วงตั้งไข่ธุรกิจ

ทว่าสำหรับผม นี่ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย หากแต่เป็น “การลงทุน”

การเจริญเติบโตนั้นสามารถกลบซ่อนความล้มเหลวได้มากมาย และมันมีคุณสมบัติร้าย ๆ ที่บางครั้งทำให้เราไม่เห็นความจำเป็นในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเจริญเติบโตใหม่ ๆ ในอนาคต

เวลาคิดถึงการลงทุนของบริษัท ให้นึกเปรียบเทียบกับการสร้างตึกสูงร้อยชั้น

คุณจำเป็นต้องวางรากฐานอันมั่นคงเพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

Comments (4)

เรียนรู้จากยอดคนสามก๊ก วิถีเล่าปี่

liubei.jpg

strong>เล่าปี่ไม่ใช่ตัวละครที่มีคนชอบในสามก๊กมากที่สุด

ทว่าใครก็ตามที่อยากจะสร้างตัว นอกจากจะศึกษาเถ้าแก่มหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จแล้ว ก็ควรเอาอย่างเล่าปี่

ตอนที่แล้วได้อารัมภบทถึงเล่าปี่ในด้านการบริหารและการจัดการมาแล้ว

ขอสรุปวิถีเล่าปี่ในเชิงกลยุทธ์และการจัดการสมัยใหม่ให้เห็นชัดๆ

1 Image คือทุกสิ่งทุกอย่าง

ดังได้กล่าวมาแล้วว่าเล่าปี่สร้างตัวจากไม่มีอะไร

ในยามกลียุค เกิดศึกสงครามทั่วแผ่นดินนั้น ใครก็สามารถสร้างตัวขึ้นเป็นใหญ่ได้ หากรู้จักสร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ

เล่าปี่คงไม่รู้หลักการตลาดในทางทฤษฎี ทว่าในภาคปฏิบัติแล้ว เขาคือปรมาจารย์

การตลาดที่เล่าปี่ใช้ก็คือการตลาดแบบปากต่อปาก หรือ Word of Mouth Marketing
ในยามสื่อทั้งหลายยังไม่เจริญ การใช้ปากคนพูดต่อๆไปนั้น จะได้ผลดีที่สุด

ถ้าจะให้คนพูดถึงตัวเองในแง่ดี ก็ต้องวางตัวและประพฤติปฏิบัติให้คนเห็นว่าเป็นคนดี

ยุคสามก๊กเป็นยุคที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เอาผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ยากที่มวลชนจะฝากผีฝากไข้ไว้กับผู้ปกครองคนหนึ่งคนใดได้

เล่าปี่วางตัวเป็นคนมีคุณธรรม ไม่แย่งยึดเมืองจากคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสกุลเดียวกันอย่างไร้คุณธรรม ทั้งๆที่ในยุคนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมาย ต้องไม่คำนึงถึงวิธีการที่ใช้

การทำตัวมีคุณธรรม แม้จะทำให้ “ต้นทุน” การตั้งตัวสูงขึ้น แต่ทว่าในเชิงภาพลักษณ์แล้วได้เต็มๆ

ภาพลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์ผู้มีคุณธรรม จิตใจโอบอ้อมอารี เห็นแก่อาณาประชาราษฎร์
นี่เอง ทำให้ชนะใจมวลชน เมื่อจะทำการใหญ่ก็ง่ายกว่าคนอื่น

แต่ท้ายที่สุดเล่าปี่ก็คือนักการเมืองผู้หนึ่ง เช่นเดียวกับโจโฉ เพียงแต่เลือกเดินคนละสายเท่านั้น

เล่าปี่เลือกเดินสายพิราบ สมานฉันท์ สันติภาพ

เล่าปี่ไม่สามารถเดินสายเดียวกับโจโฉ เพราะอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ความสำเร็จของเล่าปี่ คือความสำเร็จของการตลาดภาพลักษณ์(Image Marketing)

ตัวตนจริงๆของเล่าปี่จะเป็นอย่างไรไม่มีใคร แต่เมื่อประชาชนมองว่าเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม

