วิพากษ์นิโคล

บทสัมภาษณ์จากนี้ไปนำมาจากรายการ Business Connection FM 96.5 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ระหว่างธันยวัชร์ ผู้ถามและสรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล ผู้ตอบ

Thaicoon เห็นว่ามีประโยชน์ จึงนำมาถ่ายทอดต่อและปรับตามความเหมาะสม

ธันยวัชร์ :ถามว่าการนำคุณป้า นิโคล กลับมาเป็นความคิดของใคร

สรรค์ชัย : ผมเองครับ

ผมนึกแล้วก็เอาประสบการณ์เก่าๆ ผมวิจารณ์เรื่องนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ก็วิจารณ์ได้ แต่ที่ผมสำเร็จอย่างหนึ่งคือ เมื่อทุกคนพูดถึง ทุกรายการโทรทัศน์ เอาไปออก ผมได้ Awareness เรียบร้อยแล้ว มีแต่คนคิดว่าทำไมเอาคนเก่ามา แต่ไม่มีใครบอกว่าไม่ดี

ที่เอารายการต่างๆเอไปออก เพราะเป็นคน แกรมมี่และแกรมมี่เตรียมจะออกเทปด้วยหรือเปล่า?

ผมว่าไม่ใช่ เพราะรายการบางรายการจำนวนเยอะผมว่าไม่เกี่ยว
เขาเห็นว่ามันเป็นประเด็นของคนที่หยุดทำงานไปสามปี
คนเป็นพรีเซนเตอร์เก่าและกลับมาเป็นใหม่ มันก็เป็นประเด็นของข่าว
มันก็เกิดการไปคุ้ยกันต่อและพวกสื่อต่างๆ ก็พูดถึง เขียนถึง หนังสือพิมพ์ยังด่าผมเลย มีวิจารณ์ จะดีหรือไม่ดีก็ไม่เป็นไร แต่มันไม่มีอะไรเสีย

โกรธรึเปล่าครับ

ไม่มีโกรธครับ ของอย่างนี้ใครจะว่าอย่างไรก็ได้ แต่มันได้ Awareness ไปแล้ว

จริงๆแล้วการทำ Marcom ของโพสเพต พรีเซนเตอร์จำเป็นหรือไม่

มันแล้วแต่เราจะมองเพราะพรีเซนเตอร์จะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ เพราะมันไม่ได้ทำให้การโฆษณานั้นล้มเหลวหรือไม่ล้มเหลว เพราะพรีเซนเตอร์มันไม่ได้เกี่ยวกับ Massage ที่เราต้องการจะบอก แต่ในเคสของเราพรีเซนเตอร์มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะจริงๆแล้วเราต้องการทำโฆษณา

วันนี้ผู้บริโภคมีปัญหาอย่างหนึ่งคือทิ้งเบอร์เปลี่ยนเบอร์เยอะ เราก็มองว่ามีลูกค้าอยู่กลุ่มหนึ่งคือลูกค้าโพสต์เพด เขาใช้โทรศัพท์มือถือไม่ใช่เพื่อความสนุกสนาน ความสนุกสนานเช่นพวกวัยรุ่นพอเลิกกับแฟน ก็จะเปลี่ยนเบอร์เปลี่ยนโทรศัพท์ สำหรับลูกค้าที่เป็นโพสต์เพด ส่วนใหญ่เขาจะไม่เปลี่นเบอร์

เราพยายามทำตรงนี้เพื่อทำให้เกิด Testimonial ว่าจริงๆแล้วเบอร์โทรศัพท์ จริงมันก็เหมือนบัตรประชาชนของคุณหรือชื่อของคุณ

เพราะฉะนั้นถ้าคุณต้องการใช้โทรศัพท์มือถือในการที่จะสร้างหรือการทำธุรกิจที่มันไม่ใช่การโทรเล่นๆ ธรรมดา

คุณก็ต้องเลือกบริการโทรศัพท์มือถือที่ดีที่สุด เราก็ Testimonial

อย่างนิโคลเราไม่ถึงแกรมมี่ เพราะแกรมมีไม่เกี่ยวข้อง

จริงๆแล้วนิโคลเป็นลูกค้าเรามา 10 กว่าปีแล้ว เราก็เช็คจากฐานข้อมูลของเราว่าเธอไม่เคยเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือเลย เราถามดูว่าเพราะอะไร เธอก็ตอบว่าเพราะหาระบบอื่นที่มันดีกว่าระบบนี้ไม่ได้ และก็ใช้มาจนกระทั่งทุกคนรู้และก็เป็นโทรศัพท์มือถือที่ไม่มีก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นตรงนี้เราต้องการที่จะทำ Testimonial ให้ดูว่า ด้วยความเป็นจริงแล้วโทรศัพท์หรือตัวคุณ

จริงๆแล้วถ้าคุณเลือกเครือข่ายที่ให้บริการที่ดีพอสมควรเรียกว่ามี Coverage ที่ดี คุณสามารถจะใช้ต่อเนื่องต่อไปได้ และคุณก็จะมีความพึงพอใจในบริการที่คุณได้อยู่ ก็ตามนี้ เราก็พยายามทำทุกอย่างให้มันจริงหมด

และถ้ามันมีสิ่งที่เรียกว่า Number portability ตรงนี้จะมีผลอย่างไร

ก็ให้มันมีก่อน

จบเลย

มันไม่จบหรอกครับเพราะมันยังไม่มี และกว่ามันจะมีขึ้นมาได้หนังเรื่องนี้ก็เริ่มออกอากาศไปแล้ว

นั่นก็อาจจะเป็น Marketing อีกแบบหนึ่ง?

นั่นเดี๋ยวก็ทำกันใหม่

แล้วจะทำย่างไร

ก็เดี๋ยวก็ว่ากันใหม่ เพราะว่าจริงๆแล้วเราก็คิดอยู่เหมือนกัน ว่าต้องบอกมั้ยว่า10 ปีใช้ระบบเดิม ทีนี้คนไทยไม้คุ้นเพราะคนไทยไม่รู้จักว่าระบบเดิมสู้เบอร์เดิมไม่ได้ เบอร์เดิมคือระบบเดิมแน่นอน อนาคตอาจจะเปลี่ยนแต่หนังเรื่องนี้ผมไม่ได้ใช้ยาวขนาดนั้น อนาคตค่อยว่ากันใหม่

จริงๆแล้ว พรีเซนเตอร์น่าจะเป็นนักธุรกิจ

เป็นนักธุรกิจแล้วใครสนใจ

ก็ต้องเป็นนักธุรกิจที่คนสนใจ

สนใจแล้วยังไง แต่พออยู่ต่อหน้าลูกค้า 5 พันคน คุณให้นักธุรกิจไปทำอะไร ทำอะไรให้ลูกค้าคุณดู

