I innovate therefore iPhone

I innovate therefore iPhone

“Everybody hates their phone …”

สตีฟ จ๊อบส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ.แอปเปิ้ล (เป็น Apple Inc. เฉย ๆ ซึ่งวันนี้ไม่มีคำว่า “คอมพิวเตอร์” อยู่อีกต่อไปแล้ว) ให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ หลังเวทีในงาน Macworld 2007 ที่เขาได้เปิดตัว iPhone มือถือตัวแรกภายใต้แบรนด์แอปเปิ้ลอย่างเป็นทางการ

“That’s not a good thing…” เขาพูดไปส่ายหัวไป “And there’s an opportunity there”
(ขอยกภาษาอังกฤษมาคำต่อคำ แปลเป็นไทยแล้วสื่อความไม่ชัดเท่า)

“เราได้ทดลองใช้โทรศัพท์ทุกตัวที่มีอยู่ในท้องตลาด และพบว่ามันแย่มาก มันไม่ได้ดั่งใจเลยจริง ๆ” จ๊อบส์ให้สัมภาษณ์ CNBC

“… มันเป็นหมวดหมู่สินค้าที่จำเป็นต้องถูกสร้างขึ้นใหม่” (It’s a category that needed to be reinvented)

ไม่ใช่ให้ทรงพลังขึ้น แต่ต้องทำให้ ‘ใช้งานง่ายขึ้น’ อีกหลายเท่า

และเราก็คิดว่าเราพอจะทำอะไรบางอย่างได้” เขากล่าวอย่างมั่นใจ

“เราไม่ได้ใส่ใจอะไรมากกับข้อเท็จจริงว่ามีบริษัทชั้นยอดจำนวนมากที่ทำโทรศัพท์อยู่ในตลาด เพราะความจริงอีกข้อก็คือว่าโทรศัพท์กว่า 1000 พันล้านเครื่องได้ถูกขายไปแล้วในปี 2006 … คิดดูสิ ถ้าเกิดเราขายได้แค่ 1% มันก็ปาเข้าไป 10 ล้านเครื่องแล้ว”

สตีฟ จ๊อบส์คิดว่าสิ่งที่แอปเปิ้ลได้ทำสำเร็จออกมาแล้วคือการ “สร้างโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใหม่” (Reinvent the Phone)

“เราได้เปลี่ยนความคาดหวังที่ผู้บริโภคมีต่อไอ้เจ้าเครื่องที่พกพาใส่กระเป๋าไปอย่างสิ้นเชิง”

iPhone นั้น หลอมรวมเอาผลิตภัณฑ์ 3 ชนิดเข้าด้วยกัน

หนึ่ง โทรศัพท์เคลื่อนที่ (ที่ปฏิบัติรูปแบบการใช้งานแบบเดิม ๆ)

สอง เครื่อง iPod จอกว้าง ที่ควบคุมด้วยระบบสัมผัส (ด้วยนิ้วมือปกตินี่ล่ะ ไม่ต้องใช้แท่งกด)

สาม เครื่องมือสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต ที่สามารถใช้งานอีเมล์ ท่องเวป ดูแผนที่ และค้นหาข้อมูล ได้ในระดับเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

ทั้งหมดรวมอยู่ในตัวเครื่องขนาดฝ่ามือ ที่ทั้ง เล็ก-บาง-เบา

“พกใส่กระเป๋าสบาย ๆ และใช้งานง่ายกว่าโทรศัพท์ทั่วไป 10 เท่า” จ๊อบส์ยืนยัน

(รายละเอียดที่น่าทึ่งของเจ้าตัว iPhone และโชว์บนเวทีเปิดตัวของนายสตีฟ จ๊อบส์ อยากให้ท่านผู้อ่านคลิ๊กเข้าไปดูที่ www.apple.com/iphone)

ดีไซน์นั้นทำได้เด็ดขาดจริง ๆ

ด้วยตัวเครื่องสีดำ ด้านหน้ามีจอภาพขนาดใหญ่ มีปุ่มเพียงปุ่มเดียว และขนาดที่บางเฉียบ (บางที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟนที่มีอยู่ในท้องตลาด)

โจทย์ในการออกแบบของสตีฟ จ๊อบส์ คือ Something wonderful in your hand

การควบคุมแทบทั้งหมดทำได้ด้วย “นิ้วมือ” ที่สัมผัสหน้าจอ

นี่เป็นผลผลิตจากการสังเกตของสตีฟ จ๊อบส์เมื่อหลายปีก่อน เขาเห็นว่ามีงบวิจัยและพัฒนาจำนวนมากถูกใช้ไปสิ่งที่เรียกว่า Tablet PCs … เจ้าคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องบาง ๆ ซึ่งทำงานด้วยการควบคุมผ่านหน้าจอ แทนที่จะเป็นเมาส์ หรือคีย์บอร์ด

เขาสนใจ และได้ให้การบ้านทีมวิศวกรไปศึกษาเทคโนโลยีการควบคุมผ่านการสัมผัสหน้าจอ (Touch Screen)

เมื่อวิศวกรของแอปเปิ้ลเอาการบ้านมาส่ง จ๊อบส์ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจจนนึกต่อยอดไปไกลกว่าแค่เครื่องคอมพิวเตอร์

นอกจากนั้น แอปเปิ้ลคงมองว่าปัจจัยความสำเร็จของโทรศัพท์มือถือในอนาคต อยู่ที่ตัว Software ไม่ใช่ Hardware อีกต่อไป

เพราะจริง ๆ แล้ว โทรศัพท์จะเป็นมากกว่าโทรศัพท์ หรือเป็นเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกย่อขนาด และสามารถใช้โทรศัพท์ได้มากกว่า

จ๊อบส์เชื่อว่า iPhone นั้นมี Software Breakthrough ซึ่งจะนำหน้าโทรศัพท์อื่น ๆ ไป 5 ปี โดย iPhone จะทำงานบนระบบปฏิบัติการ Mac OS X ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของแอปเปิ้ล

ถ้ามองในแง่นี้ ไม่รู้ว่าแอปเปิ้ลจะมีศักยภาพในการพัฒนาซอฟแวร์พร้อม ๆ กับฮาร์ดแวร์ เพื่อจะประสบความสำเร็จ ในระดับเดียวกับที่ไมโครซอฟท์วินโดว์ ทำได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือไม่?

นอกจากนั้น ในโทรศัพท์ iPhone นี้มีการจดสิทธิบัตรมากถึง 200 กว่ารายการ

สื่อหลายฉบับจึงมองว่า นี่ไม่ใช่แค่โทรศัพท์ตัวใหม่ แต่เป็น New Product Platform ที่จะปฏิวัติวงการอีกครั้ง

เหมือนที่ Macintosh ได้ปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ในปี 1984

และ iPod ทำได้ปฏิวัติวงการเพลงและเครื่องเล่นเพลงในปี 2001

และในโอกาสนี้ Apple ก็ประกาศตัดคำว่าคอมพิวเตอร์ที่เคยอยู่ในชื่อบริษัทด้วยทิ้งไป เหลือเพียง Apple Inc. เท่านั้น

คำว่าคอมพิวเตอร์ที่ตัดทิ้ง ย่อมแสดงถึงความต้องการขยายขอบเขตการทำธุรกิจออกไป ให้กว้างไกลกว่าแค่ของเดิม

แต่ Apple จะนิยามว่าตัวเองอยู่ในธุรกิจอะไร หรือจะมุ่งหน้าต่อไปทางไหน ท่านผู้อ่านคงน่าจะพอเห็นเค้าลางบ้าง

อนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และอนาคตบางอย่างก็เป็นความลับทางการค้า เป็นเรื่องที่เปิดเผยไม่ได้

อย่างไรก็ตาม วันนี้แอปเปิ้ลและสตีฟ จ๊อบส์ ได้แสดงให้เห็นถึงรูปธรรมของการสรรค์สร้างนวัตกรรม ในระดับที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เห็นอีกครั้งหนึ่งแล้ว

ส่วนจะเป็นจริง อย่างที่ทุกคนคาดหรือไม่ เวลาจะให้คำตอบ …

ก่อนขึ้นเวที ทีมงานได้เปิดเพลง I Got You (I Feel Good) ของเจมส์ บราวน์ เป็นอินโทร จบเพลง สตีฟ จ๊อบส์เดินขึ้นมาด้วยสีหน้าแจ่มใส และเริ่มต้นพูดสวัสดีเล็กน้อย ขอบคุณที่ทุกคนมาร่วมชุมนุมกัน และเริ่มต้นพูด

“พวกเรากำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยกันอีกครั้งในวันนี้!”