ภาพลักษณ์นี้ก็จะติดตัวเขาตลอดไป

2. มอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้ผู้มีสติปัญญาเหนือตน

ผู้ประกอบที่เริ่มตั้งตัวนั้น ต้องมีปณิธาน ต้องการตั้งตัวเป็นใหญ่

มีความฝัน ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัญญาและความสามารถ ตลอดจนกระทั่งบุคลากรเพียบพร้อมหรือไม่

จุดที่ทำให้ผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่ไปไม่ถึงไหนก็คือคนแวดล้อมนั้นล้วนแต่เป็นผู้ประจบสอพลอ ทำให้ไม่สามารถสานฝันจนถึงฝั่งได้

จุดอ่อนอีกประการก็คือ ไม่รู้จุดอ่อน จุดแข็งของตน

เล่าปี่รู้ตัวดีว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำคนอื่นๆแล้ว ตนนั้นเต็มไปด้วยจุดอ่อน มีจุดแข็งน้อยมาก

จุดแข็งเด่นๆของเล่าปี่มีเพียงสองประการเท่านั้น

นั่นคือภาพลักษณ์คนดีมีคุณธรรม และมีศิลปะในการครองใจคน

ทว่าหากจะตั้งต้นเป็นใหญ่ จุดแข็งทั้งสองประการไม่เพียง

ต้องมีสติปัญญาเหนือคน เพราะในยุคสามก๊ก ไม่ได้รบกันด้วยกำลัง ไม่เช่นนั้นลิโป้คงเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้ว

เมื่อเล่าปี่สำนึกว่าตนนั้นด้อยสติปัญญา ก็ไม่ฝืน พยายามหาผู้มีสติปัญญามาเป็นกุนซือ

เพราะรู้ว่าการมีสามทหารเอก กวนอู เตียวหุย จูล่ง ไม่เพียงพอกับการตั้งตัวเป็นใหญ่ เขายังขาดมันสมองใหญ่ในการกำหนดแผนรบและครองแผ่นดิน

เขาแตกต่างจากโจโฉที่ทั้งมีความสามารถในการรบและวางแผนการรบด้วยตัวเองได้

ขณะที่เล่าปี่ไม่มีในสิ่งที่โจโฉมี จึงต้องหาคนมากระทำการแทน

การเพียรพยายามไปเยือนกระท่อมหญ้าของขงเบ้งที่เขาโงลังกั๋งถึง 3 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับกุนซืออย่างสูง เพราะก่อนหน้าเขาเห็นว่าการรบอย่างมีแผน กับการรบอย่างไร้แผนนั้น ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร

เมื่อชีซีและสุมาเต็กโช ให้การยกย่องขงเบ้งอย่างสูง

เขาจึงเชื่อมั่นและให้ความสำคัญกับพญามังกรแห่งเขาโงลังกั๋งมากๆ ทั้งๆที่ขงเบ้งอายุเพียง 27 ปีและไม่มีประสบการณ์มาก่อน

ทว่าเล่าปี่ก็พร้อมมอบอำนาจให้ขงเบ้งเป็นซีอีโอ

ส่วนตนเองนั่งเก้าอี้ Chairman

ถ้าเขาใช้คนผิด ก็อาจล่มสลาย

ถ้าใช้คนถูก ก็เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

Comments (17)

เรียนรู้จากสามก๊ก ตอน (1) การสร้างตัวของเล่าปี่

สามก๊กฉบับภาษาังกฤษ ว่ากันว่าใครอ่าน “สามก๊ก” สามจบ คบไม่ได้

ประโยคนี้แสดงว่าสามก๊กนั้นเป็นหนังสือที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม คนที่อ่านมากถึงสามครั้ง ย่อมซึมซับเพทุบายต่างๆไปโดยไม่รู้ตัว