อันนี้นึกไม่ออก

คุณรู้หรือไม่ที่สำคัญ คือผมต้องการจะเปลี่ยนพฤติกรรมบางตนให้ใช้ DATA มากๆ การใช้ DATA มากๆมันคือการดาวโหลดเพลงทั้งเพลง เพลงทั้งเพลงประมาณ 3-4 เมกกะไบต์ พฤติกรรมของคนวันนี้ไม่ค่อยดาวโหลด
ผมเอาเพลงของนิโคลทั้งหมดให้คนดาวโหลดฟรีในเครือข่ายเอไอเอส ไม่เก็บตัง เพราะฉะนั้นคนก็จะคุ้นเคยกับการดาวโหลด มันเท่ากับการเปิดแชนนอลใหม่ จากเมื่ออก่อนนี้ที่เราเคยซื้อริงโทนวันนี้เลิกแล้ว เพราะในอีก 1 ปีข้างหน้าผมจะมีเพลงอยู่ในเนตเวริคผมหลายแสนเพลง เพื่อให้คนซื้อ แต่ว่าราคาถูก ไม่มี DRM

ทาง GSM ก็จะมีซอฟท์แวร์ขึ้นมาเรียกว่า Time Coding เช่นคุณซื้อเพลงจาก iPod จาก iTune มี DRM คุณก็ไปเล่นในเครื่องอื่นไม่ได้ คุณซื้อเพลงอีกไซด์หนึ่งเป็น Window DRM คุณก็ไปเล่นกับคนอื่นไม่ได้ ซอฟท์แวร์ตัวนี้ก็เป็นตัวเปลี่ยน DRM จากฟอร์แมตหนึ่งไปอีกฟอร์แมตหนึ่ง คุณมี iPod คุณซื้อเพลงถูกต้องตามกฎหมายคุณมี DRM ล็อกคุณ คุณต้องการจะเอาฟังบนโทรศัทพ์มือถือ ซึ่งเป็นระบบ DRM อีกอันหนึ่งคุณสามารถเปลี่ยนได้เลย

เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าในอนคาคตระบบ DRM มันตายแน่นอนเพราะว่ามันไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับผู้บริโภค มันเป็นประโยชน์สำหรับผู้ขาย

เราก็เลยสร้างพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ถึงได้เอานักร้อง

ซึ่งนิโคลไม่ได้ร้องเพลงตัวเองด้วย

เราถึงต้องเอานักร้อง เพราะว่านักร้องมีเพลงหลายสิบเพลงให้ดาวน์โหลด แล้วผมก็เอามาให้ลูกค้าฟรี

กี่เพลงครับตอนนี้

ตอนนี้ไปแล้ว 2 แล้วก็ออกมาเรื่อยๆ อัลบั้มเขาออกมาเราก็ทำครบพอดี

แสดงว่านิโคลที่ออกมา ทางแกรมมี่เขาจะให้โหลดฟรี?

ใช่ครับ

ยังมีคนจำนิโคลได้หรือไม่ว่าเขาร้องเพลงอะไร

เยอะเลย เราไปทำรีเสิร์ชสำหรับลูกค้า และไม่ใช่แค่ลูกค้าของเราอย่างเดียว แต่รวมถึงลูกค้าของคู่แข่งด้วย
95% จำได้ว่านิโคลเคยเป็นพรีเซนเตอร์ของเรา และเราก็ทำ Pre-Test ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ลูกค้าจะยอมรับหรือไม่ มากกว่า 90% Positive เราถึงทำหนังเรื่องนี้ออกมา

ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ ทำด้วยความรัก ความพิศวาท ไม่มีอย่างนั้น เราใช้ Research Base หมด

ผมไม่เห็นด้วย ผมชอบคนใหม่ๆ ผมไม่ชอบคนเก่า ผมรู้สึกว่าตัวเบิร์ดยังไม่มี Brand Value นะมาชะ เตะเบิร์ดทิ้งไปเลย เอาตัวหมีแพนด้ามาซึ่งโอเคกว่า

ขนาดเป็นเบิร์ดซึ่งถือว่ามี Brand Value สูงสุดเลย

ที่เราเรียกนิโคลก็เป็นเพราะว่า หนึ่งเราต้องการแสดงถึงความเป็นจริง
สองเราต้องการเอาเพลงมาสร้างพฤติกรรม
และสามมันทำให้เราเกิด Event กับ Mass ได้
เราใช้ Research Base หมด เราใช้ความคิดของผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินหมด เราไม่ได้ใช้ความคิดของผมเอง หรือใครเองเป็นผู้ตัดสิน

แต่เดี๋ยวนี้บางที เขาบอกว่าต้องเป็น Market Driving ไม่ใช่ Market Driven อย่างเดียว

ไม่หรอก สำหรับเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ คุณตัดทิ้งก็ได้ โฆษณาคุณก็ยังมีอยู่ดี คุณใช้นักธุรกิจก็ได้ คุณก็สามารถพูดอย่างเดิมได้อยู่ดี เพียงแต่ว่าพูดอย่างไรให้คนอยากฟัง ซึ่งพรีเซนเตอร์ก็มาจริงตรงนี้ แล้วบังเอิญว่าเราต้องการพฤติกรรมคนให้ใช้ดาวน์โหลดเพลงด้วย นักธุรกิจทำเพลงให้คนอื่นโหลดไม่ได้

ตอนที่เลือกนั้น ถ้าไม่ใช่นิโคลจะเป็นใคร

หลายคน แต่ผมจะไปพูดเพื่ออะไร เพราะว่าคนที่ถูกเราเอาไปรีเสิร์ชแล้วตกไป เราพูดวันนี้ก็คงไม่ดีสำหรับเขา

ปาล์มมี่มีหรือไม่

ปาล์มมี่ไม่ใช้อยู่แล้ว เพราะว่าเขาเป็น one2 call อันนี้เรากำลังพูดถึงโพสท์เพดกัน

แต่ถ้าเอาอยากให้เอาคนใหม่ๆ ชอบอะไรที่มันสดใส

เราก็อยากได้คนใหม่ๆ แต่คนใหม่ๆ กระดูกเบอร์มันต้องถึง แต่ถ้าเป็นคนใหม่ที่กระดูกเบอร์ยังไม่ถึง ซึ่งถ้าเราไปเอานักร้องคนใหม่มาเป็นพรีเซนเตอร์ GSM แล้วเขาดาวน์โหลดเพลงได้อย่างไร ในเมื่อเพลงยังไม่เป็นที่รู้จักเลย

โน้ตกับตูนไม่ล้มเหลว?