ยังไม่ทันจบประโยคก็มีเสียงโห่ร้องก้องฮอลล์ของบรรดาสาวก

และเป็นเช่นนั้นอีกนับครั้งไม่ถ้วน ตลอดเวลาที่เขาอยู่บนเวที

Published in: on January 31, 2007 at 6:23 pm Comments (57)

the art of war ฉบับเจม คลาเวล

the art of war
ซุนวู ฉบับเจมส์ คลาเวล ลองหามาอ่านได้

ชื่อเจมส์ คลาเวล คงไม่ต้องแนะนำอะไรกันอีกแล้วกระมัง เพราะเขาเป็นฝรั่งผู้จรนานิยายที่เกี่ยวกับเอเชียไว้หลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น โชกุน ไทปัน ไกจิน โนเบิลเฮ้าส์

หลายคนก็คงรู้จักบางคนก็เคยอ่านงานของเขากันมาบ้าง

การเป็นฝรั่งที่เขียนนิยายเกี่ยวกับเอเชียต้องซูฮกเขา เพราะฝรั่งไม่ได้เขียนนิยายแบบสุกเอาเผากิน ยิ่งเขียนเรื่องที่เขาไม่รู้ จำเป็นต้องค้นคว้ากันหน้าดำคร่ำเคร่งทีเดียว แต่เรื่องที่มาน่าเชื่อก็เกิดขึ้น

นายคลาเวลเขียนเรื่องเอเชียนี่ไม่ได้เขียนเรื่องหวานแหวนะครับ แกเขียนเรื่องการช่วงชิงอำนาจกันไม่ว่าจะเป็นการปกครองของญี่ปุ่นหรือในเชิงธุรกิจอย่างไทปัน

เรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็คือเขาเขียนทั้งสองเรื่องนี้โดยไม่ได้อ่านสุดยอดตำราพิชัยสงครามของซุนวูที่เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า The Art of War แต่เขาอ่านคัมภีร์ห้าห่วงหรือ The Book of Five Rings ของมิยาโมโต้ มูซาชิแล้ว

ถ้าจะเปรียบกันจริงๆแล้วเผลอๆมูซาชิอาจได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนคัมภีร์ห้าห่วงมาจากซุนวูก็ได้เพราะพิชัยยุทธ์ฉบับนี้แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นนานแล้ว

The Art of War แปลเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกเมื่อต้นศตวรรษที่ 20นี้เอง ไม่รู้ว่านายคลาเวลไปหลบอยู่ที่ไหนไม่ได้อ่าน กว่าจะมาอ่านก็ในปี 1977 เมื่อเพื่อนชาวจีนคนหนึ่งถามว่าอ่านหรือยัง คลาเวลตอบว่ายัง สหายเลือดมังกรรายนี้จึงนำมาให้อ่าน

คลาเวลก็เหลือเกินจริงๆไม่ยอมอ่าน ผ่านไปสัปดาห์หนึ่งจึงหยิบขึ้นมาอ่านสัมผัสแรกบอกตนเองก็คือช็อก ไม่รู้ว่าตนเอวไปอยู่ที่ไหนถึงไม่ได้อ่านสุดยอดพิชัยสงครามเล่มนี้ ทั้งๆที่ตนเองก็เขียนถึงเรื่องจีนและญี่ปุ่นอยู่เนืองๆ ระหว่างที่อ่านคัมภีร์เล่มนี้เขากำลังเขียนนิยายเรื่อง Noble House อยู่ จึงอ้างอิงซุนวูหลายแห่งสมกับที่ไม่ได้อ่านมาก่อนหน้านี้

ด้วยความประทับใจในหนังสือเล่มนี้เองทำให้เรียบเรียงพิชัยสงครามซุนวูในรูปแบบของตนเองออกมาอีกเล่มหนึ่ง

คลาเวลบอกว่าเรียกชื่อคนอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด อาจผิดเพี้ยนไปบ้างก็ขอให้ อภัยเขาเถอะ เพราะชื่อจีนเรียกยากจริงๆ

เนื่องจากคลาเวลเป็นนักเขียนนิยาย ภาษาของเขาไม่ต้องพูดถึงความไหลลื่นทีเดียวและเนื่องจากต้องการทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายแต่ละบทของเขาจึงมายาวนักหยิบประเด็นสำคัญมาเขียนและนำตัวอย่างมาสอดแทรกได้อย่างกลมกลืนทั้ง 13 บทซึ่งเป็นส่วนที่พิชัยสงครามฉบับนี้หลงเหลือมาถึงอนุชนรุ่นหลัง

อย่างไรก็ตาม The Art of War ของเจมส์ คลาเวล อ่านแล้วอาจไม่สมบูรณ์ถ้าไม่ได้อ่านฉบับที่แปลมาจากภาษาจีนโดยตรงซึ่งผมคิดว่าถ้าต้องการความสมบูรณ์ก็ควรหามาอ่านประกอบด้วย เช่นฉบับของทองแถม นาถจำนง

และที่ควรอ่านอีกก็คือ 36 กลยุทธ์ในการสัประยุทธ์ทุกปริมณฑล จะยิ่งได้อรรถรสสมบูรณ์มากขึ้น…………

Published in: on January 30, 2007 at 10:41 am Comments (20)

เศรษฐกิจพอเพียง ของ ดร.เสรี พงศ์พิศ

thaicoon ฉบับที่แล้วมีเซอร์ไพรส์ครับพี่ เพราะมีวางขายที่สถานีรถไฟฟ้าแล้วครับพี่

ผมน่ะลุ้นมาตั้งนานว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีขายบนรถไฟลอยฟ้าสักที รอแล้วรอเล่า ไม่มีสักที บทจะมีก็มีซะงั้นแหละ

ฉบับนี้ดีใจ ก็เลยเขียนแนะนำแต่หนังสือไทยก็แล้วกันนะ

เหตุผลแบบนี้จะเกี่ยวกันไหมเนี่ย

เล่มแรก คือเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาที่ยั่งยืน

ผลงานการเขียนของ อ.เสรี พงศ์พิศ

ผมรู้จักอาจารย์เสรี ครั้งแรกจากหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากๆ

อาจารย์เสรีสอนลูกด้วยการเขียนจดหมายเล่าถึงหนังสือ 10 เล่ม หนัง 10 เรื่อง(ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) หนังสือแต่ละเล่มล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่า ยกตัวอย่างเช่น ต้นส้มแสนรัก เจ้าชายน้อย เต๋าแห่งฟิสิกส์ ฯลฯ

ข้อคิดที่ได้จากมุมมองของอาจารย์เสรีเฉียบคมอย่างมาก

สำหรับผมนั้นมองว่า “สอนลูกให้คิดเป็น” ถือเป็นคู่มือดูหนังและอ่านหนังสืออย่างได้ข้อคิดและมุมมอง