เพราะตัวละครสำคัญในสามก๊กนั้นมากเล่ห์เพทุบาย

อ่านมากๆเข้าก็อาจจะคิดแบบโจโฉเข้าสักวัน

พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา

อันนี้ก็เป็นประโยคที่ติดปากเหมือนกัน

ผมเคยถามผู้บริหารหลายคนว่าชอบตัวละครใดในสามก๊กมากที่สุด

จำได้ว่าคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมิศักดิ์ ตอบว่า “เล่าปี่”

นอกจากนั้นแล้ว ผมก็ยังมองนักธุรกิจระดับ tycoon ด้วยว่าเขาเป็นตัวละครใดในสามก๊ก

กล่าวสำหรับคุณก่อศักดิ์นั้น เมื่อละครที่เขาชอบมากที่สุดคือเล่าปี่ ซึ่งเป็นพระเอกในสามก๊ก ก็เป็นไปได้ว่าเขามองว่าธนินท์ เจียรวนนท์ นายใหญ่ของเขานั้นคือเล่าปี่

ส่วนตัวเขาอาจจะเปรียบเทียบได้กับอะไร ก่อศักดิ์ไม่ยอม แต่ถ้าจะให้เดาอาจเป็น “ขงเบ้ง”

วันนี้จะเขียนถึงภูมิปัญญาจากสามก๊ก โดยจะหยิบตัวละครทีละตัวจากพงศาวดารจีนเรื่องนี้มาเขียนถึงเชื่อมโยงเข้ากับกลยุทธ์และการจัดการสมัยใหม่ โดยกล่าวถึงตัวละครเล่าปี่

อาจจะมีคนเขียนถึงเล่าปี่มามาก

หลายคนถึงกับ “ดูเบา” เพราะในบรรดาเจ้าก๊กทั้งสามนั้น เล่าปี่อาจดูด้อย เมื่อเปรียบเทียบกับโจโฉ และไม่เด่นอะไรมากเมื่อเปรียบเทียบกับซุนกวน แต่ผมกลับมองอีกมุม

ถามว่าเล่าปี่คือตัวละครที่ผมชอบมากที่สุดใช่ไหม

ตอบได้ทันทีเลยว่าไม่ใช่

ตัวละครที่ผมโปรดปรานมากที่สุดคือขงเบ้ง

ส่วนตัวละครที่ผมพยายามศึกษานิสัยใจคอมากที่สุดคือ โจโฉ เพราะโจโฉเป็นตัวละครที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตจริงๆ เป็นตัวละครที่คุณผู้อ่านอาจจะพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้วก็เป็นได้ ทว่าอาจจะไม่ได้เห็นชัดเจนว่าเป็นโจโฉ เพราะโจโฉเป็นตัวโกง คงไม่มีใครสรรเสริญเยินยอตัวโกงเป็นแน่

จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ไม่มีใครแสดงว่าตัวเองเป็นโจโฉ

แต่ถ้าให้คุณหญิงหมอพรทิพย์ตรวจดีเอ็นเอ จะพบว่าเป็นโจโฉ

กลับมาที่เล่าปี่

เล่าปี่เป็นคนที่สร้างตัวเองคนที่ไม่มีอะไรเลย

ฝรั่งจะเรียกว่า Create Something out of Nothing

หรือที่เราเรียกจีนโพ้นทะเลที่สร้างธุรกิจยิ่งใหญ่ว่ามีแค่เสื่อผืนหมอนใบเท่านั้น

คนที่สร้างตัวจากมือเปล่าจนกลายเป็นหนึ่งในสามฮ่องเต้นั้น ไม่เก่งก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว

ที่สำคัญก็คือเล่าปี่ไม่ใช่คนที่ฉลาดปราดเปรื่อง ไม่ว่าจะเชิงบุ๋นหรือเชิงบู๊

รบก็รบไม่เก่ง

วางแผนก็ไม่ใช่จุดแข็ง

เช่นนั้นแล้ว เล่าปี่ขึ้นเป็นใหญ่ได้อย่างไร

สิ่งที่เล่าปี่มีก็คือ “ภาพลักษณ์ที่ดี” และความเป็นเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่น ที่แม้จะห่างจากพระเจ้าเหี้ยนเต้เหลือเกิน แต่เล่าปี่ก็รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