อันนั้นก็ไม่ล้มเหลว เพราะว่าเขาประสบความสำเร็จถึงจุดๆ หนึ่ง แต่อันนั้นเรายังไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะเอาเพลงมาให้คนดาวน์โหลด ก็แค่เป็นพรีเซนเตอร์ เราต้องการแค่นั้นเอง แต่วันนี้เราต้องการเพลงที่ดี ฟังแล้วอยากได้

Published in: on February 27, 2007 at 4:55 pm Comments (19)

โลกาวิวัฒน์ – สุวิทย์ เมษินทรีย์

ดังที่ทราบกันดีว่ากระแสโลภาภิวัตน์นั้นมีการวิวัฒน์อยู่ตลอดเวลา

ย้อนไปเมื่อ 500 ปีที่แล้ว มันเป็นกระแสโลกาภิวัตน์แบบ “รัฐภิวัตน์” (Globalization of Nation-States)

ถัดจากนั้นเข้าสู่ “บรรษัทภิวัตน์” (Globalization of Companies)
ปัจจุบันเทคโนโลยีสื่อสาร อินเตอร์เน็ต ทำให้โลกาภิวัตน์ปรับไปสู่ยุค“ปัจเจกภิวัตน์” (Globalization of People) เฉกเช่นปัจจุบัน

ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ เราจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า โลกาภิวัตน์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

“รัฐภิวัตน์”เป็นเรื่องของ “ผู้ล่าอาณานิคม” กับประเทศที่เป็น “อาณานิคม” ดังนั้นโครงสร้างความสัมพันธ์จะเป็นลักษณะของ Core & Peripherals…ประเทศที่เป็นแกนกลาง และประเทศที่เป็นบริวาร
ขณะนั้นความสนใจสนใจของผู้ล่าอาณานิคมก็คือ การเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ เข้าถึงแหล่งตลาดเหมือนกับที่อังกฤษครอบครองพม่า ครอบครองอินเดีย ฯลฯ เพื่อที่จะเข้าถึงอุปสงค์และอุปทานในประเทศนั้นๆ (Access to Supply and Demand)

ต่อมายุคก็เปลี่ยนไปมันมาสู่ยุคของ “บรรษัทภิวัตน์” เป็นยุคที่มองในแง่ของ “บริษัทแม่” กับ “บริษัทลูก”
มองในแง่ “Home Country” กับ ”Host Country” เพราะฉะนั้นคอนเซ็ปต์ก็จะมามองเรื่องการเคลื่อนย้ายทุนขนาดใหญ่ เรื่องของการแบ่งงานกันทำระหว่างประเทศ (International Division of Labor)

ประเทศนี้ทำเรื่องวิจัยและพัฒนา ประเทศนี้ทำเรื่องผลิต ฯลฯ ทำในสิ่งที่ประเทศนั้นๆ มีข้อได้เปรียบ แล้วนำมาประกอบกันแล้วนำมาขายในตลาดต่างๆทั่วโลก

ยุคนี้เปลี่ยนอีกแล้ว เปลี่ยนมาสู่ยุค “ปัจเจกภิวัตน์” ขณะนี้เทคโนโลยีต่างๆ ทำให้คนสามารถสร้างความแตกต่างได้ ระหว่างคนที่ฉลาด (Smart) กับคนที่ฉลาดกว่า (Smarter) ฉะนั้นโลกในอนาคตนั้นเป็นโลกของเครือข่าย เป็นโลกของการทำงานร่วมกัน เหมือนกระทรวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทบวง กรม ก็จะต้องทำงานร่วมกันมากกว่านี้ รวมทั้งต้องทำงานร่วมกับเอกชนมากกว่านี้ ต้องไปทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นมากกว่านี้

ดังนั้นความสำคัญก็จะมาจากสองส่วน ส่วนแรกก็คือ “การติดต่อเชื่อมโยง” (Connectivity) ว่าเรามีคอนเนคชั่นกับคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหน

แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ “ปฏิสัมพันธ์ต่อกัน” (Interactivity) ว่ามีให้กับคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหน
ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อน “ปัจเจกภิวัตน์” จากนี้ไป

Published in: on February 20, 2007 at 3:59 pm Comments (16)

เศรษฐกิจพอเพียง ความเห็นจาก inkberry แฟนรายการท่านหนึ่ง

ก่อนอื่นผมขออนุญาตพี่ธันยวัชร์ และ คุณอาทิตย์ พูดถึงเรื่อง นอกเหนือจากประเด็นที่ถูกตั้งขึ้น เนื่องจากผมอ่านบทความ สู้โลกาภิวัตน์ สู้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่ได้กรุณาส่งมาให้ เมื่ออ่านแล้วก็จึงเกิดความคิด และได้นำประเด็นนี้ขึ้นมา

ผม และคนไทยทุกคนต่างได้ยิน คำว่า เศรษฐกิจพอเพียงมาแล้ว มากบ้าง น้อยบ้าง ผมก็เกิดความสงสัยว่า เศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ แล้วคืออะไร คือระบบเศรษฐกิจ หรือ คือความแนวคิด คือทฤษฎี และที่สำคัญ คือ จะนำมาปฏิบัติได้อย่างไร ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และ มหภาค

ในความเข้าใจของผม เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับ ทักษิโนมิค แต่ทั้ง 2 แนวคิด คือวิธีการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างระบบทุนนิยมคือรถยนต์ หลักทักษิโนมิค จะไม่ใช่เครื่องบินและเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ใช่เรือ แต่เป็นวิธีการขับเคลื่อนระบบทุนนิยมที่แตกต่างกัน ขณะที่ทักษิโนมิค ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้น ทำให้รถยนต์มีความเร็วสูง หากแต่ส่งผลต่อความสึกหรอของเครื่องยนต์ เกิดมลภาวะทางเสียง ทางอากาศ และการสิ้นเปลืองน้ำมัน เศรษฐกิจพอเพียงก็คือ การใช้รถตามสมถนะของเครื่องยนต์

แน่นอน เรื่องความแรงอาจไม่สามารถสู้กับแบบทักษิโนมิคได้ แต่อายุการใช้งานก็จะมากขึ้น ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงก็น้อยลง ขณะที่ก็ไม่ทำให้เกิดมลภาวะ และรถยนต์ก็ยังขับไปได้

หากรถยนต์คันนี้เป็นรถของเราเอง บางคนชอบรถแรง บางคนไม่ชอบ ก็แล้วแต่ หากแต่รถยนต์คันนี้คือประเทศชาติ ซึ่งไม่สามารถขายทิ้ง และซื้อใหม่ได้