เมื่อเห็นหนังสือ “เศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาที่ยั่งยืน” จากเว็บ www.phongphit.com จึงไม่รีรอที่จะหาหนังสือ หาไม่เจอครับ โชคดีที่อาจารย์ส่งมาให้อ่าน

หนังสือเล่มนี้หนาเพียง 135 หน้า ราคาขาย 120 บาท มีทั้งหมด 12 บทความ

บทความเกือบทั้งหมดเขียนขึ้นระหว่างปี 2548-2549 ก่อนทักษิณถูกปฏิวัติ ดังนั้นงานในเล่มนี้ส่วนหนึ่งจึงวิพากษ์ระบอบทักษิณ ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า “ทางออก”และเป็นวาระแห่งชาติ

หลังการรัฐประหาร อ.เสรี เขียนบทความชิ้นหนึ่ง ตีพิมพ์ในมติชน รายวัน “ปฏิรูป ถอยอย่างไรไม่ให้ล้ม”

อ.แนะนำว่า การถอยโดยไม่ให้ล้มนั้น ต้องถอยไปตั้งหลัก ถอยไปยึดหลัก ก็จะไม่ล้ม โดย

1. คืนสู่ต้นกำเนิด(Back to the Source)

2. คืนสู่รากเหง้า(Back to the Roots)

3. คืนสู่พื้นฐาน ( Back to Basic)

ถอยหลังโดยไม่ล้ม ต้องยืนบนสองขาให้มั่นคง คือขาหยั่งปัญญาและความกล้าหาญ

อาจารย์เสรีเป็นนักปรัชญา และเป็นนักพัฒนาชุมชน ดังนั้นมุมมองและความลึกซึ้งด้านเศรษฐกิจพอเพียงจึงลึกซึ้ง

พลาดไม่ได้นะครับสำหรับเล่มนี้

Published in: on January 29, 2007 at 5:54 pm Comments (31)

เอาอย่างตัน โออิชิ

จงเอาเยี่ยงตัน
แต่อย่าเด่นอย่างโออิชิ

ตัน ภาสกรนที ก่อนหน้านี้สักปีเศษๆ คงไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก ทว่าวันนี้ใครเล่าจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักเขา เพราะตันเป็นเจ้าของชาเขียวโออิชิ ชาเขียวที่โด่งดังที่สุดของเมืองไทย

ดังเพราะแคมเปญรวยฟ้าผ่า…

ดังเพราะเขาสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส…

ดังเพราะตัวเขาและเรื่องราวของเขาขายได้…

หรือเพราะทุกอย่างข้างต้นนั่นแหละ…

ผมอาจจะเป็นผู้สื่อข่าวที่เขียนถึงเขามากที่สุดในเมืองไทยแล้วก็ได้ ถ้าไม่นับสรกล อดุลยานนท์ เพราะเฮียตุ้มเขียนอัตชีวะประวัติของเฮียตันออกมาเป็นเล่ม

ใครจะไปสู้ได้

แต่ทุกครั้งที่ผมเขียนถึง ก็มักจะมีเรื่องใหม่ และประเด็นใหม่ๆมาเขียนถึงอยู่ร่ำไป เพราะอะไรน่ะรึ คงต้องตอบว่าเฮียตันเป็นคนที่ช่างสร้างเรื่องเก่งเสียนี่กระไร

ผมเคยได้ยินชื่อตันมาบ้าง ที่บอกว่าบ้างก็เพราะไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก กระทั่งโออิชิก็เถอะ ผมก็แค่ปล่อยให้ผ่านหูไป จำได้ว่าครั้งแรกที่รู้จักโออิชิ ไม่ได้ผ่านการกิน แต่ผ่านการอ่านเรื่องราวของภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ญี่ปุ่นโออิชิ จากนิตยสารผู้จัดการรายเดือน

และจำได้เหมือนกันว่าเจ๊ดา ไฮโซชื่อดังถือหุ้นอยู่ด้วย

อ่านเรื่องโออิชิแล้วก็ทึ่ง ช่างคิดจังอาหารญี่ปุ่นแพงเหลือหลาย กลายเป็นบุฟเฟ่ต์หัวละ 500 กว่าบาท จะกินเท่าไหร่ก็ได้ จะท้องแตกตายเป็นชูชก ก็ไม่ว่ากัน

อ่านบทความชิ้นนั้นจบแล้ว อยากไปกินโออิชิจัง แต่ไม่เคยไปกินสักครั้ง เมื่อปีเศษๆมานี้ ทดลองไปกินครั้งหนึ่ง ไม่ชอบ ก็เลยไม่ไปอีก แต่ผมชอบอาหารญี่ปุ่นนะเพราะไปกินที่ฟูจิประจำ

ครั้งหนึ่งนิตยสาร BrandAge สัมภาษณ์ตัน ผมไม่อ่านบทความชิ้นนั้นเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามเมื่อสรกล อดุลยานนท์ กลับมาเขียนอัตชีวประวัติอีกครั้ง หลังจากห่างหายจากงานลักษณะนี้ไปซะนาน ทำให้ผมต้องอ่าน “ชีวิตนี้ไม่มีทางตัน”ซึ่งเป็นประวัติของตัน ภาสกรนที อย่างจริงจัง

ผมอ่านรวดเดียวจบจริงๆ เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่หนา ผู้เขียนมีวิธีเล่าเรื่องได้เก่ง ขณะที่เจ้าของประวัติก็มีวัตถุดิบให้เล่าเยอะเหลือเกิน

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ผมจึงตัดสินใจขอสัมภาษณ์เขาลงคอลัมน์ CEO Interview ของนิตยสาร thaicoon

ถึงจะอ่านหนังสือประวัติชีวิตตัน แต่ผมก็ไม่เคยลองกินชาเขียวโออิชิ แต่อย่างใด

ตันที่ผมพบครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้วคือตัน ผู้เรียบง่าย ไม่มีเค้าว่าจะเป็นเศรษฐีพันล้านเลย

“ผมไม่ชอบอ่านหนังสือ”

เขาตอบคำถามแรกของผม ซึ่งทำให้ผมแปลกใจมาก เพราะผมเชื่อมาโดยตลอดว่าบ่อเกิดของความคิดและความรู้นั้นคือหนังสือ

ตัวตนของเขาในหนังสือนั้น แตกต่างจากตัวตนที่เห็นจริงๆ หรือตัวตนในหนังสือ แท้ที่จริงแล้วคือตัวตนของผู้เขียนมากกว่า

ถ้าไม่อ่านหนังสือแล้ว ตันหาความคิดทางธุรกิจจากไหน

คำตอบคือฟัง ไม่น่าเชื่อว่าธุรกิจภัตตาคารบุฟเฟต์โออิชิ เขาได้ไอเดียมาจากการฟังพ่อเพื่อนพูดว่าที่อเมริกา มีร้านอาหารบุฟเฟต์ญี่ปุ่นอยู่ร้านหนึ่ง มีอาหารญี่ปุ่นทุกชนิดวางเรียงรายให้กินอย่างไม่จำกัด จ่ายราคาเดียว เท่านั้นล่ะ เฮียแกเริ่มลงมือเข้าสู่ธุรกิจนี้ทันที

ผมเคยถามเขาว่าอะไรทำให้เขามั่นใจว่าภัตตาคารโออิชิจะไปได้

ก่อนอื่นก็ต้องถามก่อนว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จคืออะไร

ทุน…

ประสบการณ์…

โอกาส…

ตันให้น้ำหนักทั้งสามเงื่อนไขข้างต้น 99% ทว่าอีก 1% ที่เขาคิดว่าสำคัญกว่าเงื่อนไขใดๆทั้งปวงก็คือ Sense