ทว่าไม่ใช่อยู่ดีๆจะไปประกาศว่าตนเป็นเชื้อพระวงศ์ ถ้าไม่มีคนยอมรับล่ะ ไม่หน้าม้านรึ

คนเรานั้นหากจะคิดทำการใหญ่ได้ต้อง “สะสมคนเก่ง”

การที่เล่าปี่ซึ่งเป็นลูกคนทอเสื่อขาย เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับกวนอู เตียวหุย โดยที่มีปณิธานตรงกัน ถือว่าเป็นการมองคนขาด เพราะในเวลานั้นทั้งกวนอู เตียวหุย ก็ยังไม่ได้สร้างวีรกรรมลือลั่นแต่อย่างใด

เล่าปี่คงมีลักษณะดึงดูดบางประการ ถึงทำให้จูล่ง มาเป็นทหารเอกคู่ใจ

จุดเด่นของเล่าปี่ก็คือเป็นคนมีภาพลักษณ์

เล่าปี่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ความเป็นคนโอบอ้อมอารี มีเมตตา และเป็นเชื้อพระวงศ์(แม้จะปลายแถวก็ตามที) ได้กลายเป็น Positioning ที่แข็งแกร่ง ที่ยากจะหาใครเทียมทานในช่วงเวลานั้น

แม้เล่าปี่จะมีเชื้อพระวงศ์ แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว เขาคือลูกชาวบ้าน ที่เรียนหนังสือไม่เก่ง แต่คิดการใหญ่

ทว่าเล่าปี่สามารถแปลงจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็งได้

การที่เขามาจากลูกชาวบ้านนั้น ทำให้เขารู้ว่าชาวบ้านต้องการผู้ปกครองแบบไหน เขาจะเป็นผู้ปกครองในฝันของชาวบ้าน

Positioning เช่นนี้ได้ขจรขจายไปแบบปากต่อปาก ไม่เพียงชาวบ้านจะรัก บรรดาผู้มีฝีมือต่างเข้าด้วยกับเล่าปี่ไม่น้อย

และเป็นเหตุให้ได้ขงเบ้งมาเป็นกุนซือในเวลาต่อมา

ความที่เล่าปี่เรียนไม่เก่ง ทำให้เขาอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าหาปราชญ์

การไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ทำให้เขาเป็นคนเก็บความรู้สึก ไม่แสดงออกทางใบหน้า

อย่างไรก็ตาม โจโฉกลับหวาดเกรงเล่าปี่มากที่สุด

เพราะมองว่าคนอย่างเล่าปี่นั้นคิดการใหญ่ สะสมคนดีมีฝีมือ

อาจจะเป็นภัยต่อตนในภายภาคหน้าได้

Comments (9)

The Power of Design

tenface.jpg

เมื่อเร็วๆนี้ทอม เคลลี่ มาเยือนเมืองไทยเงียบๆ

ในวงกว้างอาจไม่มีใครสนใจเขามากเท่าไหร่

ทว่ายุทธจักรดีไซน์ ต้องถือว่าเขาเป็นมือหนึ่ง

ขนาดผมสนใจด้านการดีไซน์แบบงูๆ ปลาๆ

ชื่อคุณทอมยังดังสนั่นหูอยู่จนถึงวันที่รู้ว่าเขาจะเดินทางมาเยือนเมืองไทย วันที่ 7 ตุลาคม ตามคำเชิญของ TCDC(Thailand Creative & Design Center)

พูดถึง TCDC ก็ต้องถือว่าทำอะไรให้สังคมไทยมากพอตัวอยู่เหมือนกัน แม้จะถูกโจมตีว่าใช้เงินมหาศาลก็ตาม

ผมเคยบอกผู้บริหาร TCDC เมื่อสองเดือนเศษๆที่ผ่านมาว่า สิ่งที่ TCDC ต้องทำโดยด่วนก็คือ “กู่ร้องให้ก้องโลกถึงเหตุผลที่ TCDC ควรอยู่ หากรัฐบาลทักษิณ มีอันเป็นไป”