ดังนั้น การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงมีความจำเป็นอย่างมาก
ทักษิโนมิค ให้ความสำคัญต่อ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างมาก โดยเชื่อว่าหาก GDP โตขึ้น ก็จะทำให้ความมั่นใจในศก. ไทยมีมากขึ้น แต่ถ้าเรามาศึกษาในรายละเอียดแล้ว จะเห็นว่า การโตขึ้นของ GDP ที่ผ่านมาเป็นภาวะหลอก โดยที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานความเป็นจริงเลย

GDP นั้นประกอบด้วยตัวแปรต่างๆ คือ การบริโภค C, การลงทุน I, ค่าใช้จ่ายภาครัฐ G และ มูลค่าการส่งออกสุทธิ (ส่งออกX-นำเข้าM)

จริงๆ แล้วการเติบโตของ GDP ควรเริ่มต้นจากการลงทุน I ของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เมื่อเกิดการลงทุน ก็จะเกิดการจ้างงาน เมื่อประชาชนมีรายได้(ค่าจ้าง) ก็นำรายได้ไปบริโภค(C )ขณะที่ก็ส่งเงินภาษีกลับเข้ารัฐ และรัฐก็นำภาษีที่ได้ มาบริหารจัดการ สร้างสาธารณูปโภค และให้บริการด้านต่างๆ (G)

ขณะที่หากมีการลงทุนมากขึ้น ก็จะมีผลิตภัณฑ์มากขึ้น หลังจากประชาชนในประเทศบริโภคแล้ว ก็นำที่เหลือส่งออก (X) นี่คือหลักสำคัญของศก.แบบทุนนิยม ซึ่งผมก็มองว่า หากเป็นไปตามนี้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร

ยกตัวอย่างเห็นกันง่ายๆ สมมติว่าผมลงทุนในโรงงานผลิตเก้าอี้พลาสติก นำเข้าเครื่องจักร เปิดโรงงาน จ้างแรงงาน คนงานก็นำค่าจ้างไปกินส้มตำ คนขายส้มตำก็ไปซื้อมะละกอ พริก มะนาว

เมื่อผมผลิตเก้าอี้ออกมาขายคนไทย กำลังการผลิตที่เหลือก็ผลิตส่งออก ขณะที่รัฐบาลก็ได้เงินภาษีจากผม และแรงงาน ก็นำเงินมาสร้างถนน สร้างท่าเรือ

เมื่อสร้างถนน สร้างท่าเรือเสร็จ ผมก็มีต้นทุนการขนส่งลดลง ผมก็จ้างแรงงานเพิ่มขึ้น กินส้มตำมากขึ้น มะละกอ พริก มะนาว ขายดีขึ้น เป็นต้น

ขณะที่ไทยรักไทยเข้าบริหารประเทศ ทีมเศรษฐกิจมองว่าจะต้องเพิ่มความมั่นใจให้เศรษฐกิจประเทศไทย โดยจะต้องขยายการเติบโตของ GDP โดยใช้มาตรการทั้งทางการเงิน และการคลัง อาทิ การพักหนี้เกษตรกร การปล่อยสินเชื่อเพื่อการ
บริโภค ทำให้การบริโภคในประเทศมากขึ้น

ขณะที่การลงทุนขนาดใหญ่ ที่มาจากต่างประเทศทั้งภาคอุตสาหกรรม ตลาดเงิน ตลาดทุน คำถามมีอยู่ว่า GDP ที่เพิ่มขึ้นนี้ เพิ่มขึ้นจากฐานความจริงหรือไม่

คำตอบคือไม่ใช่ การบริโภค C ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการก่อหนี้ครัวเรือน ไม่ใช่เกิดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น การลงทุนที่เพิ่มขึ้น เป็นการลงทุนที่มีประโยชน์ต่อคนไทยจริงๆ น้อยมาก โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น ที่รัฐบาลแปรรูปรัฐวิสาหกิจ นำ ปตท. เข้าตลาดสร้าง market cap ให้สูงขึ้น ทำให้ I เพิ่มขึ้น แล้วถามว่าประชาชนคนไทยได้ประโยชน์อะไร

ทรท. มอง ประชาชนเป็นตัวแปรในการเพิ่ม GDP โดยไม่ได้คิดว่า C ที่ได้มาเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของประชาชน เกิดจากการขาดวินัยและความไม่รู้ทางการเงินของประชาชน นี่คือสิ่งที่น่ากลัวมาก

หากเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก 3 – 5 ปี ประเทศไทยวิบัติแน่
ถ้าเงินลงทุนที่เคลื่อนย้ายเข้ามา ย้ายออกไปทั้งหมด อุตสาหกรรมข้ามชาติย้ายการผลิตไปสู่เวียตนาม และจีน เหลือแต่อุตสาหกรรมในประเทศ

ถามว่ามีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับแรงงานจากอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ตกงานได้หรือไม่ เมื่อถึงเวลานั้นหนี้ภาคประชาชนที่ก่อไว้ ก็จะกลายเป็น NPL ระบบการเงินล้ม รัฐบาลไม่มีเงินเข้าค้ำประกันเงินฝาก รัฐบาลล้มละลาย จบข่าว

การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ขับเคลื่อน พึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง จึงมีนัยสำคัญเช่นนี้

หากมองย้อนกลับว่า เรามีอุตสาหกรรมในประเทศที่มีความแข็งแกร่งสัก 75% จากต่างประเทศ 25%

หากเกิดการเคลื่อนย้ายทุนออกไป เราก็ยังพึ่งพากันเองได้

Published in: on February 19, 2007 at 11:53 am Comments (32)

เคล็ดสำเร็จในปี 2007 จาก ทองมา เจ้าของพฤกษา

ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ – ซีอีโอ พฤกษา เรียลเอสเตท

ทำให้ดี ชนะใจลูกค้า และเหนือคู่แข่ง ด้วยการบริหารจัดการต้นทุน

ต้องทำให้ดี ชนะใจลูกค้า และเหนือคู่แข่ง

นั่นคือเป้าที่อยู่ในใจผม

ส่วนกุญแจที่จะไขปีสู่ความสำเร็จนั้นอยู่ที่ “การบริหารการจัดการ” และการนำ “เทคโนโลยี” เข้ามาใช้
เราต้องมองความต้องการลูกค้าได้ตรงจุด ต้อง integrate เข้าด้วยกันทั้งในเรื่องของการทำตลาด การจัดการ และเทคโนโลยีการก่อสร้างที่จะให้ได้บ้านดีมีคุณภาพ ต้นทุนต่ำสำหรับลูกค้า

ธุรกิจทาวน์เฮาส์ของเรา ต้องอาศัยปริมาณในการขาย คือทำโครงการต้องไม่น้อยกว่า 1,000 หลัง และต้องก่อสร้างให้เร็ว