เขาบอกว่ามันไม่ใช่ Gut เพราะ Gut รวมอยู่ใน 99% แล้ว

“Sense ตัวนี้หมายถึงว่า 99% มันสามารถบอกอะไรได้ แต่อีก 1% เราต้องตัดสินใจเอง

ถามว่าตอนนี้ธุรกิจอะไรดี สมมุติมีนักการตลาด หรือผู้รู้บอกไว้สิบอย่าง แต่จะเลือกอะไรดีนั้นขึ้นอยู่กับ Sense ของเรา มันลึกซึ้งและอธิบายชัดๆไม่ได้”

บางครั้ง 99% อาจจะไม่สามารถชี้ขาดธุรกิจได้

ทว่า 1% ได้เสียไปเลย

“ถ้าตัดสินใจถูก ก็อาจจะประสบความสำเร็จ ถ้าตัดสินใจผิด ก็ล้มเหลว”

Sense ตัวนี้ เขาบอกว่าอธิบายไม่ได้

ภัตตาคารโออิชิ ประสบความสำเร็จจริงๆด้วย และมันได้กลายเป็นกรณีศึกษาเพราะเปิดร้านในปีที่เศรษฐกิจกำลังแย่

“ตอนนั้น ของทุกอย่างถูกหมด เศรษฐกิจตกก็จริง แต่คนรวยไม่กระทบนะ”

โออิชิจึงขยายตัวออกไปเรื่อยๆไปสู่ราเม็ง ชาบูชิ และสุดท้ายก็คือชาเขียวซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดในชีวิต

เขาบอกว่าคนเราจริงๆ แล้ว คนที่ประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าความสำเร็จไม่ได้หล่นมาจากฟ้าลงมาแล้วเราเดินไปเก็บได้พอดี เพราะเรามีสิทธิถูกล็อตเตอรี่ได้ แต่เราไม่มีสิทธิถูกล็อตเตอรี่บ่อยๆ หรอก

แจ็กพ็อตของเขาก็คือชาเขียว โออิชินั่นเอง

เขาถือว่าชาเขียวเป็นโคตรเพชร

เขาบอกว่า “สมัยก่อนเราทำเงินด้วยแรง แลกด้วยเหงื่อ

… หลังจากนั้นเราก็ทำเงินด้วยเงิน

… ตอนนี้เราทำเงินด้วยแบรนด์

มันต่างกันเยอะไง

ทุกวันนี้ตันจึงนั่งนับเงินแทบไม่ทันจากเครื่องจักรทำเงินชื่อโออิชิ

หลังจากชาเขียวโออิชิ ออกสู่ตลาด ตันหันไปดูแลชาเขียวเพียงตัวเดียว ขณะที่ตัวอื่นๆนั้น เขาจ้างคนอื่นดูแลแทน
ตันเป็นคนที่มีความคิดดีอยู่มาก

เขาเป็นคนเรียนไม่สูง จบเพียงม.ศ.3 แต่เขาเป็นผู้ประกอบการที่ทันสมัย และที่สำคัญคือให้ความสำคัญต่อการสร้างแบรนด์อย่างมากๆ

ตัน บอกว่าสมมุติเขาร่วมทำธุรกิจร่วมกับใครสักคนและมีอันต้องแยกทางกันไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม “ผมจะยกทุกอย่างให้หุ้นส่วนผมหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ที่ดินหรือกระทั่งเงินสด ผมขออย่างเดียวคือแบรนด์โออิชิ”
ทุกวันนี้เขาต่อยอดจากโออิชิภัตตาคารมาสู่โออิชิ ราเม็ง,โออิชิ เอ็กซเพรส มาจนกระทั่งโออิชิ ชาเขียวได้ก็เพราะโออิชิเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง

ดังนั้นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของตันก็คือแบรนด์โออิชิ

เมื่อยิงคำถามว่า “สร้างแบรนด์อย่างไร”

“ผมไม่ใช่นักสร้างแบรนด์ แต่ผมสร้างมันโดยวิธี “ตอกย้ำ” ทุกวัน

ตอนที่มีข่าวว่าเขาจะทำน้ำลำไยช่วยชาตินั้น คนส่วนใหญ่คาดว่าเขาจะใช้น้ำลำไยแบรนด์โออิชิ

นักการตลาดหลายคนถึงกับออกมาวิเคราะห์ต่างๆนานาหาว่าเขาจะทำให้แบรนด์โออิชิเสียเอกลักษณ์ หากเขาทำน้ำลำใยโออิชิ แบรนด์ก็อาจจะมีปัญหาแน่ๆ เพราะเขาตั้งสมการว่า โออิชิ = ญี่ปุ่น
“บางทีผมก็เห็นมีบาง Product ก็งง บางทีวันนี้พูดอังกฤษ พรุ่งนี้พูดญี่ปุ่น มันคือไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง

แต่ถามว่า โออิชิ ยืนยันเลยว่า เราทำมามันก็อยู่ในความเป็นญี่ปุ่นตลอด นั่นคือการสร้างแบรนด์หรือเปล่าผมไม่รู้”

สรุปแล้วน้ำลำใยก็ใช้ยี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่โออิชิ

ความสำเร็จของชาเขียวโออิชินั้นทำให้ตันถูกจับตามองจากสื่อมวลชนทุกแขนง

หนังสือชีวิตนี้ไม่มีทางตันนั้น ก็ถือเป็นเครื่องมือเผยแพร่ให้คนรู้จักเขาในวงกว้าง ต้นปีที่ผ่านมา เขาเดินสายแจกหนังสือให้ร้านค้าต่างๆที่ขายชาเขียวโออิชิ นับพันๆจุด

ความสำเร็จของชาเขียวโออิชิ ส่งผลกระทบต่อเครื่องดื่มชนิดอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอัดลม เพราะชาเขียวถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขณะที่น้ำอัดลมถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่ทำลายสุขภาพ

ยอดขายชาเขียวที่เติบโตขึ้นนั้น ก็หมายถึงยอดขายน้ำอัดลมที่มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามการเกิดกรดเกลือ 16% ในชาเขียวขวดหนึ่งก็ไม่สามารถจะโทษได้ว่าใครเป็นผู้กลั่นแกล้ง ถ้าจะโทษก็จงโทษตัวเองเถิด

และอย่าลืมสุภาษิตที่ว่า “จงขายดี อย่าให้เด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครอยากให้เจ้าขายดี เกินหน้าเขา”

วิกฤตกรดเกลือที่พบในชาเขียวโออิชินั้นทำให้ยอดขายตก

หลังจากนั้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โออิชิก็เริ่มยิงโฆษณาแคมเปญแจกเงินล้านเป็นระยะๆ

ซึ่งก็คือแคมเปญรวยฟ้าผ่านั่นเอง

คนส่วนใหญ่คิดว่าแคมเปญเปิดปุ๊บล้านปั๊บของชาเขียวโออิชินั้นเป็นการแก้เกมกรดเกลือชาเขียวที่ทำให้ยอดตก

คนทั้งบางต่างสรรเสริญกันถ้วนหน้าว่าตัน ภาสกรนที แก้วิกฤตได้เจ๋งจัง

ประทานโทษ ตอนที่ผมขึ้นเวทีสัมนากับเขาที่ขอนแก่น วันที่ 21 มกราคมนั้น ตอนนั้นยังไม่เกิดกรดชาเขียวในโออิชิ

เขาบอกผมว่า “เดือนมีนาคมผมจะทำโปรโมชั่นแจกฝาละล้าน 30 ฝา ใครที่เปิดผาได้ผม ช่อง9 จะไปถ่ายมาออกรายการทีวีด้วย จะเป็นแคมเปญที่แรงมาก”