เพราะผมรู้ดีว่า TCDC ย่อมตกเป็นเป้าแน่ๆ เพราะเป็นลูกรักของพันศักดิ์ วิญญรัตน์ และที่สำคัญก็คือใช้เงินเยอะมาก แต่ผู้คนรู้จัก TCDC ในวงจำกัดมาก

ยกตัวอย่างเช่น การมาของทอม เคลลี่ นั้น จริงๆแล้วต้องตีฆ้องร้องป่าวมากกว่านี้ เพราะคนๆนี้มีความสำคัญ ไม่ใช่เพราะเก่งฉกาจหรือหรูเลิศอะไรหรอก ทว่าชื่อชั้นของเขาเอามาทำประโยชน์ทางการประชาสัมพันธ์ได้

ทอม เคลลี่ คือผู้จัดการทั่วไปของ IDEO บริษัทดีไซน์ชั้นนำของโลก

ผมรู้จักชื่อ IDEO มานานหลายปี จากการอ่านนิตยสาร BusinessWeek ฉบับว่าด้วยเรื่องดีไซน์ ผลปรากฏว่าต้องเห็นชื่อ IDEO ทุกครั้ง และเมื่อดูจำนวนเหรียญทองซึ่งเป็นรางวัลการออกแบบนั้น บริษัทที่ได้เหรียญอย่างต่อเนื่องและมากที่สุดก็คือ IDEO นั่นเอง

ดังนั้น การมาเมืองไทยของทอม เคลลี่ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา

น่าเสียดายที่ TCDC จัดให้เขาพูดเพียง 40 นาที ซึ่งเวลาขนาดนี้จะไปพูด อะไรได้มาก นอกจากพูดถึงหนังสือของตนเองเท่านั้น

หนังสือเล่มล่าสุดของทอม คือ The Ten Faces of Innovation ซึ่งเป็นเรื่องการผนวกดีไซน์กับนวัตกรรมเข้าด้วยกัน

ทอม ยกคำจากนิตยสาร The Economist ที่ว่า “ Innovation is now recognizes as the single most important ingredient in any modern economy”

ขณะที่ Ideo นั้น “ Seeing innovation a tool for transforming the entire culture of organization”

The Ten Faces of Innovation น่าจะได้รับอิทธิพลมาจาก Six Thinking Hats ของเดอ โบโน เพราะแบ่งคนออกเป็นประเภท ส่วนเดอ โบ โน แบ่งวิธีคิดออกตามสีหมวก

คนทั้ง 10 ประเภทในองค์กรที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมคือ
1. The Anthropologist
2. The Experimenter
3. The Cross-Pollinator
4. The Hurdler
5. The Collaborator
6. The Director
7. The Experience Architect
8. The Set Designer
9. The Caregiver
10.The Storyteller

ถ้าถามทอมว่าชอบมนุษย์ประเภทใดมากที่สุด

The Anthropologist คือคำตอบสุดท้าย

แรกเริ่มเดิมที ทอมก็ไม่ได้นิยมชมชื่น The Anthropologist เลย เขาคิดว่าการจ้างพวกจบดอกเตอร์มานั่งเฝ้ามองพฤติกรรมมนุษย์ ถ่ายภาพหรือคลิป วิดีโอ และเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่ตนเองเห็นนั้นเป็นอย่างไร

อะไรมันจะง่ายปานนั้น

ขณะที่คนอื่นทำงานยากแทบตาย

แต่แล้วในที่สุด ทอมก็เปลี่ยนความคิด 180 องศาเกี่ยวกับบทบาทของ The Anthropologist

“พวกเรามีนักแก้ปัญหาอยู่มากมาย แต่เราต้องรู้ก่อนว่าปัญหาที่จะไปแก้นั้นคืออะไร

ทอมเห็นว่าความเก่งของ The Anthropologist คือ มองปัญหาในกรอบใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากการลงไปสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ในพื้นที่

“The right solution can spark a breakthrough”

Comments (7)

Comments (31)