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือมักขาดแคลนแรงงานฝีมือในการก่อสร้าง ดังนั้นจึงต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาแรงงานฝีมือขาดแคลนในระยะยาว
“ระบบสำเร็จรูป” จึงเป็นคำตอบของทุกสิ่ง

ผมมองว่าเทคโนโลยีที่บ้านเรายังทำกันอยู่ เขาทำกันมา 50-60 ปีที่แล้ว มันล้าสมัยไป พอเรามาทำบ้านจัดสรรเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เห็นเลยว่าเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยทำให้ได้งานคุณภาพดีขึ้น ใช้แรงงานน้อยและต้นทุนถูกลง
จึงนำเทคโนโลยี Pre-Cast มาใช้

ซึ่งแม้การลงทุน ในขั้นต้นจะสูง แต่ในระยะยาวก็จะมีความคุ้มค่า เมื่อวัดจากปริมาณงานและความรวดเร็ว ในการก่อสร้างจากเดิม ที่บ้านเดี่ยวต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 2.5-3 เดือน ลดลงมาเหลือ 1เดือนครึ่ง นอกจากนั้นยังสามารถ ควบคุมคุณภาพงานได้ทุกขั้นตอน

ในด้านไอที ผมคิดว่าต้องลงทุนอย่างจริงจัง เราดึงบริษัท ไอบีเอ็ม เข้ามาช่วยจัดวางระบบบริหารต้นทุน ภายใต้โครงการ Business Process Improvement and Workforce Management ด้วยงบลงทุนสูงถึง 12.75 ล้านบาท ก็เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอนาคต

นอกจากนั้น ระบบนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขาย โดยจะลดปริมาณคนได้ระดับหนึ่ง และนำพนักงานกลุ่มนี้ ไปทำหน้าที่ในโครงการที่ขยายตัวในอนาคต

เรื่องความต้องการของลูกค้า เราต้องศึกษาอย่างเป็นระบบ

เมื่อก่อนที่เราไม่ได้ศึกษาจริงจังว่าความต้องการของลูกค้าคืออะไรแน่

ตอนนี้เราต้องศึกษามากขึ้น

ตอนนั้นเราอาจจะตามใจตัวเราเองมากกว่า ปัจจุบันตลาดมันเล็กลง แต่ละคนเลยต้องเข้าถึงความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด

เวลาทำธุรกิจ ผมไม่สนใจเลยว่าทำธุรกิจแล้วต้องทำออกมาให้ใหญ่
ไม่เคยดูเงินในกระเป๋าตัวเอง

เพียงอยากให้ธุรกิจตัวเองมีส่วนในการขับเคลื่อนในภาคอุตสาหกรรม และให้ธุรกิจมีความต่อเนื่อง ก้าวไปในภาคสังคม เดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

Published in: on February 15, 2007 at 6:08 am Comments (27)

Richard Brandson 2

ข้อ 2 เราก็ได้คุยไปแล้วเรื่อง Have Fun เรื่องสนุกกับการทำงาน

ข้อ 4 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ คือเรื่อง “ท้าทายตัวเอง” (Challenge Yourself)

คุณอาทิตย์ชอบถามซีอีโอเหลือเกินว่า อะไรคือสิ่งที่ท้าทายคุณมากที่สุด?

แบรนสันตอบว่า Aim High, Try new thing, Always try, Challenge Yourself… นี่คือคาถาของเขา

คือหวังให้สูง ให้ลองสิ่งใหม่ๆ แล้วก็พยายามลองอยู่เสมอ ท้าทายตัวเอง

Goal

เขาบอกว่าทุกๆ คนต้องการบางสิ่งบางอย่างที่จะบรรลุถึง พูดง่ายๆ ว่าคุณต้องตั้งเป้า (Set Goal) ชีวิตคุณไม่มีเป้าหมายไม่ได้เหมือนเวลาเตะบอลก็จะต้องมีโกล ให้รู้ว่าเราจะต้องไปเตะ…

เป้าหมายทำให้คนเรามีความเป็นมนุษย์ เพราะว่าความท้าทายทำให้คนเราออกจากถ้ำมาในยุคโบราณ แล้วไขว่คว้าหาอนาคตที่ตัวเองต้องการ

ถ้าหากเราท้าทายตัวเราเอง เราจะเติบโตขึ้น ชีวิตก็จะเปลี่ยนไป เราก็จะมองภาพในอนาคตเป็นเชิงบวกมากขึ้น
เราต้องเข้าใจก่อนว่าลักษณะริชาร์ด แบรนสันนั้นเขาเป็นคนที่ชอบทำอะไรใหม่ๆ และชอบความท้าทาย แม้กระทั่งชีวิตของเขาเขาก็เอาไปท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการนั่งบอลลูนข้ามโลก หรือนั่งเรือข้ามโลก ซึ่งถ้าพลาดไปและช่วยไม่ทันก็เสี่ยงกับชีวิต

อันนี้คือความท้าทาย

แต่ว่าคนเราทุกคนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องชอบความท้าทายหมดทุกคน หมายความว่า คุณจะประสบความสำเร็จได้คุณไม่จำเป็นต้องท้าทายตลอด

ท้าทายนี่เลย ไปประท้วงหน้ากองทัพบก ท้าทายทหาร ท้าทายเจ้าพ่อ เหล่านี้ไม่ต้อง

เพียงแต่ว่าสิ่งหนึ่งที่คุณต้องมีก็คือคุณสามารถที่จะ “กำหนดเป้าหมาย” ในชีวิต

คำว่า “GOAL” มีหนังสือเยอะมากเลยเรื่องพวกนี้

คนที่ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องกำหนดเป้าหมายชีวิต ไม่ใช่ปล่อยให้ชีวิตตัวเองเป็นดั่งลูกพินบอล เป็นลูกเหล็กที่ถูกดีดไปดีดมา ไม่มีเป้าหมายในชีวิต เหมือนขนนกที่ลอย…ไม่มีจุดหมาย

คนพวกนี้อาจจะประสบความสำเร็จได้ แต่มีเพียงจำนวนน้อย

เพราะถ้าคุณมีเป้าหมาย คุณจะรู้ว่าทรัพยากรของคุณจะเทไปที่ไหน เทไปในจุดที่ก่อให้เกิดดอกออกผล จุดที่จะไปบรรลุเป้าหมายคุณ ถ้าคุณไม่รู้เป้าหมายของคุณ คุณก็จะอยู่ไปวันๆ หนึ่ง ตามแต่ชะตากรรม

ถ้าบุญทำกรรมแต่งมาดีคุณก็อาจจะประสบความสำเร็จได้

ถ้าบุญทำกรรมแต่งไม่ดี แถมเป้าหมายก็ไม่มี ไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร

อยากจะร่ำรวย…

อยากจะประสบความสำเร็จ…

อยากมีชื่อเสียง…

หรืออยากจะได้เมียรวย…

หรืออยากจะตั้งบริษัท…

ฯลฯ

ประสบความสำเร็จด้วยวิธีไหน?