ซึ่งก็หมายความว่า 30 ล้านฟ้าผ่าของโออิชินั้นเป็นแคมเปญที่เตรียมตัวทำไว้นานแล้ว
การประสบความสำเร็จของรวยฟ้าผ่านั้นแรงเกินคาด ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้แข่งขันทุกหย่อมหญ้าเลยทีเดียว

ชาเขียวโออิชิขายดี ขาดตลาด จนต้องจ้างโรงงานอื่นผลิต

ไม่ใช่เพราะอยากกินชาเขียวหรอก แต่อยากรวยเงินล้านต่างหาก

จากเดิมชาเขียวจำกัดการกินอยู่ในหมู่ชนชั้นกลาง เพราะราคาค่อนข้างแพง แต่หลังจากแจกฝาละล้าน ผล

ปรากฏว่าคนจนกินกินแหลก ไม่ได้ซื้อโออิชิในฐานะชาเขียว แต่ซื้อในฐานะหวย

ชาเขียวโออิชิเปิดฝาได้เงินล้านทุกครั้งจะเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ มีทั้งหมด 30 ฝา หนังสือพิมพ์ก็ต้องลงทั้งหมดเลยสิ

“ตอนนี้เราไม่อยากให้ทำข่าวออกไปทุกฝา เกรงใจสื่อมวลชน” ตันว่า
เอาเข้าจริงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก วันนี้ชาเขียวโออิชิ เด่นเกินไป แรงเกินไป จนตกเป็นเป้าแล้ว แม้กระทั่งคนจนถูกรางวัล ซาเล้งหาฝาได้ตามถังขยะ ก็มีข้อครหาว่าเตี๊ยมกัน

“ผมจะไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร มีคนรู้เห็นหลายคน เท่ากับผมฆ่าตัวตาย” ตันปฏิเสธข่าวลือ
วันนี้ตันภาวนาว่าเรื่องเลวร้ายต่างๆจงหายไปจากโออิชิสักที

ก็บอกเฮียแล้ว จงทำดี อย่าให้เด่น จะเป็นภัย
ไม่เชื่อข้อย แล้วเฮียจะเชื่อไผ

Published in: on January 28, 2007 at 8:26 pm Comments (18)

Mind Set กรอบคิดเพื่อการทำนายโลก ตอน 1

Mind Set
กรอบคิดเพื่อการทำนายโลก ตอน 1

เกือบสิบปีมานี้ กูรูที่ผมเจอตัวเป็นๆมีไม่มาก

และยิ่งได้สัมภาษณ์ตัวๆนั้น ไม่ค่อยมีหรอก

เท่าที่จำได้ก็มี จอห์น เนสบิตต์ นี่แหละที่บ่อยหน่อย

อีกคนที่เพิ่งสะสมอยู่ในทำเนียบก็คือ เคนอิชิ โอมเอะ กูรูกลยุทธ์ญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งมาเยือนเมืองไทย ก่อนการรัฐประหารแค่ 11 วันเท่านั้น

บทสัมภาษณ์โอมาเอะนั้นเด็ดมาก วันหน้าค่อยเขียนถึง

วันนี้อยากคุยถึงเนสบิตต์ ซึ่งผมเคยสนทนาด้วยถึง 3 ครั้ง

เนสบิตต์ เป็นนักอนาคตวิทยา เขียนหนังสือเชิงทำนายอนาคตไว้หลายเล่ม

เล่มที่ดังที่สุดก็คือ Megatrend ซึ่งต่อมาหนังสือเล่มนี้ได้กลายเป็นแบรนด์ของเขาไปเลย ความหมายก็คือหนังสือเล่มถัดมาของเขาส่วนใหญ่ก็ใช้ชื่อ Megatrend ทั้งนั้น เล่มไหน ไม่ใช้ ขายไม่ดี

หลายปีมานี้ ผมรอหนังสือใหม่ของเขาหลายปีทีเดียว

หลายเดือนก่อน เห็น Megatrend 2010 รีบซื้อ เพราะคิดว่าเป็นผลงานของเขา น่าเสียดายที่ไม่ใช่ จนป่านนี้ เล่มนั้นผมยังไม่ได้อ่านเลย

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเขาต้องออกมาสักเล่มนึงน่ะ แต่ก็อดหวั่นไหวไม่ได้ เพราะเนสบิตต์อายุเยอะแล้ว

ทว่ายุคนี้เป็น “ยุคขิงแก่” ไม่ใช่รึ

ก็อัลวิน ทอฟเฟลอร์ ที่อายุพอๆกันกับเขา หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ยังผลิตหนังสือใหม่ออกมาได้ เนสบิตต์ไม่เขียนอะไรออกมา จะได้รึ

แล้วเนสบิตต์ ก็เขียนออกมาจริงๆ

Mind Set! คือชื่อหนังสือเล่มล่าสุดของเขา

บนปกหนังสือคาดแถบที่มีประโยคว่า “ Megatrends changed the way we saw the world, Mind Set! Will transform the way you think about future.”

ก่อนจะพูดถึงประโยคคาดปกข้างต้น ผมนึกถึงหนังสือ “คิดใหม่เพื่ออนาคต” ที่ผมแปลเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน

หนังสือเล่มนี้สัมภาษณ์กูรูชั้นนำของโลกสิบกว่าคน หนึ่งในจำนวนนั้นมีเนสนิตต์อยู่ด้วย

เรามาย้อนกลับไปดูหน่อยไหมว่า เนสนิตต์ทำนายอนาคตในเล่มนั้นว่าอย่างไร

ผู้เขียนหนังสือคิดใหม่เพื่ออนาคตตั้งคำถามว่า

สารอะไรที่คุณจะส่งไปสู่ปัจเจกชน, ผู้ประกอบการบริษัท

และต่อประเทศโดยรวมและรัฐบาล? พวกเขาจะทำอย่างไร

เพื่อพลิกแพลงความจริงเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ ?!?

เนสบิตต์ตอบว่า “สาร(Message)เพียงคำเดียวของผมสำหรับศตวรรษที่ 21 ก็คือ ‘เอเชีย’

จุดศูนย์กลางของเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมจะเคลื่อนย้ายไปสู่เอเชียและผมคิดว่าเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21

ดังนั้นถ้าวันนี้ผมอายุสัก 22 ผมจะย้ายไปอยู่เอเชียและเรียนภาษาจีนกลางอย่างแน่นอน และผมจะแนะนำให้คนอื่นทำอย่างนี้ด้วย

นอกจากสิ่งนี้แล้ว ถนนของโอกาสในศตวรรษที่ 21 ก็คือการเป็นผู้ประกอบการ การร่วมทุน การเป็นหุ้นส่วน พันธมิตรและเครือข่ายระดับโลก

ทั้งหมดคือสิ่งที่โอกาสหลบมุมอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะเอเชีย

คิดอย่างท้องถิ่น ทำระดับโลก นี่คือภาษิตใหม่ !”