ด้วยวิธีเป็นลูกจ้างเขา…

ด้วยวิธีเป็นเจ้าของกิจการ…

ด้วยวิธีเป็นลูกจ้างมืออาชีพโดยที่เขาให้หุ้นเยอะๆ…

หรือว่าไปทำงานเมืองนอก…

เยอะแยะไปหมด…

ถ้ามีเป้าหมาย เราจะรู้ว่าเราจะทำอะไร

แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเป้าหมาย โดยเฉพาะคนไทย เวลาไปถามเขาว่า “เป้าหมายในชีวิตคืออะไร?” เขาไม่รู้นะ

What Branson want you to know

เพราะถ้าคุณมีเป้าหมาย คุณจะรู้ว่าทรัพยากรของคุณจะเทไปที่ไหน เทไปในจุดที่ก่อให้เกิดดอกออกผล
ริชาร์ด แบรนสันบอกว่า

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอในการที่จะบรรลุเป้าหมายของคุณได้ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุด เพราะฉะนั้นอย่ายอมแพ้ บอกกับตัวเองตลอดว่า เราสามารถทำมันได้ และเราก็จะพยายามต่อไปจนกว่าจะบรรลุผล”
ตรงนี้ ที่บอกว่า คุณทำได้ ๆ ๆ มันจะมีนักเขียนอยู่ประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “นักเขียนประเภทพัฒนาตัวเอง” (Self Improvement) อย่างเช่น Anthony Robbins คนเขียน “ Awaken the Giant Within” อย่างเช่น “Think and Grow rich”. ของ Napolean Hill ก็จะคล้ายๆ กับสะกดจิตตัวเอง

คุณทำได้…คุณทำได้…คุณทำได้

เวลาคุณไปฟังสัมมนาของประกัน เขาจะบอก คุณทำได้ๆ ๆ หรืออย่างขายตรงก็จะบอก เขาจบป. 4 เขายังทำได้เลย

Published in: on February 14, 2007 at 5:57 am Comments (10)

Richard Branson : A Brief History

Screw it, Let’s do it. หนังสือบางๆเล่มนี้ คืออัตชีวประวัติย่อของผู้ประกอบ สุดยอดนักสร้างแบรนด์

ริชาร์ด แบรนสันได้แบ่ง “กฎความสำเร็จ” ของเขาเป็นข้อๆ

ข้อแรกคือ Just Do it. ซึ่งเราได้บอกไปแล้วว่า ริชาร์ด แบรนสัน เมื่อตัวเขาเองอยู่ใน Virgin เขาเรียกตัวเขาเองว่าเป็น Mr.Yes Man

ใครจะมาขอทำโครงการอะไร ส่วนใหญ่เขาจะให้ทำ ลองทำดู และบางทีก็เรียนรู้จากลูกน้องเขานี่เอง

แต่ล่าสุดเขาให้สัมภาษณ์ลงในนิตยสาร Business2.0 เขาบอกว่า Learning to say “No” even though you are Mr. Yes.

ต่อยอดอีกที…

จริงๆ แล้วคุณต้องเรียนรู้ที่จะพูดคำว่า “ไม่” ถึงแม้ว่าคุณจะเป็น “มิสเตอร์ ใช่”

Just Do It. ในความหมายของเขาก็คือ อย่ามาพูดโน่นพูดนี่ วางแผนอะไรเยอะ จงลงมือทำซะ แล้วค่อยปรับแก้เอา

ถึงแม้ว่า ริชาร์ด แบรนสัน จะให้พูดว่า “ไม่” แต่ก็ต้องพูดถนอมน้ำใจคนด้วย เขาจะมีวิธีการของเขาอยู่ แบรนสันห่วงใยลูกน้องของเขาเหลือเกิน

Published in: on February 13, 2007 at 2:44 pm Comments (11)

Apple Repositioning

iPhone คือจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของ Apple Computer เพราะทำให้ Apple Computer ตัด Computer เหลือเพียง Apple เท่านั้น

การเปลี่ยนชื่อบริษัทในเวลาเดียวกับการประกาศเปิดตัว iPhone ครั้งนี้เท่ากับ Apple กำลัง Repositioning บริษัทจากเดิมเป็นบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ กลายเป็น LifeStyle Gadget Provider

Apple นอกจากเป็นชื่อบริษัทแล้ว ก็ยังเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง อยู่ในใจมหาชนอีกต่างหาก ความแข็งแกร่งนั้นอยู่ในระดับเป็น Cult Brand

ความหมายของ Cult Brand นั้นก็คือคนที่ซื้อสินค้าของ Apple นั้นไม่เพียงเป็นลูกค้าเท่านั้น แต่เป็นสาวก ซึ่งก็หมายความว่าความจงรักภักดีที่มีต่อแบรนด์นั้นสูงมากๆ

ผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่ลงสู่ท้องตลาดนั้นออกมาเพื่อ Change The World อย่างเช่น Apple MacIntosh ที่เป็นจุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลงการใช้คอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม คอมพิวเตอร์นั้นถึงจุดอิ่มตัวแล้ว หากบริษัทจะเจริญเติบโตได้มากกว่านี้ก็ต้องเปลี่ยนไปสู่ S Curve ใหม่

บริษัทที่จะยิ่งใหญ่ได้ในโลกหล้าอย่างยาวนานนั้นก็คือบริษัทที่มีความสามารถในการเปลี่ยน S Curve ได้อย่างสม่ำเสมอ

หรือสามารถ Repositioning อยู่ตลอดเวลานั่นเอง

iPod คือการเปลี่ยน S Curve ครั้งแรกของ Apple เพราะเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกนอกไลน์คอมพิวเตอร์ ก้าวเข้าสู่การผลิต LifeStyle Gadget สร้าง Blue Ocean Product ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และเป็นการสร้างตลาดหมดและครอบครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ส่งผลให้ Apple กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง

ก่อนหน้าจะสู่การผลิต iPhone นั้น สตีฟ จ๊อบส์ คิดหนักว่าจะทำอย่างไร ระหว่างการผลิต iPhone ที่อาจจะกินเนื้อ iPod ที่ตนเป็นผู้ครอบครองตลาด และมีมาร์จิ้นสูง หรือปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป และสุดท้ายบริษัทมือถือทั้งหลายก็จะกลายเป็น MP3 Phone ไปในที่สุด

ซึ่งก็หมายความว่ามือถือระดับบนจะมีคุณสมบัติเหมือน iPod โดยปริยาย

สุดท้ายสตีฟ จ๊อบ ตัดสินใจเข้าสู่การผลิต iPhone ด้วยความคิดที่ว่า “กินเนื้อตัวเองดีกว่าให้คนอื่นมากินเนื้อ”

iPod ก็ยังขายได้ต่อไปเรื่อยๆสำหรับแฟนพันธุ์แท้ที่ต้องการ MP3 Cool Cool ทว่า iPhoneท เป็นอีกก้าวกระโดดสำคัญของ Apple เพราะตลาดมือถือนั้นใหญ่มาก ปีละพันๆล้านเครื่อง ขณะที่ iPod อยู่ในระดับร้อยล้าน

มือถือระดับบนไม่มีแบรนด์ใดเป็น Cult Brand และ Cool ในท้องตลาดเลย

iPhone จะเป็นมือถือแบรนด์แรกที่คนรัก

เป็นมือถือที่มากกว่ามือถือ

และจะทำให้ Apple สลัดหลุดจากการเป็นบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เสียที

Published in: on February 6, 2007 at 5:27 pm Comments (45)

คำแนะนำของ Donald Trump ต่อความสำเร็จในปี 2007

Donald Trump – ประธานกรรมการ Trump Organization
หมกมุ่นกับคำตอบ … ไม่ใช่ปัญหา

ความสำเร็จ ย่อมบ่มเพาะความสำเร็จต่อ

มันจะทำให้คุณสูงขึ้น และดึงดูดความสำเร็จเข้ามาเหมือนแม่เหล็ก

ผมเป็นคนคิดเชิงบวก ซึ่งพยายามตรวจสอบโลกแห่งความจริงเสมอ ๆ

… ลบสามารถกลายเป็นบวก

… ปัญหานั้นแก้ได้

… ย่ำแย่ก็พลิกเป็นยอดเยี่ยมได้

ภาพความสำเร็จที่เราอยากให้เกิดขึ้นนั้นสำคัญ ทว่าความสามารถในการเน้นไปที่คำตอบ แทนที่จะเป็นปัญหานั้นสำคัญกว่าอีก

ถ้าคุณคิดเช่นนั้นได้ คุณจะไม่มีทางคิดเหมือนผู้แพ้

และก็จะไม่ดูเหมือนผู้แพ้ด้วย

Published in: on February 5, 2007 at 6:47 pm Comments (28)

ตามรอยพระนเรศวร ภาคกลยุทธ์และการจัดการ

narasuan1.jpg

สามอาทิตย์ก่อน ผมไปดู “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

ดูภาคแรกแล้วก็อยากรีบดูภาคสองต่อไป และอยากให้คนไทยทุกคนไปดูกันเป็น “ขวัญตา”

ผมก็เหมือนกับคนไทยที่เรียนประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยังเด็กๆ

พวกเราร่ำเรียนเกี่ยวกับพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระมหากษัตริย์ ผู้กอบกู้ชาติไทย หลังเสียกรุงฯครั้งที่ 1 แต่ไม่เคยชมภาพยนตร์บนแผ่นฟิล์มจริงๆ เมื่อได้ชมภาพยนตร์แล้วก็อยากจะเขียนถึงสักเล็กน้อย

ก่อนจะเขียน ขอเรียนก่อนว่าผมจะเขียนตามภาพยนตร์ที่ได้ดูภาคแรก ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด อีกทั้งจะเป็นการมองในด้านกลยุทธ์และการจัดการ

ภาคแรกที่เพิ่งชมไปนั้น สมเด็จพระนเรศวรยังทรงพระเยาว์ บทบาทจากตัวละครอื่นๆน่าสนใจ

บุเรงนอง

ตัวละครที่น่าสนใจอย่างมากๆก็คือ พระเจ้าบุเรงนอง เจ้าของฉายาผู้ชนะสิบทิศ

บุเรงนองเป็นตัวละครที่มีบทบาทมากในภาคแรก ในฐานะกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพม่า

ในภาพยนตร์ บทพูดของพระเจ้าบุเรงนองให้เกียรติกษัตริย์ผู้ตกเป็นเบี้ยล่าง ไม่ว่าจะเป็นพระมหาธรรมราชา พระมหินทราธิราช แสดงให้เห็นว่าพระองค์นั้นมีศิลปะการเจรจาสูงมาก เพราะไม่รุกฝ่ายตรงข้ามด้วยวาจา ขณะเดียวกันก็บีบคู่เจรจานิ่มๆโดยเฉพาะหลังจากชนะสงครามและต้องการเจ้านายระดับสูงไว้เป็นตัวประกัน

พระเจ้าบุเรงนองเป็นคนรักษาสัญญา เมื่อบอกว่าจะเลี้ยงดูพระนเรศวรในฐานะโอรส โดยให้มหาเถรคันฉ่องดูแลอย่างดียิ่ง

จากบทหนังนั้น พระเจ้าบุเรงนองเป็นคนมองการณ์ไกล นอกจากจะเป็นนักรบแล้วก็ยังเป็นนักปกครองอีกต่างหาก พระองค์มองว่าสมเด็จพระนเรศวรนั้นย่อมเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในวันหน้า การจะประหารพระองค์จะได้ไม่เท่าเสีย เพราะหากกระทำเช่นนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชาย่อมเอาใจออกห่างเป็นแน่ และอาจต้องเปิดศึกหลายด้าน

ดังนั้นการดูแลพระนเรศวรเปรียบประดุจโอรสย่อมเป็นการผูกใจพระองค์ในภายภาคหน้า เพราะพระเจ้าบุเรงนองเล็งเห็นแล้วว่า เมื่อสิ้นพระองค์แล้ว ยากที่จะรักษาราชอาณาจักรและเมืองขึ้นต่างๆเอาไว้ได้

พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าเมื่อสิ้นพระองค์แล้ว ราชโอรสก็คงไม่สามารถรักษาอาณาจักรเอาไว้ได้ เพราะรู้จักแต่การศึก แต่ไม่รู้จักปกครอง และพระองค์ยังดูเบามังสามเกียดอีกต่างหาก

การณ์ก็เป็นดังที่พระเจ้าบุเรงนองได้คาดการณ์ไว้

พระเจ้านันทบุเรงไม่มีฝีมือที่จะรักษาเมืองเอาไว้ได้ ต้องถูกพระเจ้าตองอูยึดอำนาจ

ส่วนมังสามเกียดซึ่งต่อมาเป็นพระมหาอุปราชาก็ปราชัยในยุทธหัตถี

สมเด็จพระมหาธรรมราชา

สมเด็จพระมหาธรรมราชา(พระชนกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) เป็นนักยุทธศาสตร์