สิ่งที่เนสบิตต์บอกนั้น บางคนอาจจะบอกว่ารู้อยู่แล้ว แต่ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจว่าผู้เขียนไปถามเนสบิตต์ ตอนปี 1998 ซึ่งในเวลานั้นเอเชียกำลังบอบช้ำจากพิษต้มยำกุ้ง จากการลอยค่าเงินบาทของพี่ไทยเรานี่แหละ

มาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ ต่างสะบักสะบอมไปตามๆกัน

ในเวลานั้นจีนก็ยังไม่โดดเด่น อินเดียยังไม่มีแววเสียด้วยซ้ำ

เนสบิตต์กล้าฟันธงแบบนี้ในเวลานั้นถือว่า “ใจกล้าจริงๆ”

ถามว่า “แม่นไหมล่ะ”

ผมไม่ตอบหรอก ดูกันเอาเองก็แล้วกัน

นอกจากข้างต้นแล้ว เขายังทำนายอีกหลายเรื่อง

เรื่องหนึ่งก็คือ เขาไม่เชื่อว่าบริษัทขนาดใหญ่จะครองโลก

“พวกเราไม่ได้อาศัยอยู่ในโลกของเมนเฟรมอีกต่อไปแล้ว พวกเราอยู่ในโลกซึ่งอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่เครือข่ายขนาดใหญ่

คำว่าเครือขนาดใหญ่ ผมหมายถึงเครือข่ายปัจเจก (Individual Network) จำนวนมากมายอยู่ด้วยกัน และโดยคำจำกัดความ เครือข่ายไม่มีสำนักงานใหญ่ เพื่อทำให้เครือข่ายทำงานได้ผลทุกคนในเครือข่ายต้องรู้สึกว่าตนเองอยู่ในจุดศูนย์กลาง

นั่นคือทำให้เครือข่ายทรงพลังอย่างแท้จริง”

วันนี้ท่านผู้อ่านก็คงรู้แล้วนะครับว่า นิตยสารไทม์ มอบตำแหน่ง Person of The Year ให้ใคร

YOU! เราๆท่านๆและผู้คนทั่วโลกที่เล่นอินเตอร์เน็ตทุกวันนั่นเอง

อินเตอร์เน็ตก่อให้เกิดเครือข่ายปัจเจก ทุกคนเหมือนอยู่ในจุดศูนย์กลาง สามารถใช้อินเตอร์เน็ตทำในสิ่งที่เมื่อก่อนแค่คิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว

เนสบิตต์ยังบอกอีกว่า บริษัทขนาดเล็กจะทรงพลังยิ่งขึ้นในศตวรรษที่ 21

“การปฏิวัติทางด้านโทรคมนาคมกำลังสร้างเศรษฐกิจขนาดใหญ่, ระดับโลก, และเป็นเศรษฐกิจในตลาดเดียว ขณะเดียวกันทำให้ส่วนต่างๆ เล็กลงและทรงพลังยิ่งขึ้น”

ส่วนบริษัทขนาดใหญ่นั้น เขาบอกว่า “ถ้าหากบริษัทขนาดใหญ่ไม่สามารถจัดทัพใหม่ให้เล็กลงและเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งขึ้นแล้ว ผมคิดว่าบริษัทใหญ่ไม่สามารถอยู่รอดได้ในศตวรรษที่ 21

แต่ในอีกด้านหนึ่งของเทคโนโลยีก็ทำให้บริษัทขนาดใหญ่สลายโครงสร้างและกระจายอำนาจแบบสุดขั้วเพื่อผลักอำนาจการตัดสินใจให้อยู่ในระดับต่ำสุด

ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดียิ่งและบริษัทจำนวนมากก็ทำเช่นนั้น พวกเขาจำเป็นต้องทำเนื่องเพราะสถาบันเก่าแก่ใหญ่โตที่อุ้ยอ้ายไม่อาจแข่งขันกับบริษัทขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวอย่างเร็วได้

สิ่งที่คุณเห็นว่ามันเกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่งในปัจจุบันก็คือแม้กระทั่งบริษัทขนาดมหึมาก็ปรับตนเองให้กลายเป็นเครือข่ายของผู้ประกอบการ

พวกเขาแตกบริษัทให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่มีอำนาจการตัดสินใจด้วยตนเองจ้างบริษัทนอกทำงานที่ไม่สำคัญ (Outsourcing) ลดชั้นการบริหารและลดขนาดขององค์กร”

เนสบิตต์ยังนำเสนอตรงกันข้ามกับที่คนทั่วไปนำเสนออีกด้วย
เราเคยได้ภาษิตโลกาภิวัตน์ที่ว่า Think Global , Act Local

คือคิดระดับโลก แต่ให้ทำแบบท้องถิ่น
ทว่าเนสบิตต์บอกให้ Think Local, Act Global

คำถามเด็ดที่ผู้เขียนถามเนสบิตต์ก็คือ
“คุณคิดว่าเราจะทำนายโลกได้ถูกต้องสักเพียงไร?

เขาตอบว่า “ผมไม่คิดว่าจะมีคนรู้กระทั่งรายละเอียดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกห้าถึงหกปีจากนี้เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ในปีหน้าและปีถัดไป มันถูกกำหนดปัจจัยผันแปรนับพันๆ ล้านตัว ดังนั้นผมคิดว่าอย่างมากเราคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้าได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สูตรของผมต่อไปนี้ก็คือสรรพสิ่งที่เราคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นช้าลง
และสิ่งที่น่าประหลาดที่จู่โจมอย่างเฉียบพลันใส่เรา

ยกเว้นแต่การเคลื่อนย้ายใหญ่และนั่นคือสิ่งที่ผมพยายามโฟกัส”
กล่าวโดยสรุปก็คือการพยากรณ์อนาคตนั้นยาก ไม่เหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อนนั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่รวดเร็วและรุนแรงเท่านี้

ดังนั้นหนังสือเล่มใหม่ของเขาจึงไม่ได้ทำนายแนวโน้มสำคัญของโลกเฉกเช่นในอดีตอีกต่อไป แต่เขาจะให้ “กรอบคิด” ที่เขาใช้ในการ “ทำนาย” โลก

เขาเล่าถึงที่มาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า วันหนึ่ง Toni Ofner เพื่อนของเขาไม่เชื่อในเรื่องที่เขาอธิบายเคล็ดลับการทำนายโลก “ที่นายบอกว่าอนาคตก็ฝังอยู่ในปัจจุบันนี่แหละ ถ้าผมเฝ้ามองโลกอย่างระมัดระวังกับสิ่งที่ดำเนินอยู่ในโลกนี้ ก็จะทำนายโลกได้อย่างนายนั้น จริงๆไม่เห็นเหมือนเลย ความแตกต่างอยู่ที่ไหน”

เนสบิตต์บอกว่าความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เขาเรียนรู้ แต่อยู่ที่วิธีคิด

“มันอยู่ที่กรอบคิดของผม”

เขาบอกว่าหลายปีมาแล้วที่เขาได้พัฒนากฎในการจัดวินัยแก่จิต(mind) และกรองข้อมูล

เขา Match และวัดข้อมูลด้วยประสบการณ์ของตัวเองโดยใช้คุณค่าและกรอบคิด
“สิ่งที่นายพูดนั้น อุปมาดั่งฝนตกลงบนผืนดินที่แตกต่างกัน”

Tony พูดถูกแฮะ กรอบคิด (Mind Set) ก็เหมือนผืนดิน ซึ่งฝน(ก็คือข้อมูล) และพืชพันธุ์ธัญญาหารงอกงามแตกต่างกันขึ้นอยู่กับกรอบคิดที่มีอยู่ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อสรุปที่แตกต่างกัน

“วิธีที่เรารับข้อมูล คือหัวใจ”

การตัดสิน(Judgment) ในทุกปริมณฑลถูกขับเคลื่อนโดยกรอบคิด ยกตัวอย่างเช่น หากภรรยามีกรอบคิดว่าสามีเป็นคนเจ้าชู้ เธอก็จะรับข้อมูลที่สอดคล้องกับภาพในใจที่เธอคิดอยู่ตลอดเวลาว่าสามีเป็นคนเจ้าชู้

ถ้าภรรยามีกรอบคิดว่า สามีของเธอเป็นซื่อสัตย์ต่อความรัก เธอก็จะรับข้อมูลชุดเดียวกันด้วยความหมายที่แตกต่างกัน

อันนี้คือตัวอย่างกรอบคิดในระดับจุลภาค

ในระดับมหภาคนั้น คนที่คิดว่าโลกอยู่ในยุคของ “การปะทะกันระหว่างอารยธรรม”(The Clash of Civilization) ก็จะมองโลกทุกอย่างภายใต้กรอบคิดแบบนี้