เมื่อเมืองพิษณุโลกถูกทัพบุเรงนองล้อมโดยที่อยุธยาไม่ยกมาช่วยนั้น พระองค์ก็ต้องคำนวณอย่างรอบคอบว่า ขืนทำตัวเป็นไม้ใหญ่ต้านพายุแล้วไซร้ สุดท้ายก็จะต้องถูโค่นเป็นแน่แท้

ภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ พระมหาธรรมราชาต้องปรับตัวตามสถานการณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของนักยุทธศาสตร์ที่ต้องมีความยืดหยุ่นสูง ไม่ติดยึดกับยศถาบรรดาศักดิ์

พระมหาธรรมราชาอาจจะทรงเคืองอยุธยา แต่ทว่านั่นอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของการยอมสวามิภักดิ์ การรักษาเมืองเอาไว้ เพื่อกอบกู้ในภายหลังดีกว่าปล่อยให้เมืองถูกทำลาย สู้ไปตัวเองก้ไม่รอด

แพ้ศึกแพ้สงครามเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่นักยุทธศาสตร์ที่ดี

พระมหาธรรมราชาทรงมองการณ์ไกลออกไปในภายภาคหน้าแล้วว่า กระทั่งกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่สามารถต้านทานพระเจ้าบุเรงนองได้

เมื่ออยุธยาเสียกรุงก็ต้องมีผู้คอยระวังรักษาเมือง ไม่ให้ถูกทำลายย่อยยับ

ซึ่งพระมหาธรรมราชาก็คงมองว่าตนเองเหมาะกับภารกิจนี้

ในอีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ตั้งความหวังไว้กับพระนเรศวร ที่จะกอบกู้ไทยให้พ้นจากความเป็นเมืองขึ้นของพม่า

การที่พระนเรศวรถูกส่งไปเป็นองค์ประกันที่พม่าตั้งแต่เล็กนั้น ในด้านหนึ่งไปเป็นตัวประกัน ทว่าอีกด้านหนึ่งก็เพื่อไป “รู้เขา รู้เรา” รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครา

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือการได้ “มหาเถรคันฉ่อง” เป็น “พระอาจารย์”

มหาเถรคันฉ่อง ในยุคสมัยใหม่นี้ต้องถือว่าเป็น Mentor

ใครก็ตาม ที่ไม่มี Mentor ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ

เพราะ Mentor คือผู้ที่รู้เราดี ตั้งแต่เรายังเยาว์ และพร้อมให้ความช่วยเหลือ โดยที่ไม่หวังผลตอบแทน

เรื่องมหาเถรคันฉ่อง

จะหาโอกาสเขียนต่อไป

Published in: on February 4, 2007 at 5:00 pm Comments (24)

Nike Model

และก็มีอีกโมเดลหนึ่งก็คิอ โมเดลของไนกี้

Nike สร้างแรงบันดาลใจทางด้านกีฬาให้กับคนทั่วโลกผ่านแคมเปญที่ว่า “If you have a body you are an athlete”

Nike กับ Adidas นั้นแตกต่างกัน Adidas มีเทคโนโลยีในเรื่องของการผลิตรองเท้ากีฬาสูงมาก

อาจจะเรียกได้ว่าสูงกว่า Nike ก็ได้

แต่ทำไม Nike ประสบความสำเร็จมากกว่า Adidas

ก็เพราะว่าไนกี้เปลี่ยนรองเท้ากีฬาให้เป็นรองเท้าแฟชั่น

ถ้าเป็นรองเท้ากีฬา คนที่สวมก็คือนักกีฬา

แต่ว่าเป็นรองเท้าแฟชั่นนั้น เราใส่กันได้ ใครๆ ก็ใส่ได้

ตลาดเป้าหมายก็ใหญ่กว่าเดิมมาก

ไนกี้จึงคอนโทรลส่วนแบ่งการตลาดสูงมาก

ไนกี้ผลิตรองเท้าเพื้อตอบสนองความต้องการที่มีลักษณะจำเพาะของนักกีฬาแต่ละประเภทในยุคต้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านเรื่องกลศาสตร์ทางชีวภาพ สรีระทางการออกกำลังกาย วิศวกรเชิงอุตสาหกรรม ทำให้ไนกี้เป็นองค์กรที่มีทีมงานมากมาย

แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้ไนกี้ประสบความสำเร็จก็คือ “การทำรองเท้ากีฬาให้เป็นรองเท้าแฟชั่น”
ในระยะหลังนี้ อาดิดาสเองก็ปรับให้รองเท้าอาดิดาสสามารถเป็นรองเท้าที่คนทั่วไปใส่ได้ด้วย

Barnes & Noble เป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา

นึกภาพง่ายๆ ก็คือ ขนาดของใหญ่เท่าๆ กับร้านคิโนะคุนิยะ แต่มีสาขาเยอะเหมือนกับซีเอ็ด

Barnes & Noble เจอคู่แข่งที่ไม่เคยคาดคิดอย่าง Amazon

เขาก็ต้องปรับตัวโดยการทำให้ร้านเป็นเหมือนกับห้องสมุดสาธารณะ

ธรรมดาคนขายหนังสือก็ไม่อยากให้คนอยู่ในร้านหนังสือนานๆ เหมือนร้านกาแฟและร้านอาหารก็อยากให้คนเข้าออกเร็วๆ

แต่สตาร์บั๊คส์ทำตรงกันข้ามให้คนนั่งแช่อยู่ในร้าน

Barnes & Noble ก็เช่นเดียวกัน ทำให้คนอยู่ในร้านนานๆ โดยการปรับให้ร้านเสมือนกับเป็นห้องสมุด
โดยการจัดเก้าอี้ให้นั่ง เชิญนักเขียนมาพบลูกค้าเวลาออกหนังสือใหม่ มีกาแฟขายในร้าน และอนุญาตให้ลูกค้าหยิบหนังสือหรือวารสารอ่านได้พร้อมๆ กับจิบกาแฟ

Barnes & Noble ไม่ได้มองร้านของตนเองเป็นเพียงร้านขายหนังสือ แต่มองว่าเป็นศูนย์กลางทางสังคม (Social Hub) เหมือนกับสตาร์บั๊คส์ แต่ว่าสตาร์บั๊คส์ขายกาแฟแถมหนังสือให้คนอ่าน

แต่ที่นี่ขายหนังสือมีกาแฟให้คนดื่ม…

Published in: on February 3, 2007 at 4:06 pm Comments (18)