ขณะที่ตัวเนสบิตต์เองนั้นมองโลกผ่านกรอบคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นไม่มีอะไรควบคุมได้

แน่นอน ทุกคนล้วนมีกรอบคิดของตัวเองซึ่งจะแปรผันไปวัย

Mind Set! ที่เนสบิตต์เขียนนั้น ไม่ใช่กรอบคิดที่เกิดจากแรงกดดันทางสังคม
เขาจะเขียนถึงกรอบคิดที่พัฒนาอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งไม่เพียงให้กรอบคิดและมุมมองเชิงลึกในครึ่งศตวรรษที่ 21 เท่านั้น

ทว่าจะให้ทัศนคติเชิงรากฐานซึ่งจำเป็นต่อการคาดการณ์อนาคตอีกต่างหาก

Published in: on January 27, 2007 at 8:05 pm Comments (25)

Creative Marketing

Creative Marketing

กลางเดือนสิงหาคม ราวๆบ่ายสอง หลังจากเลิกจากจัดรายวิทยุ Business Connection ทาง FM 96.5 แล้ว ลงมาข้างล่างปรากฏว่ามีการแถลงข่าว Rebranding Met 107 ซึ่งเป็นงานแรกหลังจากมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท สมัยที่สอง

วันนั้นเขาบอกกับผมว่า “วันนี้เราจะสร้างอีกหนึ่งปรากฏการณ์”

อันที่จริง ปรากฏการณ์สำคัญที่มิ่งขวัญสร้างก็คือการเปลี่ยนอสมท.แบบหน้ามือเป็นหลังมือ

หรือเปลี่ยนไปจนจำสภาพเดิมแทบไม่ได้

ถ้าเป็นคนก็ต้องขอร้องให้ “คุณหญิงหมอ” พิสูจน์ดีเอ็นเอกันเลยว่า “เอ๊ะ นี่เป็นคนเดิมหรือเปล่า”

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น ก็นึกถึงคำคมของเจ็ค เวลส์ อดีตซีอีโอจีวี ที่บอกว่า

“Change before You Have to”

เปลี่ยนก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน

เพราะการเปลี่ยนก่อนคนอื่นนั้น สามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้ หากถูกบีบให้เปลี่ยนแปลงก็จะเหนื่อยหนัก เพราะชะตากรรมจะตกอยู่ในมือคนอื่นทันที

เวลส์ยังบอกอีกว่าในด้านการเปลี่ยนแปลงนั้น ถ้าอัตราการเปลี่ยนแปลงภายนอกมีอัตราเร็วกว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงภายใน ถ้าเป็นองค์กรๆนั้นอาจถึงกาลล่มสลายได้

ถ้าเป็นคน คนผู้นั้นก็อาจไม่มีที่ยืน

ถ้าเป็นประเทศ ประเทศนั้นก็มีแต่ความตกต่ำ

สองประโยคหลัง ผมคิดขึ้นเอง ลุงเวลส์ไม่ได้เอ่ยหรอก

จริงๆ มิ่งขวัญไม่ต้องดิ้นรนก็ได้ เพราะอสมท.เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรู้ๆกันอยู่ว่าเปลี่ยนแปลงลำบาก และถ้าเปลี่ยนแปลงมากไป ก็อยู่ลำบาก

ถ้าไม่เปลี่ยนเลย คนทั้งบางจะค่อนขอดได้ว่าไร้ฝีมือ

ไม่ต้องพูดถึงว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นศิลปะ

เป็นเรื่องเกี่ยวกับคน ซึ่งมีอารมณ์ ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง

ถ้าเปลี่ยนแปลงอย่างไร้ศิลปะ ปราศจากยุทธศาสตร์แล้วไซร้ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้

มิ่งขวัญเปลี่ยน อสมท.แบบหัวจรดเท้าหรือ Total Change

เปลี่ยนจนจำไม่ได้ ว่างั้นเถอะ

อย่างไรก็ตาม บทความชิ้นนี้ผมไม่ต้องการเขียนเรื่องการเปลี่ยนแปลงเพียงประเด็นเดียว เพราะเรื่องนี้ผมเคยเขียนเอาไว้แล้ว ไม่อยากเขียนซ้ำ

ผมเคยเขียนถึงมิ่งขวัญเป็นปกนิตยสาร thaicoon เมื่อสักสองปีที่ผ่านมา และเมื่อเดือนสิงหาคม ผมเขียนในมติชนรายวันในคอลัมน์มืออาชีพ เพื่อหาเคล็ดความสำเร็จสรุปเป็นบทเรียนเอาไว้เป็นข้อๆไว้

ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยถามเขาว่าผู้บริหารเก่งๆที่มีวิสัยทัศน์นั้น ทำไมบางคนประสบความสำเร็จ บางคนไม่ประสบความสำเร็จ

เคล็ดลับของมิ่งขวัญก็คือ…ความคิดสร้างสรรค์(Creativity) + รสนิยมที่ดี(Good Taste)

มิ่งขวัญเชื่อว่าถ้าไม่มีความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่มีทางสำเร็จ

และต้องมีรสนิยมดี ถ้าไม่มีรสนิยม ทำอะไรจะล้มเหลวหมด

“รสนิยมที่ดีจะเห็นผ่านชิ้นงาน

ถ้ารสนิยมไม่ได้ ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ ก็จบ

สองอย่างนี้เมื่อผสมออกมาแล้วก็คือ Creative Marketing

Creative Marketing คือรสนิยม คือวิธีคิด คือความคิดสร้างสรรค์ทางการตลาด

ในการบริหารงานในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่นั้น เขาใช้ Modern Marketing มากที่สุดในบรรดาผู้บริหารสื่อวิทยุทีวี

เริ่มต้นด้วยการสร้างแบรนด์อสมท.ที่ประเดิมด้วยการเปลี่ยนโลโก้ ตามด้วยการจัดผังใหม่เป็นเฟสๆ การเปลี่ยน look ผู้ประกาศ รูปแบบการดำเนินรายการ ฯลฯ ส่งผลให้อสมท.ซึ่งไม่มีแบรนด์มาก่อน กลายเป็นแบรนด์ที่มีนวัตกรรมมากที่สุดในบรรดาทีวีเมืองไทย

Positioning ที่มิ่งขวัญกำหนดให้อสมท.ก็คือ “ความทันสมัย” หรือ Modern ซึ่งเนื้อหาและรูปแบบของทีวีและวิทยุก็ต้องสอดคล้องกับ Positioning ที่วางไว้

ซึ่งเขาก็ทำได้ !!!

อีกหนึ่งการตลาดสมัยใหม่ที่เขานำมาใช้ก็คือการสร้าง Market Offering ตามความต้องการของลูกค้า(Customer-Based Market Offering)

คำว่า Market Offering จริงๆก็คือผลิตภัณฑ์และบริการนั่นเอง
ใครที่อ่านคัมภีร์การตลาดของฟิลิป คอตเลอร์ จะพบว่ากูรูการตลาดท่านนี้ใช้คำว่า Market Offering แทนที่คำว่า Product & Service แล้ว

เพราะผลิตสินค้ายุคปัจจุบันนั้นไม่ใช่เอาผู้ผลิตเป็นตัวตั้ง แต่ต้องเอาตลาดและลูกค้าเป็นตัวตั้ง และทั้งสองฝ่ายก็ได้ด้วยกันทั้งคู่

เป็น Win-Win Solution
สำหรับลูกค้ารายใหญ่ที่มีความสำคัญมากนั้น มิ่งขวัญไม่ได้ถือว่าเป็นเพียงลูกค้า แต่ถือว่าเป็น Strategic Partner หรือพันธมิตรเชิงยุทธ์ ซึ่งมีความผูกพันมากกว่าคำว่าลูกค้า

ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดของการสร้าง Market Offering ที่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธ์ก็คือ การ Rebranding Met 107

FM 107 เดิมชื่อ Metropolis 107 เปิดเพลงสากลยุค 1970-1980 และมีข่าวช่วงต้นชั่วโมงค่อนข้างยาว จับกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในเมืองไทย ซึ่ง Niche เกิดไป จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงต้อง Rebranding เพื่อให้ประสบความสำเร็จ สร้างรายใหม่ที่มากกว่าเดิม

การ Rebranding Met 107 สะท้อนวิธีคิดในการทำธุรกิจของเขา

มิ่งขวัญสร้าง Platform ในการทำธุรกิจใหม่ นั่นคือ 4 ค่ายเพลงยักษ์ใหม่เซ็น MOU กับอสมท.เพื่อร่วมสร้างไม่เพียงสถานีวิทยุเท่านั้น หากยังเป็นความร่วมมืออื่นๆอีกมากมาย ตั้งแต่ทำ Met TV จัดคอนเสิร์ตโปรโมทัวร์ ทำซีดี ดาวโหลดริงโทน ฯลฯ

เพราะเขามองว่า 4 ค่ายเพลงยักษ์คือพันธมิตรเชิงยุทธ์

Met 107 ได้ 4 ค่ายยักษ์จับมือกันกันเป็นครั้งแรก ทั้งๆที่ในระดับโลกนั้นแข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตายก็เพราะทั้ง 4 ค่ายนี้ไม่มีทางเลือก

เพลงฝรั่งไม่มีอนาคตเชิงพาณิชย์ในเมืองไทยเท่าไหร่นัก เพราะตลาดไทยเล็กมาก ถึงจะมีคนฟังเพลงฝรั่งเยอะ แต่ก็ไม่ได้ซื้อซีดีถูกลิขสิทธิ์กันสักเท่าไหร่นัก เพราะแพง อีกทั้งตนเองก็ไม่ได้ผูกพันกับนักร้องคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะความผูกพันกับนักร้องคนนั้นไม่มากเหมือนคนรุ่นก่อน

เมื่ออสมท.ยื่นข้อเสนอที่มาทั้งแพคเกจแบบนี้

ใครเล่าจะปฏิเสธได้

คำถามก็คือเมื่อมิ่งขวัญคิดได้

ทำไมคนอื่นคิดไม่ได้

คำตอบก็คือ Synergy + Implement

คำว่า Synergy แปลว่าพลังผนึก มีสมการว่า 1+1>2

มิ่งขวัญสามารถมัดทุกสื่อที่เขามีอยู่ในมือเอาไว้ด้วยกัน จากนั้นก็สร้างพลังผนึกเชื่อมระหว่างสื่อต่างๆที่มีอยู่ในมือให้มีพลังมากกว่าแยกกันอยู่

นั่นคือเขาเชื่อมทีวีเข้ากับวิทยุ นอกจากนั้นยังเชื่อมไปถึงมีเดียอื่นๆ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคหรือเพื่อการสร้างแบรนด์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม แต่หากไม่มีความสามารถในการลงมือทำให้สำเร็จลุล่วงได้นั้น ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้

โชคดีที่เขา Implement ได้ดีเกินคาด

How to Win Friend and Influence People

ก่อนหน้ามิ่งขวัญจะนั่งเก้าอี้ ผอ.อสมท. ผมเคยคุยกับเขาครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นได้ยินชื่อเขามานาน ในฐานะพีอาร์มือฉกาจของโตโยต้า

วันนั้น ผมยิงคำถามว่า “หนังสือเล่มไหนที่มีอิทธิพลต่อพี่มากที่สุด”

เขาอึ้งไปอึดใจ ก่อนตอบว่า “หนังสือที่อ่านตั้งแต่ยังเด็กและทุกวันนี้ก็ยังอ่านอยู่ ผมคิดว่าตนเองได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้มาก ก็คือ “วิธีชนะมิตร และจูงใจคน ของเดล คาร์เนลกี้”

ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้มานาน อ่านมาหลายครั้ง แต่อ่านไม่จบสักที ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นหนังสือที่ดีมากก็ตาม

แต่พี่มิ่งคงอ่านมากกว่าหนึ่งครั้ง

ถ้าบอกว่า “ใครอ่านสามก๊กสามครั้งคบไม่ได้”

ก็ต้องบอกว่า “ใครอ่านวิธีชนะมิตรและจูงใจสามครั้ง”

จงรับคบคนนั้นเป็นเพื่อน

วิธีชนะมิตรฯนั้นทำให้คนคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดี เป็นสายพิราบ

มิ่งขวัญได้รับอิทธิพลจากหนังสือเล่มนี้จริงๆ

หากมองการเปลี่ยนแปลงอสมท.อย่างหน้ามือเป็นหลังมือขนาดนี้ เป็นผอ.คนอื่นคงเสียวสันหลังวาบไปแล้ว เพราะการปรับผังทีวี หรือการยึดเวลาวิทยุทุกคลื่นจากเอกชนและหันมาทำเองนั้น ย่อมขัดผลประโยชน์ผู้คนจำนวนมาก

นี่คือยุทธศาสตร์สายเหยี่ยว

แต่ทว่ามิ่งขวัญใช้ยุทธวิธีสายพิราบ

วิธีพูดของเขาให้เกียรติคน ไม่แข็งกร้าวอย่างผู้มีอำนาจ

เขาไม่ชอบหักคน

บางบริษัทที่ถูกเขาปรับผัง แม้จะเสียเวลาบางรายการ แต่อีกหลายรายการก็ยังคงอยู่

ถึงจะโกรธก็โกรธไม่ลง

วิทยุ ก่อนหน้าจะยึดคืนก็บอกก่อนล่วงหน้าหนึ่งปี และค่อยทยอยเรียกเวลาคืน ไม่ใช่หักด้ามพร้าด้วยเข่า

ยุทธวิธีเช่นนี้เขาอาจจะซึมซับมาจากหนังสือ “วิธีชนะมิตรและจูงใจคน” ก็เป็นได้

นักเล่าเรื่อง

ในโลกยุคใหม่นั้น ซีอีโอไม่สามรถนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างได้อีกต่อไปแล้ว เพราะหากทำเช่นนั้น อาจตัดสินใจผิดพลาดได้
ซีอีโอยุคใหม่ต้องขยันขันแข็ง
ลงไปลุยพื้นที่
ทว่าหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของซีอีโอก็คือปลุกและสร้างขวัญกำลังใจให้ลูกน้องเกิดความฮึกเหิมและมั่นใจในตนเอง
แจ๊ค เวลส์ บอกว่า “A good leader inspires people to have confidence in the leader, a great leader inspires people to have confidence in themselves”
“ผู้นำที่ดีปลุกขวัญให้คนของเขามีความมั่นใจในตัวผู้นำ
ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ปลุกขวัญให้ผู้คนเชื่อมั่นในตัวพวกเขาเอง”
มิ่งขวัญใช้วิธีการเล่าเรื่องเพื่อทำให้พนักงานเชื่อมั่นในองค์กร
เขาเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง
ในการแถลงข่าวแต่ละครั้ง เขาจะใช้วิธีการเล่าเรื่องเพื่อ Educate ผู้สื่อข่าวให้เข้าใจประเด็นอย่างถ่องแท้
ในการประชุมฝ่ายบริหารระดับสูง เขาก็ใช้วิธีการเล่าเรื่องเช่นกัน
มิ่งขวัญรู้ว่านักเล่าเรื่องที่เก่งฉกาจนั้น
นอกจากจะ Win Friend ก็ยัง Influence People ได้เป็นอย่างดี

Published in: on at 8:03 pm Comments (34)